ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๔๓ ไอ้เกรียนบรรลัยเชด (re-edition)

            เรือสำเภาแล่นทวนกระแสน้ำเป็นเวลาสามวันก็เข้าสู่คุ้งน้ำใหญ่ เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำอุมาวดีและแม่น้ำสุภาวารี หรือบ้างเรียกว่าแม่น้ำอุมาวดีน้อยที่ไหลมาจากแคว้นมัธยะปุรา คุ้งน้ำเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสามแคว้น อโยธยาอยู่ทางทิศใต้ โอริสาอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนมัธยะปุราอยู่ทางตะวันตก โดยมีแม่น้ำใหญ่เป็นเขตแดนตามธรรมชาติ เรือสำเภาต้องลดความเร็วลงเนื่องจากการจราจรทางน้ำช่วงนี้คับคั่งนัก

            สามฝั่งของลำน้ำเป็นท่าเรือและตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า ฝั่งทางด้านแคว้นอโยธยาคือเมือง ‘ชลเขต’ มีย่านการค้าใหญ่โตกว่าทั้งสองแคว้นนับสิบเท่า แสดงถึงศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองแห่งภูมิภาค

            ท่าเรือจอดด้วยเรือสำเภาใหญ่โตนับร้อยๆ ลำ กรรมกรกำลังกุลีกุจอแบกหามสินค้า บ้างบรรจุลงเรือ บ้างก็ขนขึ้นฝั่ง เป็นที่วุ่นวายนัก

            นอกจากท่าเรือใหญ่สองสามแห่งก็เป็นตลาดย่านการค้า ส่วนที่ติดแม่น้ำเป็นอาคารไม้เรียงกันเป็นแถว แต่ละคูหามีด้านหนึ่งหันหาแม่น้ำเป็นท่าเรือสำหรับขนถ่ายสินค้า ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นหน้าร้านติดถนน ตัวอาคารมีสองถึงสามชั้น เป็นทั้งที่เก็บสินค้าและสถานที่ทำการค้าขาย ถัดเข้าไปจึงเป็นตลาดมีร้านค้านับพัน คลาคล่ำด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ

            ตั้งแต่คืนที่ญานินดารวมรั้งดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์เข้าด้วยกัน นางก็ยังไม่มีทีท่าจะตื่นจากการหลับใหล อุทัยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นต่อราชิตและเจ้าธรรม ยกเว้นช่วงเวลาที่มันกับญานินดา .. อื่มมมม .. แลกเปลี่ยนพลังกัน

            เรือสำเภาจอดเข้าเทียบท่าเพื่อทำการขนถ่ายสินค้าและเสบียง ผู้โดยสารบางส่วนที่ถึงจุดหมายก็เริ่มทยอยลง บ้างก็ขึ้นมาใหม่เพื่อเดินทางไปยังแคว้นโอริสา

            ราชิตออกไปสอบถามพนักงานประจำเรือ พวกมันแจ้งว่าเรือจะจอดที่ท่าเรือแห่งนี้ห้าถึงหกชั่วโมง ราวบ่ายสามจึงจะออกเดินทางใหม่

            มีความผิดปกติบางอย่าง ปรากฏกลุ่มนักเลงเจ้าถิ่นทำการตรวจสอบเรือทุกลำที่ขึ้นมาจากเมืองเพชรปราการ พวกมันกำลังเสาะหาบุคคลผู้หนึ่ง

            คงเป็นเครือข่ายของสมาพันธ์ปักษาเทวาติดตามหาญานินดาแล้ว !!!

            ทั้งหมดเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องหับไม่ก้าวเท้าออกมาแม้สักก้าว ชายฉกรรจ์ขบวนหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบผู้คนที่โดยสารภายในเรือ อุทัยตัดสินใจแอบสะกดรอยตามพวกมันไป

            อุทัยนำผ้าโพกศีรษะปิดบังลักษณะทำตัวมอมแมมดังกรรมกรผู้ใช้แรงงาน มันปกปิดพลังปราณอย่างแนบสนิท ชายกลุ่มนั้นขึ้นไปตรวจสอบเรืออีกหลายลำ แล้วจึงมุ่งหน้าไปที่ทำการของร้านค้าใหญ่ประจำท่าเรือ ป้ายยี่ห้อแขวนอยู่ด้านบนประตู

            .. ธาราเทพเดินเรือ

            ธาราเทพเดินเรือเป็นธุรกิจที่มีเครือข่ายกว้างขวางที่สุดในย่านนี้ ครอบคลุมกิจการการค้าและการเดินเรือของทั้งสามฝั่งน้ำ เพาะเลี้ยงกรรมกรและนักเลงตามท่าเรือไว้มากมาย รวมทั้งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับทางการอีกด้วย

            อุทัยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่นาน พบว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์เดินเข้าออกนับหลายขบวนราวต้องไปรายงานเรื่องราวบางสิ่ง สักครู่จึงมีบุคคลผู้หนึ่งเดินออกมาจากร้านค้าด้วยความเร่งรีบ ลักษณะรูปร่างหยาบใหญ่แข็งแรง ร่างกายแผ่พลังปราณระดับ ‘มหาปราณ’ คาดว่าคงเป็นบุคคลระดับหัวหน้า อุทัยจึงติดตามมันผู้นั้นไปอย่างเงียบงัน

            ชายผู้นั้นเดินเข้าไปในตลาดเส้นทางเดินลดเลี้ยววกวน ตลอดรายทางมีลูกสมุนคอยสังเกตผู้ติดตามมา อุทัยไม่สามารถสะกดรอยได้โดยตรงจึงใช้ปราณจิตสัมผัสแผ่ขยายออกตรวจสอบ

            ภายในตลาดใหญ่มีพลังชีวิตมากมายนับพันนับหมื่นเป็นที่สับสนอลหม่าน อุทัยต้องใช้สมาธิอย่างยิ่งยวด ตรวจจับพบพลังชีวิตของชายผู้นั้น มันเป็นชาวมิจฉาชีพผู้ช่ำชอง เดินสะเปะสะปะอ้อมวกวน เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ผ่านตรอกซอกซอยมากมาย

            จนหายเข้าไปในร้านจำหน่ายใบชาเล็กๆ ที่ไม่เป็นที่สะดุดตาร้านหนึ่ง มันตรงดิ่งไปภายในห้องโถงชั้นกลางของร้าน อุทัยแผงตัวอยู่ในโกดังเก็บสินค้าห่างไปเพียงสองคูหา ...

            ภายในห้องมีบุคคลสามคนรออยู่ก่อนแล้ว เสียงชายผู้นั้นกล่าวรายงานด้วยความนอบน้อม

            “เรียนท่านหัวหน้า .. ตลอดเช้าวันนี้มีเรือสำเภาขึ้นมาจากเมืองเพชรปราการจำนวนสามลำ”

            “สองลำเป็นเรือบรรทุกสินค้าเพียงอย่างเดียว .. พวกเราตรวจสอบแล้ว นอกจากลูกเรือไม่มีบุคคลอื่นปะปนมา”

            “อีกหนึ่งนั่น ทั้งบรรทุกสินค้าและผู้คนโดยสาร .. เรือออกจากท่าเรือเมืองเพชรปราการ จุดหมายปลายทางคือท่าเรือเมืองสาวิตธีแคว้นโอริสา จากบันทึกของพนักงานเรือ ผู้โดยสารมีทั้งสิ้นเจ็ดสิบสองคน ลงที่ท่าเรือชลเขตจำนวนสามสิบเจ็ดคน ทั้งหมดถูกติดตามโดยชาวสำนักเรา .. ตรวจสอบแล้วล้วนเป็นบุคคลที่เคยเดินทางขึ้นล่องระหว่างเมืองเพชรปราการและเมืองชลเขตอยู่เนืองๆ”

            ชายผู้นี้คือนักเลงเจ้าถิ่นอันช่ำชอง ภายในตลาดและท่าเรือแห่งนี้ไม่มีบุคคลใดเล็ดลอดหูตาของมันไปได้ มันกล่าวรายงานต่อ

            “ส่วนผู้โดยสารที่อยู่บนเรือนั้น เหลือทั้งสิ้นสามสิบห้าคน มีทั้งชายหญิงผู้เฒ่าแลเด็กวัยรุ่น บ้างนั่งนอนปะปนกัน บ้างจ่ายอัฐซื้อห้องส่วนตัว ซึ่งมีจำนวนสี่ห้อง”

            “ข้าให้ลูกน้องเฝ้าดูเรือและบุคคลบนเรือทั้งสามลำ .. โดยเฉพาะเรือโดยสารลำนั้นได้กำชับให้เฝ้าติดตามเป็นพิเศษ เรือจะออกจากท่าราวบ่ายสามโมง พบเห็นผู้โดยสารลงมาซื้อหาสิ่งของและเที่ยวชมตลาดอยู่หลายคน .. ขอรับนายท่าน ..”

            เสียงกล่าวรายงานของชายผู้นั้นเงียบลง เสียงบุรุษสูงวัยผู้หนึ่งฟังดูเข้มแข็งมากด้วยอำนาจ

            “ดีมาก .. ไอ้คำลี ..”

            ชายผู้นั้นชื่อ 'คำลี' มันกล่าวรายงานจบก็ถอยไปยืนอยู่อย่างสำรวมรอรับคำสั่งต่อไป เสียงบุรุษที่เป็นเจ้านายของคำลีกล่าวกับบุคคลที่อยู่ในห้อง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นประจบประแจง

            “ท่านผู้เฒ่าปักษา มีเป้าหมายกับบุคคลผู้ใดพอบอกลักษณะได้หรือไม่ .. ผู้น้อยจะได้ให้ลิ่วล้อเหล่านี้เสาะหาได้ถูกต้อง”

            ครู่หนึ่งมีน้ำเสียงหยาดเยิ้มของสตรีกล่าวตอบว่า “ท่านบุรินทร์ ขอบน้ำใจท่านมาก .. มิเสียแรงที่สมาพันธ์เราทำการค้ากับพวกท่านมาเนิ่นนาน ..”

            ชายผู้เป็นหัวหน้าของคำลีมีนามว่า 'บุรินทร์' มันยังกล่าวด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอต่อ

            “มิได้ .. มิได้ .. เรื่องของสมาพันธ์ปักษาเทวาก็เหมือนเรื่องของสำนักธาราเทพเรา ... โดยเฉพาะธุระของแม่หญิงท่าน ... เอ๊ยยย ท่านผู้เฒ่าปักษาวารี ... เราสัญญาว่าจะลงแรงแข็งขันกระทำการให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว”

            “…” อุทัยแปลกใจ เหตุใด ‘เฒ่าปักษาวารี’ ของสมาพันธ์ปักษาเทวาจึงเป็นสตรีนางหนึ่ง ฟังจากน้ำเสียงคงยังไม่แก่เฒ่าดังชื่อเรียกขาน และคงงดงามจนทำให้ชายผู้นั้นหลงใหลอีกด้วย หรือเป็นชื่อเรียกตามตำแหน่งเท่านั้น บุคคลที่ดำรงตำแหน่งมิต้องแก่เฒ่าจริงๆ ก็ได้

            เป็นอย่างอุทัยคาดคิด ‘ผู้เฒ่าปักษา’ คือตำแหน่งระดับสูง สมาพันธ์ปักษาเทวามีสิบแปดผู้เฒ่าปักษา ดำรงตำแหน่งด้วยผู้มีพลังวัตรและสติปัญญาอันสูงส่ง

            ส่วนสำนักธาราเทพเป็นค่ายสำนักท้องถิ่นที่เกิดจากการรวมตัวกันของพ่อค้า ชาวยุทธจักร และชาวมิจฉาชีพ ประกอบการค้าและถือสัมปทานการเดินเรือสินค้าในภูมิภาคนี้

            ทั้งสำนักธาราเทพและสมาพันธ์ปักษาเทวาทำการค้าขายแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันมาหลายสิบปี คนทั้งสองฝ่ายต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

            เสียงเย้ายวนของสตรีผู้มีตำแหน่งเฒ่าปักษาวารีกล่าวว่า

            “ต้องทำให้ท่านลำบากแล้ว .. สำหรับบุคคลที่เราติดตามหา มีคำจำกัดความเพียง ‘ปักษาโฉมสะคราญ .. ไอ้เกรียนบรรลัยเช็ด ..’ สั้นๆ เพียงเท่านี้”

            คำ ‘ไอ้เกรียนบรรลัยเช็ด’ ทำอุทัยสะดุ้งโหยง คงหมายถึงมันแล้ว ฮ่า ฮ่า

            บุรินทร์กล่าวอย่างแปลกใจ “มีเบาะแสเพียงเท่านี้ เกิดอันใดขึ้น ...”

            มันแปลกใจยิ่ง สมาพันธ์ปักษาเทวามีเครือข่ายข่าวสารอันกว้างขวาง แต่เมื่อต้องการหาบุคคลกลับมีเพียงคำบรรยายเพียงเท่านี้

            “เป็นบุคคลผู้หนึ่งของสมาพันธ์เราถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ก่อนสิ้นสติมันแจ้งต่อผู้ติดตามมาเพียงเท่านี้ ..” สตรีเฒ่าปักษาวารีกล่าว

            “อื่มมมม เป็นเช่นนั้น ...” บุรินทร์ตอบ แต่ภายในใจยังแอบสงสัย

            สตรีปักษาวารีเห็นดังนั้น จึงเปิดเผยเรื่องราว “เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน คาดว่าบุคคลทั้งสองเดินทางออกจากเมืองเพชรปราการ และได้ทำร้ายคนของสมาพันธ์เราที่ตำบลด่านขุนหาญ หากมันหลบหนีมางทางเรือ ต้องมาถึงเมืองชลเขตในวันนี้ ...”

            บุรินทร์กล่าวบ้าง “หากมันหนีไปทางอื่นเล่า ..”

            สตรีปักษาวารีกล่าวเสียงหวาน “ในรัศมีหนึ่งโยชน์ .. พวกเราชาวสมาพันธ์หามันแทบพลิกแผ่นดิน แต่ไม่พบเจอแม้แต่เงา เราได้รับแจ้งให้มาดักรอที่เมืองชลเขตนี้ หากมันมาที่นี่ต้องไม่รอดเงื้อมมือเราเป็นแน่แท้ ..”

            บุรินทร์กล่าวโอ้อวดเอาใจ

            “แม่นางท่านไม่ต้องกังวลไป .. มีเราคอยช่วยเหลือ รับรองต้องจับพวกมันได้แน่นอน .. ฮี ฮี”

            “หนึ่งนั้นต้องเป็นสตรีโฉมงาม หนึ่งนั้นต้องเป็นบุรุษหนุ่ม .. พวกมันไม่รอดสายตามังกรเจ้าถิ่นเช่นเราไปได้”

            “หากแม้นจับกุมคนได้ .. ขอโอกาสให้เราเป็นเจ้ามือเลี้ยงสุราท่านสักคืนได้หรือไม่ .. ฮี ฮี”

            เป็นบุรินทร์ทำเจ้าชู้กรุ้มกริ่มใส่เข้าให้แล้ว ส่วนสตรีปักษาวารีทำท่าทีเอียงอายปากกล่าววาจา

            “กับผู้กล้าเช่นท่าน .. ต่อให้มากกว่าร่ำสุราข้าก็ยินดี .. คิ คิ” น้ำเสียงนางเขินอาย

            “ฮ่า ฮ่า แม่นางช่างรู้ใจ ข้านี้รับรองจะทำงานให้สุดความสามารถ .. ฮี ฮี” บุรินทร์น้ำเสียงลิงโลด

            พวกมันสนทนาอีกครู่หนึ่ง บุรินทร์ขอลากลับโดยมีคำลีติดตามจากไป

            ความเงียบเข้าปกคลุม ผ่านไปสิบลมหายใจก็มีผู้กล่าววาจาขึ้น .. “เฮ้อออออ .. เจ้าลามกบุรินทร์ .. กล้ามาหยอกเย้าข้า .. เสร็จงานจะถลกหนังหัวมัน” เป็นเสียงถอนหายใจและก่นด่าของสตรีนางนั้น น้ำเสียงแกร่งกร้าวราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อครู่

            “นายหญิงผู้เฒ่า .. ขาาาาา อย่าเพิ่งโมโหไป เจ้าผู้นี้ยังมีคุณค่าใช้สอยอยู่บ้าง ...” เสียงคนอีกผู้หนึ่งที่อยู่ภายในห้อง เป็นเสียงผู้ชายไม่คล้ายผู้ชายกล่าวอย่างอ่อนหวาน อุทัยแอบฟังอยู่ถึงกับขนลุกซู่

            “อื่มมมม ถูกของเจ้า .. เลขาวิหคสวรรค์ เจ้ามีข่าวสารมาเพิ่มหรือไม่ ..” สตรีปักษาวารีกล่าวถาม

            เลขาวิหคสวรรค์ก็เป็นตำแหน่งในสมาพันธ์ปักษาเทวาเช่นกัน ทำหน้าที่คล้ายเลขานุการส่วนตัวคอยจัดการเรื่องราวต่างๆ ของผู้เป็นนาย ระดับผู้เฒ่าปักษาของสมาพันธ์จะมีบุคคลเช่นนี้สามถึงสี่คนคอยรับใช้ดังมือเท้า

            เลขาวิหคสวรรค์ผู้นั้นกล่าวรายงาน เป็นน้ำเสียงของชายหนุ่มแต่อ่อนโยนดังสตรี “เรียนท่านผู้เฒ่า .. มีการยืนยันจากหน่วยล่าสังหาร ไม่พบบุคคลต้องสงสัยในรัศมีสามโยชน์ ..”

            สตรีปักษาวารี “อื่มมมม ช่างเป็นปริศนา .. สภาพของตาเฒ่าปักษาวายุเป็นตายเท่ากัน หากเราไม่เห็นกับตาคงไม่เชื่อว่านั่นคือบุคคลระดับผู้เฒ่าปักษาของสมาพันธ์เรา”

            เลขาวิหคสวรรค์กล่าวรายงานอีก “คำสั่งโดยตรงจากองค์บุตรเทวะ ไม่ว่าอย่างไรต้องติดตามหาปักษาลิขิตทั้งเจ็ดกลับมาให้ได้”

            “เฮ้ออออ” สตรีปักษาวารีทอดทอนใจ “ปักษาลิขิตหายสาบสูญไปทั้งหมด ไม่รู้เกิดเรื่องราวใด ‘ศิลาส่องปักษา’ ที่ร้องขอไปจะมาถึงเมื่อใด”

            “จะมาถึงคืนนี้ ขอรับ” เลขาวิหคสวรรค์กล่าว

            “ดี .. คงต้องใช้ของวิเศษนั้นติดตามหาพวกนางแล้ว” สตรีปักษาวารีกล่าว

            อุทัยใจหายวาบ มันมีสิ่งของที่ใช้ติดตามดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ได้ด้วย

            แล้วนางจึงสั่งการว่า “สั่งเครือข่ายสมาพันธ์เราตามหัวเมืองต่างๆ ในรัศมียี่สิบโยชน์ ให้ติดตามข่าวสารและเตรียมกำลังให้พร้อมรอรับคำสั่ง โดยเฉพาะที่เมืองสาวิตธีให้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด”

            “ขอรับ .. เป็นท่านผู้เฒ่ามั่นใจว่าพวกมันจะไปที่นั่น ..” เลขาวิหคสวรรค์กล่าว

            “ไม่มั่นใจ .. แต่เป็นสัญชาตญาณ ..” สตรีปักษาวารีหลับตากล่าว

            “… ขอรับ” เลขาวิหคสวรรค์รับคำ

            “เจ้าได้บันทึกเรื่องราวของเมืองเพชรปราการก่อนช่วงเวลาเกิดระเบิดใหญ่มาหรือไม่?” สตรีปักษาวารีกล่าวถาม

            “เรียนท่านผู้เฒ่า บันทึกรายงานก่อนและหลังเหตุการณ์ระเบิดอยู่บนโต๊ะอักษร .. ขอรับ” เลขาวิหคสวรรค์กล่าวต่อ “คัมภีร์พลิกสวรรค์ก็หายสาบสูญไป คาดว่าคงถูกระเบิดอัคคีลูกนั้นทำลายล้างไปแล้ว”

            “ฮึ เป็นไปได้อย่างไร คัมภีร์นั้นจัดทำจากหนังของมังกรโบราณ มีหรือจะถูกทำลายได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น” สตรีปักษาวารีไม่เห็นด้วย

            อุทัยรับฟังจนถึงตอนนี้ก็หาโอกาสจะจากไป ขณะเดียวกันภายในโกดังสินค้าที่มันแอบซุ่มอยู่ ปรากฏกรรมกรมากมายเข้ามาขนถ่ายสินค้า พวกมันส่งเสียงกันอึกทึก อุทัยฉวยโอกาสถลันหลบออกมาภายนอก เลียนแบบเจ้าคำลีแสร้งเดินชมสินค้าสะเปะสะปะวกกลับไปยังท่าเรือที่จากมา

             

            เรือสำเภาเดินทางออกจากท่าเรือก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว นับว่าล่าช้าจากหมายกำหนดการเดิมที่บอกไว้ มีผู้โดยสารขึ้นมาใหม่จำนวนไม่มากนัก แต่ที่น่าสังเกตคือมีกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางดังชาวมิจฉาชีพปะปนมากว่าสิบคน อุทัยเล่าเรื่องราวที่มันได้ฟังต่อราชิต

            “สตรีนางนี้น่ากลัวยิ่ง เป็นเราวางแผนโดยสารเรือไปเมืองสาวิตธี แล้วจึงเดินทางขึ้นเหนือต่อไป” เสียงของราชิต

            “ท่านลุง .. หากพวกเราตรงไปยังเมืองสาวิตธี คงต้องตกอยู่ในวงล้อมของสมาพันธ์ปักษาเทวาแล้ว” อุทัยกล่าว

            ราชิตนำเสนอแผนการ “คงต้องเปลี่ยนแผนการ อีกสามวันพวกเราจะลงเรือกันก่อนที่เมืองมตะวัต เดินทางขึ้นเหนือโดยอ้อมผ่านอีกด้านหนึ่งเทือกเขา เส้นทางสายนั้นทุรกันดาร เดินทางได้ยากลำบากกว่าอีกฟากหนึ่งของเทือกเขามากนัก”

            ภูมิประเทศของแคว้นโอริสาส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับที่ราบลุ่ม ทิศเหนือสุดของแคว้นติดกับเทือกเขามหาเทวาลัย เป็นสถานที่ตั้งของเทือกเขา ‘พันบรรพต’ จุดหมายของราชิต

            ภายในห้องท้องเรือมีเสียงขยับตัวของคนผู้หนึ่ง เป็นณานินดาเอง .. นางตื่นนอนแล้วจึงชันตัวลุกนั่งขึ้นมา

            เจ้าธรรมร้องบอก “นางตื่นแล้ว ...”

            อุทัยและราชิตหันไปมองพร้อมกัน อุทัยกล่าวถาม “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

            ญานินดาจ้องมายังอุทัย บิดขี้เกียจครั้งหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “อ่าาา หลับสบายดีแท้ .. พี่ใหญ่เหตุท่านถึงแต่งกายเช่นนี้ ใช้หลบหนีเจ้าหนี้ใช่หรือไม่ ฮ่า ฮ่า”

            มันพบเห็นอุทัยแต่งกายแปลกไป ปลอมแปลงตัวโดยน้ำผ้าโพกศีรษะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ มอซอดังกรรมกรผู้หนึ่ง ดูไปไม่เหลือเค้าอุทัยคนเดิม

            อุทัยยิ้มตอบกล่าวถาม “เมื่อไม่เป็นไรก็ดีแล้ว .. หิวหรือไม่?”

            ญานินดาตอบ “ไม่หิวแม้แต่น้อย รู้สึกราวเพิ่งดื่มกินจำอิ่มหนำ”

            เจ้าธรรมกล่าวบ้าง “ช่างเป็นการหลับที่ทรหดดีแท้ เจ้าหลับใหลไปสามวันสามคืน”

            ญานินดากล่าว “เป็นกิจของสตรี ยิ่งงดงาม ยิ่งต้องนอนยาวนานเป็นธรรมดา ฮา”

            เจ้าธรรมกล่าวล้อ “นี่แม่นางหัวแดง .. เช่นนั้นเจ้าไม่หลับไปสักเจ็ดวันเลยเล่า ฮ่า ฮ่า”

            ยิ่งมองเห็นดวงหน้าอันงดงามของญานินดาเจ้าธรรมยิ่งหัวใจเต้นแรง ตลอดสามวันสามคืนในห้องน้อยบนเรือ มันลอบมองความงามของนางมิมีเบื่อหน่าย

            ญานินดาทำหน้าเง้างอน “ชิ เจ้าผู้นี้เป็นใครกัน?”

            เจ้าธรรม “...”

            อุทัยจึงกล่าวว่า “นี่เจ้าธรรม .. .. เจ้าจำมิได้หรือ?” หยุดพิจารณาแล้วกล่าวต่อ “เจ้าธรรมเป็นพี่น้องของข้า .. แล้วนี่ท่านลุงราชิต เป็นบิดาของเจ้าธรรม”

            ญานินดาทำหน้างุนงง “เจ้าธรรม ??? ลุงราชิต ???” ดูท่านางจะจำไม่ได้จริงๆ

            ราชิตกล่าวกับอุทัย “รูปโฉมของนางสะดุดตาเกินไป”

            อุทัยพยักหน้าเห็นพ้องกล่าวว่า “ข้าเห็นด้วย นางเป็นเป้าหมายอันเด่นชัดนัก”

            เรือสำเภายังคงแล่นทวนกระแสน้ำเข้าสู่ดินแดนของแคว้นโอริสา จวบจนเที่ยงคืนทั้งหมดตัดสินใจขึ้นมารับลมแม่น้ำบนดาดฟ้าเรือ ท้องน้ำช่วงนี้เงียบสงบสองฟากข้างเป็นภูเขาชันและป่ารกทึบ ดวงดาวนับหมื่นทอแสงประกายระยิบระยับดาษดื่นเต็มท้องฟ้า

            รูปร่างอรชรของญานินดาในเสื้อผ้าหลวมโครก ศีรษะโพกคลุมด้วยผ้าปกปิดผมยาวสีชมพูอมแดงที่มวยเก็บเอาไว้ และยังมีผ้าคลุมบังลมไว้อีกชั้น

            ลมแม่น้ำทำเสื้อผ้าสะบัดพัดพลิ้ว ก่อเกิดเป็นรัศมีความงามเหนือโลกชนิดหนึ่ง ...

            ชายฉกรรจ์สองคนเดินตามขึ้นมา พวกมันเป็นคนของสำนักธาราเทพ ขึ้นเรือมาตั้งแต่เมืองชลเขตเพื่อตรวจสอบจับตาดูผู้โดยสารบนเรือ เมื่อพบเห็นคนในห้องออกมาจึงไม่พลาดโอกาสเข้ามาตรวจสอบ

            ชายร่างผอมสูงวัยกลางคนเดินอ้อยอิ่งเข้ามาสอบถามราชิตที่ปลอมแปลงเป็นเฒ่าชรา

            ชายผู้นั้นกล่าวถาม “ท่านผู้เฒ่า ... ที่นี่คือตำบลใดแล้ว”

            ราชิตทำเสียงชรากล่าวตอบ “ควรถึงตำบลสารภีแล้วหล่ะพ่อ ...”

            ชายผู้นั้นแกล้งถามต่อ “อื่มมมม ... เป็นตำบลสารภีเอง ท่านลุงเป็นชาวโอริสาหรือ?”

            ราชิตยิ้มอย่างใจดี “ถูกต้องแล้วพ่อ ...”

            ชายผู้นั้นกล่าว “ข้าจะไปลงที่สาวิตธี แล้วท่านลุงหล่ะ ...” มันแกล้งถาม

            ราชิตกล่าว “ฮ่า ฮ่า ข้าจะไปเมืองอาริต”

            ชายผู้นั้นถามอีก “ท่านเป็นพ่อค้าหรือ ..”

            ราชิตเริ่มทำสีหน้ารำคาญ ปากกล่าวว่า “เราค้าขายสมุนไพร .. นำสินค้าไปขายที่เมืองชัยบุรีมา .. ผู้เยาว์เหล่านี้ก็มาช่วยงานเรา .. นี่ก็จับเรือโดยสารกลับบ้านกันแล้ว”

            ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่อีกคนหนึ่งเดินตรงไปหาญานินดา นางยืนรับลมแม่น้ำอย่างสงบ เสื้อสะบัดไหวมองจากเบื้องหลังงดงามดุจนางในวรรณคดี

            อุทัย ราชิต และเจ้าธรรมสบตากัน พวกมันขยิบตาส่งสัญญาณให้อยู่ในความสงบ

            “แม่นางน้อย !!! หันหน้ามาให้ชมดูได้หรือไม่ !!!” ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมเอื้อมมือดึงหัวไหล่ญานินดา นางถูกแรงมือหมุนหันร่างกลับมาหา

            ลมแม่น้ำยังพัดโหม ...

            เสื้อผ้าของนางพลิ้วตามแรงลม กลิ่นกายหอมสดชื่นอย่างแปลกประหลาด ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ผู้นั้นถึงกับปากอ้าค้าง .. ตกตะลึงกับภาพของสตรีที่อยู่เบื้องหน้านั้น

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน