Room 19
อาอู ฮัวลา (1)
ตามบันทึกของโลกผู้วิเศษ กล่าวกันว่าต้นกำเนิดของพลังเหนือธรรมชาติทุกชนิดในโลกโนอามาจากทวีปอนธการ ดินแดนลึกลับที่มีปราการธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้ไม่มีใครสามารถย่างกรายเข้าไปได้ ต่อให้มีความกล้าแค่ไหนก็นับว่าเป็เื่ยากอยู่ดี
จากบันทึกลับของหลายองค์กร ถ้า้าเข้าไปในนั้น จำเป็ต้องเอาชีวิตรอดผ่านทะเลอันบ้าคลั่งและพายุโกลาหลเสียก่อน สองสิ่งนี้แม้กระทั่งผู้วิวัฒนาการลำดับแปดยังยากเอาชีวิตรอด ไม่ต้องพูดถึงลำดับต่ำกว่านั้น ดังนั้นพันกว่าปีที่ผ่านมาจึงไม่มีใครทราบว่าทวีปแห่งนั้นมีอะไรบ้าง
แน่นอนว่าคนนอกไม่รู้ แต่คนในย่อมรู้ดี ทวีปอนธการคือดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดจากรัตติกาลยาวนานกว่าแสงจากทิวา พื้นที่ของทวีปกินพื้นที่กว่าหนึ่งในหกของโลก มันกว้างใหญ่ยิ่งกว่าทวีปไอเดนถึงสามเท่า รอบทวีปปกคลุมด้วยพายุโกลาหล ภายในเต็มไปด้วยพืชพรรณประหลาด สัตว์ร้าย และสัตว์วิเศษนับไม่ถ้วน
นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ด้วยสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย ความเป็อยู่ของผู้คนจึงถดถอยจนอยู่ในยุคปกครองแบบชนเผ่า
ทางตอนเหนือทวีปในยามนี้ เด็กชายแต่งกายด้วยชุดทำจากหนังสัตว์กำลังลอบติดตามกลุ่มนักรบของชนเผ่าอย่างใกล้ชิด แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนดูถูก เดินทางมาได้เกือบครึ่งค่อนวัน พวกนักรบยังไม่มีใครจับได้สักคนว่าเขาแอบติดตามมา ถ้ากลับไปรายงานหัวหน้าเผ่า ไม่พ้นจะถูกลงโทษกันยกกลุ่มแน่
‘อาอู ฮัวลา’ เป็นักรบฝึกหัดที่ใกล้จะกลายเป็นักรบอย่างแท้จริงหลังผ่านพ้นฤดูหนาวปีนี้ไป เดิมพวกนักรบฝึกหัดจะต้องติดตามกลุ่มล่าสัตว์สองถึงสามครั้งเพื่อเรียนรู้งานก่อนจะกลายเป็นักรบที่แท้จริง แต่ครอบครัวของอาอูกลับไม่ยอมให้เด็กชายออกไปสักครั้ง
ด้วยสาเหตุนี้ทำให้หลายคนในเผ่าพูดลับหลัง บ้างก็ว่าเด็กชายเป็แค่นักรบจอมปลอม ดีแต่ให้ครอบครัวหนุนหลัง ทำอะไรไม่เป็สักอย่าง บ้างก็ว่าเขาี้เีสันหลังยาว เกิดมาล้างผลาญครอบครัว
ในตอนแรกอาอูไม่ได้สนใจ แต่นานวันเข้าก็เริ่มอับอาย หลังทนทุกข์กับคำครหาของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่นาน เด็กชายก็คิดแผนลอบติดตามพวกนักรบขึ้นมา
ครั้นจะให้ติดตามกลุ่มนักรบคนอื่นก็ไม่กล้า หากเกิดเื่อะไรขึ้นไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะช่วยตนหรือไม่ ถึงเขาจะอายุยังไม่ถึงสิบสอง แต่ก็รู้ดีว่าภายในเผ่ามีการแบ่งพรรคแบ่งพวกชัดเจน และตัวเขาก็ค่อนข้างเป็บุคคลสำคัญ หากตายไปอาจทำให้ครอบครัวเสียใจจนเกิดปัญหาภายหลัง เมื่อลองคิดอย่างถี่ถ้วน สุดท้ายก็เลือกติดตามกลุ่มของพี่ชายตัวเอง
พี่ชายของอาอูมีชื่อว่า ‘ตัวเฮย ฮัวลา’ เป็นักรบโดดเด่นที่สุดในกลุ่มผู้เยาว์ ปีนี้เพิ่งอายุสิบแปดก็พัฒนากลายเป็นักรบระดับ 4 ของผลมาร ‘มารจำแลง’ และได้รับมอบหมายให้เป็รองหัวหน้ากลุ่มนักรบที่ 6 ของชนเผ่า ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ผู้คนในเผ่ามากมายต่างพากันอิจฉา
อาอูทั้งเคารพทั้งอิจฉาพี่ชาย ตัวเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเก่งให้ได้สักครึ่งหนึ่งของพี่ แต่หลังจากติดตามตัวเฮยมาได้ครึ่งค่อนวัน ความรู้สึกนั้นก็เริ่มสั่นคลอน
จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ตัวว่าเขาแอบตามมา พี่ชายก็แค่นั้น...
ขณะเด็กชายกำลังคิดเรื่อยเปื่อย ด้านหลังพลันปรากฏคนผู้หนึ่งขึ้นโดยที่เขาไม่ทันสังเกต กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่อีกฝ่ายส่งเสียงดังแล้ว
“ติดตามมาไกลแค่นี้คงจะพอกระมัง”
เสียงทุ้มต่ำทำให้อาอูขนลุกชัน เขาหันหลังกลับไปด้านหลังอย่างช้าๆ สีหน้าพลันแข็งค้างเมื่อเห็นรูปลักษณ์คนตรงหน้าอย่างชัดเจน
ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายกับเขาถึงหกเจ็ดส่วน สูงร้อยเก้าสิบสามเิเ รูปร่างกำยำ ผิวสีเข้ม ใบหน้าเจือด้วยความโหดร้าย จะไม่ใครไปไม่ได้นอกจากพี่ชายตัวเอง
“ข้า...” อาอูกลืนน้ำลายลงคอ ้าอธิบายแต่ตัวเฮยพูกขัดขึ้นเสียก่อน
“ถัดจากนี้เ้าติดตามไม่ได้ มันอยู่ใกล้กับเขตของเผ่ากาหยูเกินไป”
เผ่ากาหยูคือหนึ่งในห้าเผ่าใหญ่ที่ปกครองแดนเหนือของทวีปอนธการร่วมกับเผ่ายะโฮ เผ่าหลู เผ่ายี่ฮวา และเผ่าเบ็งกอ มันถูกจัดเป็เผ่าที่แข็งแกร่งลำดับสี่จากบรรดาห้าเผ่า มีนักรบระดับ 6 สี่คน ซึ่งมากกว่าเผ่าอันดับห้าอย่างเผ่ายะโฮหนึ่งคน ทว่าเผ่านี้ั้แ่ไหนแต่ไรกลับไม่ถูกกับเผ่าของอาอู ดังนั้นบริเวณชายแดนของทั้งสองเผ่าจึงมักจะเกิดการปะทะกันขึ้นบ่อยๆ
เผ่ากาหยูมักดูถูกเผ่ายะโฮว่าไม่สมควรเป็เผ่าใหญ่ สาเหตุมาจากในหลายศตวรรษที่ผ่านมา นักรบระดับ 6 ของเผ่ายะโฮลดน้อยลงไปทุกที และในปัจจุบันก็มีแค่สามคน จำนวนน้อยขนาดนี้อันที่จริงสมควรถูกปลดจากการเป็เผ่าใหญ่นานแล้ว และบังเอิญการประชุมเมื่อนานมาแล้วเผ่ากาหยูก็ได้เสนอเื่นี้ขึ้น
ในตอนนั้นพอหัวหน้าเผ่าได้ยินก็รีบโต้กลับทันทีว่าถ้าพวกเขาถูกปลด เผ่ากาหยูก็ต้องโดนด้วย เนื่องจากเผ่ากาหยูก็มีสภาพไม่ต่างกัน ปัจจุบันมีนักรบระดับ 6 มากกว่าพวกเขาแค่คนเดียว
ข้อพิพาทนี้ลากยาวมาั้แ่หลายปีก่อนจนถึงปัจจุบัน...
ในอดีตหลังจากเกิดเหตุการณ์ ‘เทพาลงทัณฑ์’ ผู้เหลือรอดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็กลายเป็ผู้ถูกเลือกโดยทวยเทพ ทุกคนกลายเป็ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ ต่อมาพลังดังกล่าวค่อยๆ กลายสภาพอยู่ในรูปแบบของผลเทพ และผลเทพเหล่านี้ก็ทำให้ผู้ที่กินเข้าไปกลายเป็นักรบผู้มีพลังวิเศษ นับั้แ่นั้น แต่ละเผ่าก็เริ่มสะสมผลเทพมากมายเพื่อให้บรรดาเด็กๆ ในเผ่าได้กิน
ไม่นานหลังจากการปรากฏตัวของผลเทพ ศิลาจารึกแผ่นหนึ่งก็ปรากฏในทวีป มันถูกเรียกว่าจารึก์ ซึ่งเต็มไปด้วยวิธีการพัฒนากลายเป็นักรบระดับสูง และการปรากฏตัวของมันก็ทำให้ทั่วทั้งทวีปวุ่นวายอยู่นานนับร้อยปี
ต่อมาไม่รู้ว่าศิลาจารึกดังกล่าวหายไปไหน ชนเผ่าต่างๆ ใที่เคยคัดลอกศิลาจารึกนยุคนั้นก็ล่มสลายจนหมด หลังจากกำเนิดชนเผ่าใหม่ๆ จารึกมากมายได้หายสาบสูญไป จนกระทั่งปัจจุบันเผ่าใหญ่ทุกเผ่าก็เหลือแค่จารึกขั้นหกบางชนิด ดังนั้นนักรบระดับ 6 จึงกลายเป็ตัวตนยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอนธการ และปู่ของอาอูก็เป็หนึ่งในนั้น
ปู่ของเขาคือาุโของเผ่า ชายชรามีหลานชายแค่สองคน ตัวเฮยค่อนข้างเ็า ดังนั้นความรักของปู่ก็เลยอยู่ที่เขาเสียส่วนใหญ่ ั้แ่เด็กอาอูถูกประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ขณะที่คนรุ่นเดียวกันเรียนรู้การออกล่าสัตว์ ตัวเขายังวิ่งเล่นไปทั่ว คนรุ่นเดียวกันเริ่มเรียนหนังสือกับหมอผีในเผ่า เขากลับเรียนรู้จากปู่ ด้วยเหตุนี้หลังจากเป็นักรบฝึกหัด ผู้คนมากมายจึงดูถูกเขา
“ข้าจักให้มานหลาส่งเ้ากลับ” ตัวเฮยอุ้มอาอูพาดบ่าพร้อมก้าวอาดๆ ไปยังกลุ่มนักรบ พอคนเหล่านี้เห็นเด็กชายก็หัวเราะร่า พลางสนทนากันว่าเขามีทักษะการซ่อนตัวแย่แค่ไหน
สีหน้าอาอูเต็มไปด้วยความโกรธ เขาดิ้นรนจากพันธนาการของพี่ชาย ตัวเฮยรู้สึกรำคาญจึงโยนน้องชายลงพื้น พอหลุดพ้นอาอูก็ชี้หน้าด่าทุกคน
“สักวันข้าจักทำให้พวกเ้าเห็นว่าข้าเป็นักรบที่ยอดเยี่ยมเพียงใด!” พูดจบเด็กชายก็วิ่งหนีไป ตัวเฮยขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะสั่งมานหลาและนักรบอีกคนให้ไล่ตาม
อาอูวิ่งเร็วมาก พอเห็นคนตามมาก็ไม่คิดอะไรให้ถี่ถ้วน วิ่งไปทางนั้นทีทางนี้ที กว่าจะรู้ตัวก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนเสียแล้ว
เด็กชายสีหน้าแสดงความหวาดกลัวระคนสับสน ขณะกำลังยืนงง เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงดังขึ้น ตั้งใจเชิญชวนไปที่ไหนสักแห่ง อาอู้าหลบหน้าพี่ชายสักพักก็ตอบตกลง ไม่นานเบื้องหน้าก็ปรากฏประตูบานหนึ่งขึ้น พร้อมกับมีดสั้นเล่มโปรดแตกสลายกลายเป็ผุยผง
เด็กชายไม่มีเวลามาสนใจมีดสั้นเล่มนั้น เขาสาวเท้าก้าวข้ามธรณีประตูทันที หลังจากอาอูเข้าไปด้านใน ประตูก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย นักรบสองคนที่วิ่งตามมาไม่ทันได้สังเกตถึงความผิดปกติ หลงคิดว่าอาอูคงซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง พวกเขาจึงออกตามหาต่อ
........................................................................................
ภายในป่าอันห่างไกลความวุ่นวายจากโลกภายนอก หลวงจีนรูปหนึ่งกำลังมองเครื่องเสมือนจริงพลางขมวดคิ้วมุ่น เขาหันไปทางพนักงานขนส่งพลางเอ่ยปากถาม
“โยมทั้งหลาย ของสิ่งนี้อาตมาใช้ไม่เป็”
“ไม่เป็ไรครับหลวงพี่ เดี๋ยวผมสอนเอง” ชายคนหนึ่งขันอาสา เขาสั่งให้คนที่เหลือไปติดตั้งเครื่อง ขณะที่ตัวเองเริ่มสอนหลวงจีนหนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ
“สิ่งนี้ช่างซับซ้อนโดยแท้” ฟางเซียวถอนหายใจยาวหลังจากฟังอยู่นาน “นึกไม่ถึงว่าโลกภายนอกจะพัฒนาได้ไวปานนั้น”
ั้แ่ยังเด็ก เขาอาศัยอยู่ในวัดไร้นามแห่งนี้กับอาจารย์และศิษย์พี่มาโดยตลอด ไม่เคยย่างกรายออกไปโลกภายนอกสักครั้ง สาเหตุเพราะอาจารย์เคยกล่าวว่าโลกภายนอกซับซ้อนวุ่นวาย ตัวเขาไม่คุ้นชินกับชีวิตแบบนั้น อยากให้อยู่ในป่าเขาดูแลวัดไปตลอดชีวิต
ดังนั้นหลังจากอาจารย์เข้าสู่นิพพาน ฟางเซียวก็ตัดสินใจสืบทอดตำแหน่งเ้าอาวาสวัดไร้นามต่อ ส่วนศิษย์พี่ก็ตัดสินใจเข้าสู่สังคมด้านนอก
แม้จะไม่เคยไปโลกภายนอก ฟางเซียวก็ยังคอยติดตามข่าวสารมาตลอด ในวัดมีทีวีเครื่องเก่า มีเสาสัญญาณ มีอินเตอร์เน็ตไร้สาย มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นเก่า มีโทรศัพท์มือถือ และยังมีสิ่งอุปกรณ์สำหรับท่องอินเตอร์เน็ตที่ศิษย์พี่ส่งมาให้มากมาย หลวงจีนหนุ่มเคยปฏิเสธไม่รับของเหล่านี้หลายต่อหลายครั้ง ศิษย์พี่ก็ยังส่งมาให้ตลอด
ต่อให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ข่าวสารที่ได้รับก็ยังมีจำกัด เนื่องจากฟางเซียวไม่ค่อยคุ้นชินกับอุปกรณ์เหล่านี้ เพราะใช้ไม่เป็ นอกจากดูข่าวที่ส่วนใหญ่ฉายแต่ข่าวอาชญากรรมหรือไม่ก็ข่าวเสียหายของดารา เขาก็ไม่รู้จะดูอย่างอื่นอย่างไร ทำให้ไม่รู้ว่าโลกพัฒนาไปไกลแค่ไหนแล้ว
วันนี้ศิษย์พี่ได้ส่งของบางอย่างมาให้อีกเช่นเคย พนักงานขนส่งบอกว่ามันคือเครื่องเสมือนจริงไว้ใช้สำหรับท่องโลกเสมือนจริง โลกซึ่งถูกสร้างด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่
“หลวงพี่พอจะเข้าใจไหมครับ” พนักงานขนส่งถาม ฟางเซียวลังเลก่อนจะพยักหน้ารับ
“อาตมาพอเข้าใจบ้างแล้ว โยมสอนแค่วิธีเข้าไปในสิ่งที่เรียกว่ารูมก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องสอน ถึงอย่างไรอาตมาก็ไม่คิดจะใช้มันทำสิ่งอื่น”
“ครับๆ” พนักงานรับคำ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเลื่อมใสหลวงจีนหนุ่มรูปนี้ ยุคสมัยที่ศาสนาเสื่อมโทรม หาได้ยากจะมีหลวงจีนสักรูปดำรงอยู่ในธรรม
หลังติดตั้งเครื่องเสมือนจริงและสอนวิธีใช้งานเสร็จ พนักงานขนส่งก็ขอตัวจากไป ฟางเซียวเดินมาส่งพวกเขาถึงตีนเขา ก่อนจะตัดสินใจหาบน้ำเพื่อนำไปใช้สอยในวัด
วัดไร้นามอยู่ห่างไกลจากความวุ่นวายทางโลก น้อยครั้งนักจะมีสารานุศิษย์มากราบไว้ หลวงจีนในวัดปัจจุบันก็มีแค่ฟางเซียวคนเดียว อาหารการกินจึงต้องหาจากในป่าหรือไม่ก็เพาะปลูกด้วยตัวเอง ส่วนข้าวของเครื่องใช้จำเป็ สมัยก่อนอาจารย์มักจะพาออกไปบิณฑบาตด้านนอก แต่หลังจากศิษย์พี่เข้าไปในเมือง ข้าวของเครื่องใช้พวกนั้นศิษย์พี่ก็ส่งมาไม่ขาด จนเขาคิดว่าไม่จำเป็ต้องออกไปบิณฑบาตอีก
หลวงจีนหนุ่มหาบน้ำจนพลบค่ำ หลังจากอาบน้ำแต่ตัวเสร็จ เขาก็เดินเข้าไปในอุโบสถเพื่อทำวัดเย็น จนกระทั่งสองทุ่มครึ่ง ศิษย์พี่ก็โทรเข้ามา
“ศิษย์น้อง ได้รับของหรือยัง” ฟางถงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ได้รับแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่มาก” ฟางเซียวตอบ “ความจริงศิษย์พี่ไม่ต้องส่งมาก็ได้ ศิษย์น้องไม่มีความจำเป็ต้องใช้”
ฟางถงถอนหายใจ “ศิษย์พี่รู้ว่าศิษย์น้องไม่ชอบข้าวของทันสมัยพวกนี้ แต่คณะสงฆ์ได้เปลี่ยนการประชุมแลกเปลี่ยนธรรมะจากโลกจริงมายังโลกเสมือนจริงแล้ว มันสะดวกกว่าในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าร่วมประชุมได้”
ฟางเซียวนิ่งเงียบ อยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนธรรมะได้นับว่าสะดวกจริงๆ นั่นแหละ ตัวเขาไม่เคยเข้าร่วมประชุมมาก่อน แต่อาจารย์กับศิษย์พี่เคยไปหลายครั้งแล้ว ส่วนสาเหตุที่ไม่เคยให้เขาไปเพราะอาจารย์กังวลว่าหลวงจีนหนุ่มยังเด็ก กลัวจะหลงมัวเมาไปกับโลกโลกีย์
“การประชุมจะเริ่มเมื่อไหร่” ฟางเซียวถาม
“วันที่หนึ่งเดือนหน้า ระหว่างนี้ศิษย์น้องก็ลองฝึกใช้เครื่องเสมือนจริงดูก่อน จะได้ไม่มีปัญหาตอนงานเริ่ม” ฟางถงเน้นย้ำ “รูมที่ใช้ประชุมคือรูมธรรมะหมายเลขเก้า”
“ได้ ศิษย์น้องเข้าใจแล้ว” ฟางเซียวจดจำชื่อรูมไว้ในใจ ก่อนจะเปลี่ยนเื่คุย เมื่อเห็นเวลาสมควรแก่การนอนเขาก็บอกลาศิษย์พี่แล้วกดวางสาย