ใต้หล้าโกลาหล (นิยายแปล)

    ตอนที่ 14 กาฬโรค (5)

    ตอนที่ 14 กาฬโรค (5)

            หลายวันที่ผ่านมานี้ เซี่ยงอวี่เห็นอาการป่วยของชาวบ้านที่ติดกาฬโรคผ่านตามามากมาย ย่อมกระจ่างแก่ใจดีว่าตนคงติดเชื้อเข้าแล้ว รีบผลักเสวี่ยสวินออกทันที “อย่าแตะตัวข้า! เจ้าห่างจากข้าไว้หน่อย เป็นไปได้ว่าข้าจะติดเชื้อกาฬโรคแล้ว!”

            เสวี่ยสวินได้ยินแล้วหัวใจราวถูกมีดกรีดคว้าน ยังคงคิดจะเข้าไปช่วยประคอง กลับถูกอีกฝ่ายห้ามไว้

            “ตอนนี้เจ้าเป็นองค์หญิงตัวแทนของแคว้นจ้าวเดินทางไปรับเทียบยารักษาจากแคว้นฉิน! หากกระทั่งตัวเจ้าเองยังติดกาฬโรคแล้ว เช่นนั้นราษฎรของแคว้นจ้าวจะทำเช่นไร น้องชายเจ้าจะทำเช่นไร!”

            เสวี่ยสวินจ้องมองเซี่ยงอวี่ นัยน์ตาใสกระจ่างดุจสายธารคลอหยาดน้ำตา คิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กัดเม้มริมฝีปาก เดินไปอยู่ข้างหน้าเขา

            เซี่ยงอวี่เดินตามหลังอยู่ไกลๆ รักษาระยะห่างที่เพียงพอไว้ตลอด สองคนนั้นคนหนึ่งจึงเดินหน้า คนหนึ่งเดินตามหลัง กลับมายังจุดพักม้าด้วยกันในสภาพเช่นนี้

            …

            เวลานี้จางเอ่อร์เดินวนอยู่หน้าประตูจุดพักม้าด้วยท่าทางร้อนใจ ทันใดนั้นก็เห็นเสวี่ยสวินกลับมาคนเดียว อีกทั้งดวงตายังแดงเรื่อ อดไม่ได้ที่จะสงสัยเหลือประมาณ “พวกเจ้าไปไหนกันมา สหายเซี่ยงเล่า”

            เสวี่ยสวินจับแขนเขาไว้ด้วยอารมณ์ไม่มั่นคง เอ่ยคำพร้อมน้ำตาคลอหน่วย “พี่ชาย ท่านรีบไปเชิญหมอหลวงมาตรวจดูหน่อยเถิด พี่ใหญ่เซี่ยงอาจติดเชื้อกาฬโรคแล้ว!”

            “อะไรนะ!” จางเอ่อร์ตกใจ

            คิดไม่ถึงว่าเซี่ยงอวี่ที่ปกติร่างกายแข็งแรงมาตลอด กลับติดเชื้อกาฬโรคแล้วเช่นกัน จางเอ่อร์รีบเรียกหมอหลวงฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งมาตรวจวินิจฉัยให้เขา

            ไม่ผิดจากที่คาดไว้ หลังผ่านการตรวจสอบจากหมอหลวงหลายรอบ ก็ยืนยันได้ทันทีว่าเซี่ยงอวี่ติดเชื้อกาฬโรคแล้วจริงๆ!

            นอกจากนั้น เนื่องจากเขาสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง ทั้งยังเดินทางเคลื่อนพลติดต่อกันหลายวันจนร่างกายอ่อนล้า โรคจึงออกอาการรุนแรง เกรงว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว

            “ไม่ เป็นไปไม่ได้! พี่ใหญ่เซี่ยงจะมีชีวิตอยู่อีกแค่ไม่กี่วันได้อย่างไร ท่านหมอจะต้องวินิจฉัยผิดพลาดแน่!” เสวี่ยสวินส่งเสียงสะอื้นน้ำตาคลอ ร่ำไห้ดั่งดอกสาลี่ต้องสายฝน ไม่กล้าทำใจเชื่อความจริงข้อนี้

            จางเอ่อร์มองเซี่ยงอวี่ด้วยสีหน้ารู้สึกผิดและเสียใจ ถอนหายใจหนึ่งเสียงก่อนเอ่ยคำ “สหายเซี่ยง ขออภัยแล้ว ตอนนี้ข้าจำเป็นต้องพาเจ้าไปเขตกักกันโรค!”

            เซี่ยงอวี่พยักหน้า เขาย่อมรับรู้ถึงความร้ายแรงของมันดี จึงไม่พูดอันใด

            กลับเป็นเสวี่ยสวิน นางรู้ว่าเซี่ยงอวี่ต้องเป็นแบบนี้เพราะช่วยตนไว้ ในหัวใจไม่อาจทนรับไหว ร่ำร้องจะตามไปยังเขตกักกันโรคด้วย กลับถูกจางเอ่อร์บังคับลากออกไป

            …

            ครั้นออกมาจากเขตกักกันก็เห็นดรุณีอายุราวยี่สิบปีคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู รูปโฉมแลดูงามล้ำมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา สวมชุดกระโปรงยาวห้อยพู่สีเขียวคราม กำลังชะเง้อมองมาข้างในอย่างกล้าๆ กลัวๆ

            “ขอเรียนถาม มีแม่ทัพนามว่าเซี่ยงอวี่อยู่ที่นี่หรือไม่”

            จางเอ่อร์มองนางด้วยสายตาสงสัย แม่นางท่านนี้หน้าตาคุ้นๆ อยู่หลายส่วน กลับนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ใด

            ครั้นสตรีผู้นั้นเห็นคนรู้จัก ใบหน้าพลันเผยความยินดี “จอมยุทธ์น้อย ไม่สิ คุณชายจางเอ่อร์! เมื่อหนึ่งเดือนก่อนท่านเคยช่วยชีวิตข้าตอนนั่งรถม้าในเมืองซิ่นตู ท่านยังจำได้หรือไม่”

            จางเอ่อร์นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ที่แท้ก็คือเด็กสาวที่อุ้มแมวดำตัวน้อยวิ่งซุกซนบนถนนคนนั้นนั่นเอง

            เวลานั้นเป็นตอนที่ตนเดินทางเข้าสู่ราชสำนัก เคยช่วยชีวิตนางไว้ใต้กีบเท้าม้า ส่วนนางเพื่อช่วยลูกแมวตัวหนึ่งแล้ว กลับยอมเสี่ยงชีวิตตัวเอง น่าจะเป็นหญิงสาวจิตใจบริสุทธิ์ดีงามคนหนึ่ง

            “ที่แท้คนที่ช่วยไว้วันนั้นคือเจ้านี่เอง คิดไม่ถึงว่าจะได้พบกันอีกครั้ง แม่นางรู้จักกับสหายเซี่ยงด้วยหรือ”

            “ดูท่าพี่จี๋จะอยู่ที่นี่จริงด้วย!”

            ดรุณีอาภรณ์เขียวประกบมือเข้าหากันด้วยความดีใจ ท่าทางสดใสไร้เดียงสาทำให้คนแข็งใจคิดร้ายไม่ลง

            “ผู้มีพระคุณ ข้ามีนามว่าอวี๋ฉูฉู่ เติบโตมากับพี่จี๋ตั้งแต่เด็ก เดินทางมาครานี้ก็ตั้งใจมาหาเขาโดยเฉพาะ!”

            หน้าประตูเขตกักกันติดป้ายไว้เด่นชัด จางเอ่อร์พลันคิด ‘ที่แท้นางก็ไม่รู้หนังสือนี่เอง’

            เขาจึงจงใจพูดขึ้น “แม่นางฉูฉู่ เกรงว่ายามนี้เจ้าคงไม่สะดวกพบกับสหายเซี่ยงแล้ว ถ้าอย่างไรตามพวกข้าไปที่จุดพักม้าก่อน อีกสักสองสามวันค่อยมา...”

            “ทำไมหรือ”

            ฉูฉู่เห็นสีหน้าจางเอ่อร์กับแม่นางรูปโฉมงดงามดุจบุปผาปานจันทราที่อยู่ด้านข้างอีกคนดูไม่ค่อยถูกต้องนัก แววตาก็หม่นแสงลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “เกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นกับพี่จี๋หรือ”

            เห็นเพียงมีหมอหลวงสองสามคนสวมผ้าคลุมหน้าเดินเข้าออก สีหน้าท่าทางดูรีบร้อน ฉูฉู่ก็รีบก้าวขึ้นไปซักถามสถานการณ์ของเซี่ยงอวี่

            หมอหลวงกลับบอก “แม่นาง ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าควรมา! เจ้าไม่เห็นหรือ บนป้ายเขียนไว้ว่า ‘เขตกักกันกาฬโรค’ รีบออกไปเสียเถิด!”

            ฉูฉู่ได้ยินดังนั้น น้ำตาพลันไหลริน อาศัยจังหวะตอนจางเอ่อร์แบ่งสมาธิไม่ทันสังเกต พุ่งตัววิ่งเข้าไปในเขตกักกันโรคโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

            กระทั่งได้พบเซี่ยงอวี่ เห็นเพียงเขานอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวดุจแสงจันทร์ นี่ไหนเลยจะยังใช่พี่จี๋ผู้กล้าหาญทรงพลังในความทรงจำของนาง! หญิงสาวพลันตกใจจนเท้าซวนเซล้มลงกับพื้น

    คล้ายกับเรื่องใต้หล้าโกลาหล (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน