ตอนที่ ๕
คุณหนูซานดาแห่งเมอหม่า
ปราณเดินทางเข้าเมืองแห่งหนึ่งผู้คนแต่งกายแปลกตาเขาจึงได้สอบถามชาวบ้านแถวนั้นว่าบริเวณนี้คือที่ไหน จึงทราบว่าตอนนี้เขามาถึงอาณาจักรเมอหม่าแล้วทำเอาตกตะลึงในการเดินทางของตนเองยิ่งนัก
ย้อนนึกถึงการเดินทางรอนแรมครั้งแรกร่วมสองเดือนกว่าจะถึงอาณาจักรภารตคณราชย์แต่พอเดินทางกลับด้วยปีกทองครุฑบันดาลก็สามารถมาถึงอาณาจักรเมอหม่าได้เพียง ๑วันเท่านั้น
แน่นอนว่าเมื่อปราณเหาะเหินอยู่เหนือท้องฟ้าท่ามกลางหมู่เมฆย่อมคิดว่าลดระดับความเร็วลงมาแล้วแต่ถึงกระนั้นด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายก็ยังคงความเร็วเกือบจะเท่าเดิมและเมื่ออยู่ในหมู่เมฆา แรงปะทะอากาศที่รุนแรงก็ถูกหมู่เมฆบดบังทำให้ปราณไม่รู้สึกว่าการบินของตนนั้นรวดเร็วเพียงใด
่จังหวะก่อนหน้าที่ปราณเหาะทะยานบินด้วยความเร็วระดับเสียงนั้นแรงปะทะอากาศดังกึกก้องน่านฟ้าจนชาวบ้านร้านรวงต้องเงยมองท้องฟ้าว่าเกิดปรากฏการณ์ใดขึ้นจึงได้มีเสียงฟ้าคำรามยาวนานแตกต่างจากการเกิดอสุนีบาต แต่ก็หาเจอสิ่งใดไม่บ้างก็คิดว่าอาจจะเป็การปรากฏของภูตผีปีศาจ
ด้วยร่างกายที่สูงสง่าผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลอีกทั้งใบหน้ายังหล่อเหลาทำให้ปราณกลายเป็จุดสนใจมิใช่น้อยทุกคนในที่นั้นได้เห็นเครื่องแต่งกายก็คาดเดาว่าบุรุษหนุ่มร่างสูงคนนี้น่าจะเป็ชนชั้นสูงแต่มิใช่ชาวเมอหม่าต่างยิ้มแย้มให้เด็กหนุ่มกันแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะสาวๆพอได้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลากับรูปร่างสูงมีมัดกล้ามพองามถึงกับหน้าแดงก้มหลบเอียงอาย
ปราณเดินตลาดหาอาหารที่ถูกปากการจัดร้านไม่ได้แตกต่างจากไชยครามสักเท่าไหร่ทำใย้อนนึกถึงการเดินตลาดครั้งแรกที่เมืองน้ำโพสองแควร่วมกับแฝดแสง-ขรรค์จนได้เจอสหายคนแรก (ภาคปฐมบท บทที่ ๑๙เกิดเื่ที่ตลาดปลา)
“ป่านนี้พี่แสง-ขรรค์และพี่เดือน-ดาวจะเป็อย่างไรบ้างท่าทางคงเป็ฝั่งเป็ฝากันแล้วสินะ”
ในจังหวะที่เขากำลังเดินเลือกซื้อข้าวของอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงโวยวายไกลๆแว่วเข้ามา พร้อมเสียงรถม้าและเสียงฟาดแส้ขนาดใหญ่ลงพื้นดังฟึ่บฟั่บ เสียงดุดันของบุรุษะโสั่งให้ผู้คนรอบข้างถอยให้หมดปราณสามารถได้ยินเสียงที่อยู่ไกลกว่า ๒๐๐ เมตรได้อย่างสบายเพราะประสาทััของเขามีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก
ชาวบ้านร้านรวงที่เดินอยู่เบื้องหน้าต้องรีบกระโจนหลบให้ไวมิเช่นนั้นอาจถูกลูกหลงของแส้ฟาดใส่เอาได้
“หลบไปให้หมด...อย่าขวางทางขบวนของคุณหนูซานดาอย่างเด็ดขาด”
เ้าของเสียงดุดันในชุดเกราะทหารสีเทาเข้มใบหน้าโเี้แววตาสะใจที่ตนกระหน่ำฟาดแส้ซ้ายขวาเพื่อเปิดทางขบวนรถม้า
แต่แล้วก็มีเด็กหญิงตัวน้อยวิ่งร้องไห้จ้าออกมาด้วยความตื่นใเสียงรถม้าและฟาดแส้ที่ดังอยู่ไกลๆจนขบวนรถม้ากว่า ๕ คันเคลื่อนเข้ามาใกล้
“ระวัง!”
ปราณจับััได้ เขากระโจนหายจากอีกฝั่งมือโอบคว้าร่างเด็กหญิงตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนแล้วหมุนกายลังกาหน้าลงยืนอีกฝั่งทำเอาคนฟาดแส้หน้าเหวอสั่งหยุดขบวนกะทันหันจนตัวเองลื่นไถลหน้าทิ่มดิน
“อูย....บัดซบนัก!.....ใครกันช่างบังอาจยิ่ง!...กล้าขวางทางขบวนรถคุณหนูซานดา!”
พอลุกขึ้นได้ก็กวาดตามองหาคนต้นเหตุเหลือบเห็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดขาวกางเกงดำกำลังอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยแล้วปลอบโยนจังหวะเดียวกับที่คนเป็แม่เข้ามาประนมกรไหว้ปราณกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตาแล้วปราณจึงลูบหัวเด็กหญิงเด็กน้อยที่ร้องไห้พอปราณถ่ายเทพลังอบอุ่นเธอจึงเงียบเสียงแปรเปลี่ยนเป็หัวเราะร่าแล้วโผเข้าหามารดา
“ปลอดภัยแล้วนะ!”
ปราณเอ่ยบอกผู้เป็แม่นางโอบกอดบุตรสาวน้อมคำนับอย่างสุดซึ้งชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นก็พากันปรบมือให้ปราณ แต่แล้วก็ต้องเงียบลงเมื่อทหารหน้าโหดย่างเท้าเข้ามาพร้อมกัดกรามกรอดๆ ด้วยความหงุดหงิดใจแม้เขาจะสูงเพียง ๑๗๐ เิเแต่ด้วยชุดเครื่องแบบทหารทำให้เขาหยิ่งยโสจนเกินงาม
“อ้อ!!!...อยากเป็พระเอกอย่างนั้นหรือเ้าหนุ่ม?...ไม่รู้หรือว่าขบวนรถม้านี้เป็ของใคร?”
ปราณยิ้มจางๆส่ายศีรษะยักไหล่ “ข้าไม่ทราบว่าเป็ใครหรอกเพราะข้ามิได้อยู่ที่นี่แต่การเคลื่อนขบวนในแหล่งชุมชนผู้คนมากมายเยี่ยงนี้ ข้ามองว่ามันจะเกิดอันตรายทั้งกับบุคคลในรถม้าและบุคคลข้างทาง...”
“ชะชิ!...เ้าหนุ่ม!...เ้าเป็บิดาข้าหรือไง? ถึงกล้าสั่งสอนรู้ไหมข้ามีตำแหน่งเป็ถึงสมุหเสนา”
ว่าแล้วก็ยกนิ้วหัวแม่มือจิ้มที่บ่าของตนให้เห็นสัญลักษณ์หนึ่งดาวแล้วกล่าวข่มต่อทันที
“...เ้าเป็แค่คนเดินทางอย่ามาทำกร่างเช่นนี้ขัดขวางการเดินทางของคุณหนูย่อมมีโทษ...เ้าหน้าที่!จับตัวเ้าคนนี้ไปรับโทษ...ฐานขัดขวางการเดินทาง”
ปราณยืนนิ่งส่ายศีรษะถอนหายใจจังหวะที่ทหารอีกสองนายกรูเข้ามา ปราณก็อันตรธานจากตรงนั้นไปปรากฏอีกฝั่งของถนนทำเอาผู้คนเริ่มแตกตื่นฮือฮากับการเคลื่อนที่ของเด็กหนุ่มยิ่งนัก!
“หนอย....นักฌานยุทธ์ต่างถิ่นงั้นหรือ?....หึหึหึ...ดีๆๆๆนักฌานยุทธ์ต่างถิ่นยิ่งมีโทษหนัก”
แล้วทหารหน้าโหดก็กระชับแส้ฟาดม้าให้แน่นขึ้นแล้วะเิพลังฌานระดับครุยุทธ์สองวงแหวนม่วง-น้ำเงินออกมาทันทีทำเอาชาวบ้านต่างโวยวายะโด่าว่าเื่เพียงเท่านี้ถึงกับต้องปะทะรุนแรงเชียวหรือแต่ทหารหน้าโหดไม่สนใจ สายตาจ้องมองปราณราวกับเป็เหยื่ออันโอชะ
“หึหึหึ...เ้าหนุ่ม...คงเห็นแล้วสินะว่าข้าก็เป็นักฌานยุทธ์ระดับครุยุทธ์เด็กหนุ่มอย่างเ้ายอมมอบตัวดีกว่าจะได้จบๆ เื่!”
“ฮ่าๆๆๆ...ตลกแล้ว!...ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดไยต้องมอบตัวด้วยเล่า!”
ปราณยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่านึกในใจว่าอาจจะได้ยืดเส้นยืดสายกับนักฌานยุทธ์ในมหาพิภพสักทีหลังจากที่ต้องฝึกฝนกับบรรดาครุฑน้อยใหญ่และสัตว์วิเศษมากฝีมือที่ถูกเชิญมาช่วยฝึกปรือพลังฌานยุทธ์ของปราณร่วมเจ็ดปี
ปราณยืนมองแล้วส่ายศีรษะด้วยสีหน้าท่าทางของเขายิ่งกระตุ้นความยโสในกายทหารหน้าโหด
“ถ้าพูดดีๆไม่รู้ฟังก็คงต้องาเ็กันล่ะนะ!...พวกเรา!จับมันไปลงโทษให้ได้ หากจับเป็ไม่ได้ก็จับตายทันที”
สิ้นสั่งทหารอีกห้านายที่เพิ่งออกมาจากรถม้าก็พุ่งทะยานพร้อมดาบยาวในมือหมายจะฟันร่างสูงกำยำให้ได้เืทว่าปราณก็หายจากตรงนั้นไปปรากฏยังฝั่งตรงข้าม ณ จุดเดิมแล้วทำท่ายักไหล่ผายมือท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของผู้คนรอบข้าง แต่แล้วชาวบ้านคนหนึ่งก็ะโขึ้นมา
“อย่าไปแหย่เล่นกับพวกคุณหนูซานดาเลย...เ้าจะเดือดร้อนเปล่าๆ”
ปราณพยักหน้ารับแล้วก็ยืนนิ่งๆรอการวิ่งกรูเข้ามาจับกุมของทหารทั้งหก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงแหลมสูงแสดงความไม่พอใจของสตรีดังขึ้นทำเอานายทหารทั้งหกต้องหยุดชะงัก แล้วขยับกายยืนเป็แถวหน้ากระดานหันมองรถม้าคันที่สาม
สตรีร่างอรชรผิวขาวในชุดสีเหลืองอ่อนบริเวณคอเสื้อและแผงอกและบริเวณข้างลำตัวเชื่อมต่อมากระชับเอวให้คอดกิ่วเป็โลหะสีทองสุกสกายใบหน้ากลมที่ผุดผ่องสว่างสดใสราวพระจันทร์ ปรากฏกายหน้ารถม้า กิริยาท่าทางของเธอล้วนสะกดสายตาทุกผู้คนพลันชาวบ้านร้านรวงรอบด้านต่างก็นั่งคุกเข่าหนึ่งข้างกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“น้อมคำนับคุณหนูซานดา”
นางเยื้องกายที่สูงราว๑๗๕เิเมาเบื้องหน้าบุรุษหนุ่มแล้วปราดมองศีรษะจรดเท้าแต่แล้วก็เกิดอาการหน้าแดงซ่านเมื่อปะทะสายตาโฉบเฉี่ยวของหนุ่มชุดขาว-ดำจำต้องก้มหลบเล็กน้อยแล้วกระแอมไอกลบเกลื่อน
“ฮึ่ม...จะมาเสียเวลาอยู่ไยกับแค่คนเพียงคนเดียว แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? เ้าจึงหมายมั่นชีวิตบุรุษผู้นี้!”
แม้สายตาจะจ้องมองทหารในบัญชาแต่ก็ยังมิวายเหลือบมองปราณกลอกตาเอียงอายน้อยๆ
“เออ...ก็...ก็เ้าหนุ่มต่างถิ่นคนนี้ขวางขบวนของเรานี่ครับ!...ข้าจำเป็ต้องสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูง”
ทหารหน้าโหดน้อมกายรายงานเสียงสั่นพร่า
“ที่ต่ำที่สูงอย่างนั้นหรือ?หึหึหึ...บริเวณนี้ต่ำติดดิน ผู้คนที่วิ่งอยู่บนนี้ก็บนดินรถม้าของเ้าก็วิ่งบนดิน...เด็กหญิงที่เพิ่งวิ่งเข้ามาขวางก็วิ่งบนดินเพราะใเสียงของเ้านั่นแหละ...ทุกคนต่างอยู่บนพื้นดินชาวบ้านร้านรวงบริเวณนี้ก็อยู่กับดินทั้งนั้น...มีตรงไหนที่แสดงว่าต่ำหรือสูง?”
ปราณเอ่ยเปรียบเทียบชัดเจนทำเอาทุกคนหน้าชาบ้างก็กลั้วหัวเราะเบาๆ กับการกระทบกระเทียบ ซานดาที่เพิ่งหลบหน้าเอียงอายพอได้ยินวาจาเช่นนี้ก็เงยมองจ้องตาด้วยความโมโห ชี้หน้าปราณะโตำหนิ
“เ้าเป็ใครกัน?ถึงกล่าวเอ่ยวาจาเปรียบเปรยเช่นนี้ ที่ต่ำที่สูงเ้ายังไม่รู้อีกหรือ?ไปหลบอยู่ที่ไหนมา?”
“ถ้าสิ่งที่ข้าพูดเ้ายังไม่เข้าใจฉะนั้นแล้วต่ำหรือสูงจะวัดจากไหน? ยศถาบรรดาศักดิ์หรือความเป็ปุถุชนธรรมดาหรือจะวัดสูงต่ำอย่างแท้จริง...หึหึหึ...เอาเถอะ! น้องสาวผู้นั้นปลอดภัยมิได้ถูกขบวนรถม้าของเ้าทับจนาเ็ก็นับว่าเป็โชคดีแล้ว...ถ้าเช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนเวลาของคุณหนูซานดาอีกต่อไป...เดี๋ยวท่านจะเสียเวลากับบุรุษไร้นามอย่างข้าเปล่าๆ”
ปราณประนมกรให้นางเล็กน้อยแล้วเปิดพลังฌานยุทธ์เหินกลางหาวเหาะทะยานแหวกอากาศเสียงลมหวีดหวิวส่งรัศมีปะทะเบื้องล่างรุนแรงจนทุกคนต้องยกมือขึ้นป้องหน้าพอเงยหน้ามองฟ้าก็เห็นเพียงแสงออร่าสีขาว-ทอง ทิ้งไว้เื้ัเป็สายลำแสงเส้นยาวก่อนจะกลืนหายในอากาศ
ทหารหน้าโหดถึงกับเหงื่อกาฬแตกแข้งขาสั่นสะท้านเอ่ยเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัวขึ้นมาโดยพลัน
“บัด...บัดซบน่า...เ้า...เ้าหนุ่มคนนั้นบินได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?...คง...คงไม่ต่ำกว่าระดับอาจารย์ยุทธ์แน่!”
นึกแล้วก็ทอดถอนใจที่บุรุษหนุ่มมิได้ต่อตีกับเขามิเช่นนั้นแล้วเพียงการโจมตีครั้งเดียวร่างอาจจะกระอักเืก็เป็ได้
ซานดายืนนิ่งตะลึงงันกัดกรามด้วยความโมโห
“ชิ...เ้าผู้ชายคนนี้มาจากไหนกัน?คิดจะไปก็ไปไม่มีร่ำลาข้าสักนิด...ประกาศออกไป!...ใครตามหาตัวบุรุษชุดขาวกางเกงดำคนนี้ได้ข้ามีเงินรางวัลมอบให้๑๐๐,๐๐๐ เหรียญทอง!”