ในที่สุดก็ถึงวันเปิดเทอม วันนี้ผมตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว และไปถึงวิทยาลัยพร้อมไก่ั้แ่ราวๆเที่ยง (ไม่ลืมใช่ไหมครับว่าผมกับไก่เรียนภาคบ่าย) ไปกินมื้อกลางวันที่วิทยาลัยเลย ผมเองค่อนข้างตื่นเต้นนิดหน่อย ในกระเป๋าพกสมุดปากกา และก็หนังสือเรียนตามตารางเรียนที่ได้รับตอนปฐมนิเทศน์ ทั้งๆที่รู้ว่าวันเปิดเทอมวันแรก (คง) ไม่ค่อยได้เรียนอะไรหรอก ซึ่งก็เป็ไปตามคาด ทุกวิชามีอาจารย์เข้ามาแนะนำหัวข้อวิชาที่ต้องเรียน และเครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องใช้ จากนั้นก็ปล่อยให้นั่งคุยกันเอง เหมือนกันทุกวิชา ราวๆ 6 โมงเย็นก็ได้กลับแล้ว
สัปดาห์แรกไม่มีอะไรเป็พิเศษ ทุกๆวิชาล้วนแล้วแต่น่าสนใจ และแปลกใหม่สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้นที่เน้นเรียนทฤษฎีมาเป็ส่วนใหญ่ (วิชาปฏิบัติที่เคยเรียนก็พวกพละศึกษา กับวิชาลูกเสือ) และกำลังจะเปลี่ยนไปเป็สายอาชีพ แทบทุกวิชามีภาคปฏิบัติ แต่วิชาแรกที่ผมอยากเล่าก่อน คือวิชานี้ครับ วิชาตะไบที่เลื่องลือกันนั่นเอง
วิชาตะไบเป็วิชาที่นักศึกษาปี 1 ของวิทยาลัยนี้ทุกคนต้องเรียน วันแรกที่เข้าเรียนวิชาตะไบ ผมรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในโรงกลึงหรืออะไรสักอย่าง เพราะในห้องเรียนเป็ห้องโถงใหญ่ มีเครื่องกลึงขนาดกลางๆ 2 เครื่อง และแท่นสว่านเรียงรายอีกเป็สิบเครื่อง นอกจากนั้นก็มีโต๊ะไม้หนาๆหนักๆเรียงเป็แนวยาว 3-4 แถว ทุกโต๊ะมีปากกาจับชิ้นงานยึดติดไว้ 1 ตัวสำหรับไว้จับชิ้นงานที่จะตะไบนะ อากาศในห้องค่อนข้างทึบ แต่ไม่อบอ้าว เพราะมีพัดลมขนาดใหญ่ช่วย (อย่าได้แม้แต่จะคิดว่าห้องเรียนวิชาตะไบจะเป็ห้องแอร์) ไม่งั้นน่าจะร้อนมาก
วิชาตะไบไม่เหมือนวิชาอื่นๆ 2 เื่ คือ 1. วิชาตะไบใช้เวลาเรียนทั้งวัน นั่นหมายความว่าวันที่เรียนตะไบจะไม่มีวิชาอื่นเลย ในขณะที่วิชาอื่นเรียนกันอย่างมากก็ 2 ชม.เท่านั้น และ 2.วิชาอื่นส่วนมากจะมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แต่วิชาตะไบมีแต่ภาคปฏิบัติล้วนๆ นั่นคือวันที่มีเรียนวิชาตะไบต้องใส่เสื้อช็อปมาเท่านั้น (ซึ่งก็ดีแล้วไม่งั้นเสื้อเชิ้ตขาวก็จะเปื้อนหมด)
วิชาตะไบคาบแรก อาจารย์เตือนพวกเรา 3 เื่ เื่แรกคือ ถ้าเหล็กเสียจนใช้ไม่ได้จะไม่มีก้อนที่ 2 ให้ (ไม่ว่าชิ้นงานไหน) พวกเราต้องหาซื้อเหล็กมาทำใหม่เอง เื่ที่สองคือ วิชาตะไบจะเป็การตะไบเหล็กรูปร่างต่างๆให้ได้ขนาดที่้า แล้วเอามาประกอบกันเป็ปากกาจับชิ้นงานใน่ปลายเทอม ดังนั้นถ้าขาดชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็จะไม่สามารถประกอบเป็ปากกาได้ เท่ากับว่าเราจะไม่มีงานส่ง = ตกวิชานี้ นั่นเอง และเื่สุดท้ายที่สำคัญมาก คือ วิชาตะไบเป็การจับคู่กันทำงานครับ เท่ากับว่านักศึกษา 2 คนต้องช่วยกันทำชิ้นส่วนของปากกาจับชิ้นงาน แล้วเอามาประกอบกันให้ได้ และภายในเทอมนั้น นักศึกษา 2 คนต้องส่งปากกาจับชิ้นงาน 1 ตัวเพื่อให้ผ่านวิชาตะไบ
ผมจับคู่กับใครน่ะเหรอครับ? น่าจะทายกันถูกนะ ก็ไก่ไงครับ เราค่อนข้างสนิทกัน พักหอเดียวกัน และที่ผมหวังไว้คือไก่น่าจะเก่งงานประเภทนี้มากกว่าผม ซึ่งเมื่อนำมาถัวเฉลี่ยแล้วน่าจะช่วยให้งานของเราทั้งคู่ผ่านมาตรฐานไปได้
ถ้าใครมีโอกาสได้เรียนวิชาตะไบล่ะก็ สิ่งแรกที่ผมแนะนำคือ วันแรกที่เริ่มเรียนให้หาโต๊ะที่ความสูงเมาะกับความสูงของเราครับ เพราะเราต้องอยู่ที่โต๊ะนั้นไปตลอดทั้งปี (อาจจะเปลี่ยนได้ถ้าจำเป็ถึงขีดสุด แต่เท่าที่ผมเรียนมา ผมใช้โต๊ะตัวเดิมตลอด อาจารย์ก็คงชอบด้วยแหล่ะ เพราะเวลาโต๊ะตัวไหนว่างแกก็รู้เลยว่าวันนั้นใครขาดเรียน) เพราะงานตะไปเราต้องใช้มือทั้งสองข้างจับตะไบแล้วกดลงไปบนชิ้นงานแล้วก็ถูๆๆ ดังนั้นความสูงที่พอเหมาะของชิ้นงาน (เมื่อยึดบนปากกาจับชิ้นงานแล้ว) ก็ควรต่ำกว่าระดับไหล่ของเราลงไปสักหน่อย เวลาเรากดน้ำหนักลงบนตะไบจะได้ถนัด ถ้าเราเลือกโต๊ะที่ความสูงไม่เหมาะกับเราก็จะเกิดปัญหาได้ 2 กรณี คือ ถ้าเป็คนตัวสูงแต่เลือกโต๊ะเตี้ย เวลาตะไบก็ต้องก้มหลังมากกว่าท่ามาตรฐาน ซึ่งแน่นอนว่าทำไปนานอาการปวดหลังจะมาเยี่ยมแน่ๆ (ใครที่คิดว่าตัวเองยังหนุ่มยังแน่น ร่างกายปรับสภาพได้ จะลองก็ไม่ห้ามครับ) ส่วนใครตัวเล็กแต่เลือกโต๊ะสูงก็จะซวยหนักเข้าไปอีก เพราะในงานตะไบนั้น ถ้าชิ้นงานมันสูงเกินไป เช่น อยู่ระดับไหล่พอดีเราจะส่งแรงไปที่ตะไบได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้การตะไบของเราคืบหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็ ซึ่งไม่เป้นผลดีกับกำหนดการส่งงานของเราแน่ๆ
สำหรับคนตัวสูงก็ควรเลือกโต๊ะตัวมาตรฐาน หรือสูงพิเศษ แค่นั้นก็จบ แต่สำหรับคนตัวเล็กกว่ามาตรฐานล่ะ จะทำอย่างไร คนตัวสูงมักไม่เจอปัญหา เพราะไม่ค่อยมีใครสูงเป็เปรตจนเกินกว่าจะใช้งานโต๊ะมาตรฐานได้ แต่คนที่ตัวเล็กมากๆมีปัญหาครับ เพราะแม้จะเลือกโต๊ะตัวเล็กแล้ว บางคนก็ยังไม่ถนัด วิธีแก้แบบกำปั้นทุบดินเลยคือ เราลดขนาดโต๊ะไม่ได้ เราก็ต้องเพิ่มความสูงคนใช้งานครับ ไม่ว่าจะเป็กล่องไม้ หรือเหล็กกล่องก็สามารถมาเสริมที่พื้นเพื่อให้คนตัวเล็กสามารถเรียนวิชาตะไบได้โดยไม่เสียเปรียบคนอื่นๆนัก
สำหรับผมและไก่ โชคดีที่ความสูงค่อนข้างได้มาตรฐาน จึงไม่้าอุปกรณ์เสริมใดๆ เรา 2 คนเลือกโต๊ะติดๆกัน แล้วก็เริมบรรเลงเลยครับ
การทำปากกาจับชิ้นงาน จะประกอบด้วยเหล็กรูปร่างต่างๆกันประมาณ 10 ชิ้น มีทั้งชิ้นเล็ก (ขนาดสกรู ซึ่งก็ต้องทำเอง) และชิ้นใหญ่ (ส่วนที่ใช้จับชิ้นงาน) ซึ่งพอเรียนไปได้สักระยะ 2 คนที่คู่กันก็จะต้องผลิตชิ้นงานที่ไม่เหมือนกัน แล้วเอามาประกอบเข้าด้วยกัน แต่สำหรับชิ้นแรกของทุกคนจะทำชิ้นงานที่เหมือนกัน ขนาดเท่ากันเลยครับ
วิชาตะไบเรียนอะไร ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ เรียนการตะไบชิ้นงานให้ได้ขนาดและเหลี่ยมมุมตามที่้า ซึ่งก็รวมไปถึงการใช้เครื่องมืองานโลหะอื่นๆด้วย เช่น เลื่อยตัดเหล็ก สว่านแท่น เครื่องกลึง และเครื่องทำเกลียว เป็ต้น ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดนีั้จะช่วยเปลี่ยนชิ้นงานที่เป็เหล็กก้อนๆของเรากลายไปเป็ชิ้นงานสวยๆ ผิวเรียบเงางาม และประกอบกับชิ้นงานอื่นๆกลายเป็ปากกาจับชิ้นงานนั่นเองครับ
คาบแรก อาจารย์ให้เหล็กพวกเรามาคนละก้อน เป็วัตถุดิบตั้งต้นสำหรับชิ้นงานแรก ขนาดก็ประมาณ กว้าง 5 cm ยาว 15 cm และหนาราวๆ 3 cm เป็ก้อนสี่เหลี่ยมตันๆ ผิวหยาบ เท่าที่ดูน่าจะตัดมาจากเหล็กแท่งยาวๆมาเป็ท่อนๆแล้วให้นักศึกษาคนละ 1 ก้อน แล้วสั่งให้ตะไบมันให้ผิวเรียบทุกด้าน โดยให้มีขนาดเมื่อเสร็จแล้วตามที่กำหนด ถ้าผมจำไม่ผิด มันจะต้องเล็กลงด้านละประมาณ 2-3 mm นะ และต้องได้มุมฉากเป๊ะๆทุกมุม ผิวต้องเรียบเสมอกัน เวลาตรวจอาจารย์จะมีเหล็กฉากมาวัดทุกเหลี่ยมของชิ้นงาน ถ้าไม่ได้ฉากก็ต้องเอากลับไปแก้ ในขณะเดียวกันถ้าเอาเหล็กฉากรูดตลอดชิ้นงาน นอกจากจะรู้ว่าฉากเป๊ะหรือไม่แล้ว ยังรู้ด้วยว่าพื้นผิวเรียบได้ที่หรือเปล่า เวลาอาจารย์ตรวจแกจะเอาเหล็กฉากทาบชิ้นงานแล้วส่องไปที่หลอดไฟแล้วดูจากแสงสว่างที่ลอดออกมา ถ้าไม่มีแสงสว่างลอดออกมาก็แปลว่าผิวเรียบ ใช้ได้ แต่ถ้าเห็นแสงลอดจากด้านซ้ายและขวาแปลว่าด้านนั้นนูนเป็หลังเต่า หรือถ้าด้านนั้นเว้าจนเป็แอ่งก็จะเห็นแสงสว่างลอดมาจาก่กลางๆชิ้นงาน ป็นต้น
มาถึงตรงนี้คงพอนึกภาพออกนะครับ ว่าเวลาตะไบเราต้องระมัดระวังเป็อย่างมาก ไม่ใช่ว่าลงแรงเยอะแล้วจะดีนะครับ เพราะถ้าเราลงแรงมาก เหล็กก็จะถูกตะไบออกไปเร็ว ซึ่งก็น่าจะเป็เื่ที่ดีถ้าเราตะไบได้ฉากได้ความเรียบตามที่้า แต่ถ้าเราตะไบเฉียง ผิวนูนหรือเป็แอ่ง เราก็ต้องมาตะไบแก้ให้เรียบและได้ฉากอีกที ปัญหาคือเหล็กก้อนหนึ่งๆขนาดมันใหญ่กว่าขนาดที่อาจารย์้าให้พวกเราทำแค่ 2-3 mm เอง ถ้าเราตะไบจนชิ้นงานเล็กกว่าขนาดที่้า ต่อให้แก้จนผิวเรียบหรือฉากเป๊ะขนาดไหน ชิ้นงานนั้นก็ใช้ไม่ได้ครับ เพราะมันจะเอาไปประกอบรวมกับชิ้นอื่นๆไม่ได้ แปลว่าอะไรน่ะเหรอครับ ก็แปลว่าเราลืมชิ้นงานนั้นไปได้เลย ต้องเสียเงินไปซื้อเหล็กมาเริ่มต้นใหม่ไงครับ และผมก็รู้ซึ้งถึงเื่นี้ดีเลยล่ะครับ
่แรกๆที่เริ่มตะไบชิ้นงาน ส่วนมากเราก็ไม่คิดอะไรกันมาก จับตะไบหยาบได้ก็ลงมือกันเลย ใครมีแรงเท่าไรก็ถูลงไป หวังจะให้ชิ้นงานเสร็จเร็วที่สุด อ้อ เกือบลืม เราต้องเริ่มจากตะไบหยาบก่อนเพื่อให้กินเนื้อเหล็กเร็วหน่อย แต่พอถึงจุดที่้าเก็บรายละเอียดชิ้นงานก็จะเปลี่ยนไปใช้ตะไบละเอียดแทนครับ
มันไม่ใช่งานที่ทำส่งๆไปแล้วก็จะสำเร็จได้ จริงอยู่ว่าตะไบไปเรื่อยๆผิวเหล็กก็จะค่อยๆถูกถูออกไป แต่คนไม่ใช่เครื่องจักรถูกไหมครับ ดังนั้นพอเราตะไบไปได้สักครึ่งชั่วโมง อาจารย์ก็สั่งหยุด แล้วเอาเหล็กฉากมาวัดชิ้นงานทีละคน แล้วเราก็พบว่าแทบทุกคนถ้าไม่ตะไบผิดท่าจนชิ้นเหล็กโค้งเป็หลังเต่า ก็ตะไบหนักไปด้านใดด้านหนึ่งจนชิ้นงานเสียความเป็มุมฉากไปซะหมด และแน่นอนว่าผมกับไก่ก็อยู่ในกลุมนี้ด้วยครับ
หลังจากนั้นเราก็เริ่มตะไบกันอย่างระมัดระวังมากขึ้น ค่อยๆถูไปอย่างช้าๆ ตกนาทีละ 50-70 ครั้ง ทำไปจนกว่าจะหมดเวลา ระหว่างนั้นพอทำไปได้สักหน่อยก็จะไปขอยืมเหล็กฉากของอาจารย์มาวัดชิ้นงานของตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะปรับมุมการตะไบอย่างไรต่อไป พอหมดวันเราก็ไปล้างมือ ทำความสะอาดเนื้อตัวจากผงเหล็กที่ติดตามเสื้อกางเกง จากนั้นผมกับไก่ก็เดินกลับหอพักกัน ด้วยความที่เหนื่อยจากการออกแรง เราก็เลยแวะกินก๋วยเตี๋ยวกันก่อนถึงหอพัก จากนั้นก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำแล้วก็พักผ่อนนะ
วิชาตะไบดำเนินไปแบบนี้สักระยะ แล้วผมก็มีปัญหากับชิ้นงานของผม ก็คือเหล็กเมื่อโดนอากาศ มีความชื้น ก็ขึ้นสนิมซิครับ แล้วชิ้นงานมีสนิมก็ส่งไม่ได้ด้วย ดังนั้นผมต้องหาวิธีที่จะเก็บชิ้นเหล็กนั้นหลังจบงานในแต่ละวัน เพื่อให้พอถึงเวลาเรียนครั้งต่อไป เหล็กจะได้เงาวับไร้สนิมให้มาตะไบออก
ผมลองมาหลายวิธี ทั้งวิธีที่คิดเองแบบง่ายๆ คือ เอาผ้าห่อ แล้วใส่ถุงพลาสติกมัดไว้ ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไร ก็เลยต้องไปสอบถามคนอื่นๆมา บางคนก็ใช้วิธีเอาชอล์คละเลงที่ผิวชิ้นงานทุกด้านแล้วห่อผ้าไว้ บางคนก็เอาชิ้นงานแช่ไว้ในอ่างน้ำมัน บางคนก็แช่ไว้ในอ่างน้ำ และบางคนเอาผ้าห่อแล้วแช่ในชามข้าวสารก็มี สำหรับผมลองมาแทบทุกวิธี และก็พบว่ายังไงชิ้นงานของผมก็ยังเกิดสนิมอยู่ แต่ไม่เยอะเหมือน่แรกๆ ซึ่งผมก็พอใจแล้วครับ
หลังจากเข้าเรียนวิชาตะไบมา ราวๆ 1 เดือน ผมก็พบข่าวร้ายว่า ชิ้นงานผมขนาดเล็กกว่าขนาดมาตรฐานที่ต้องส่งไปซะงั้น สาเหตุก็มาจากความใจร้อนของผมที่ตะบี้ตะบันลงแรงตะไบไปเพราะอยากให้ชิ้นงานได้ขนาดเร็วๆนั่นแหล่ะ แทนที่จะได้ดี กลับเสียซะงั้น ดังนั้น บทเรียนที่ 1 ที่ผมได้จากวิชานี้ คือ ความใจร้อนไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น การทำงานอย่างช้าๆ ระมัดระวังและรอบคอบ ดีที่สุด คนที่ทำได้แบบนั้นก็คือไก่ คู่ของผมนั่นเอง ชิ้นงานของไก่เกือบจะเสร็จแล้ว และไม่มีปัญหาเื่ขนาดหรือความเรียบของผิวชิ้นงานเลยด้วย ในขณะที่ชิ้นงานของแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ต้องเริ่มต้นใหม่เท่านั้น
ผมไปหาซื้อเหล็กที่ร้านขายเหล็กแถวๆวิทยาลัย ร้านเหล็กแถวๆนี้คงคุ้นเคยกับการที่นักศึกษาจากวิทยาลัยจะมาหาซื้อเหล็กไปใช้ในวิชาตะไบแน่ พออ้าปากบอกว่ามาขอแบ่งซื้อเหล็ก 1 ชิ้นขนาดเท่านั้นเท่านี้ เ้าของร้านก็บอกเลยว่าวิชาตะไบใช่ไหม แล้วแกก็ไปตัดให้เลย ผมก็เลยได้ชิ้นงานมาเหมือนกับที่อาจารย์ให้มาในวันเริ่มเรียนวันแรกเป๊ะ ผมลองเลียบๆเคียงๆถามเ้าของร้านว่าช่วยกลึงให้ได้ขนาดตามที่อาจารย์้าได้ไหม เ้าของร้านแค่หัวเราะแล้วบอกว่าไม่ได้หรอก มันเอาเปรียบเพื่อนๆของผม ซึ่งพอเวลาผ่านมา ผมก็เห็นด้วยกับเ้าของร้านเหล็กนะ ถ้าวันนั้นผมได้ชิ้นงานมาง่ายๆ ผมจะไม่รู้สึกภูมิใจที่ผ่านวิชาตะไบมาได้ ดังนั้น บทเรียนบทที่ 2 สำหรับวิชาตะไบของผมก็คือ ความสำเร็จที่เกิดจากการลงมือทำของตัวเองน่าภาคภูมิใจเสมอ มากกว่าการเอาเปรียบคนอื่นเพื่อให้สำเร็จอย่างเทียบกันไม่ได้เลย
หลังจากได้ชิ้นงานใหม่มา ผมก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งคราวนี้ผมรู้แล้วว่าต้องทำยังไง ดังนั้นถ฿งความคืบหน้าจะช้ากว่าชิ้นงานแรก แต่แทบไม่ต้องแก้เลย ดังนั้นชิ้นงานแรกของผมก็เลยเสร็จช้ากว่าของไก่ไปแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น อ้อ ผมมาขอใช้ห้องเรียนตะไบ่วันหยุดเพิ่มด้วยน่ะครับ ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ต้องมาทำงานวันหยุด เพราะวิชาตะไบนี้เรียนกับทุกสาขาวิชา และคนที่ทำงานไม่ทันก็มีรวมๆแล้วเกือบเท่ากับห้องเรียนปกติเลย ดังนั้น ผมจึงไม่ต้องมายืนตะไบงกๆคนเดียวในวันหยุดครับ มีทั้งเพื่อนห้องเดียวกัน เพื่อนภาคเช้า และเพื่อนสาขาอื่น แถมบางวันไก่ก็มาเป็เพื่อนผมด้วย ทั้งๆที่งานของไก่เสร็จทันเวลาสบายๆ นอนตีพุงอยู่หอพักก็ได้
สำหรับวิชาตะไบนั้น ชิ้นงานแรกเท่านั้นที่เจอปัญหากัน พอชิ้นงานแรกผ่านไปได้ ชิ้นงานต่อๆมาก็ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว เพราะทุกคนรู้วิธีการตะไบที่ถูกต้อง และก็รู้จักระมัดระวังกันมากขึ้น แถมชิ้นงานต่อๆมา บางชิ้นเล็กนิดเดียว บางชิ้นก็ใช้เครื่องกลึงช่วย บางชิ้นก็ต้องเจาะรู ทำเกลียวใน ทำเกลียวนอก แล้ว่ปลายเทอม ผมกับไก่ก็เอาชิ้นงานที่ทำทั้งหมดและผ่านการตรวจแล้ว มาประกอบเข้าด้วยกันให้เป็ปากกาจับชิ้นงาน 1 อัน ประกอบเสร็จก็ลองหมุนเดือยจับชิ้นงาน ถ้าใช้งานได้ก็ส่งงานได้ ซึ่งผมก็ยอมรับนะครับว่าปากกาจับชิ้นงานของผมมันไม่ได้เป็ชิ้นงานที่ Perfect อะไรหรอก แต่ถามว่าใช้งานได้ไหม ใช้ได้ และอาจารย์ก็ยอมรับให้ผ่านได้ เท่ากับว่าผมกับไก่ ผ่านวิชาตะไบกันเป็ที่เรียบร้อยครับ