จี้เยี่ยนจื๋อตวัดสายตามองค้อนหนึ่งวงเขาขี้เกียจจะใส่ใจกับคำถามปัญญาอ่อนนั่น
จี้ทิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ขณะกำลังจะหยิบช้อนขึ้นมา จี้เยี่ยนจื๋อกลับเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ไปล้างมือ”
“อ้อ”
เสิ่นมู่หลานบอกทางให้ด้วยรอยยิ้ม“ห้องน้ำอยู่ทางด้านนั้นนะ”
หลังจากจี้ทิงเดินจากไปแล้วเสิ่นมู่หลานก็เดินออกมาจากข้างในแล้วเท้าแขนลงบนเคาน์เตอร์“นี่ ฉันพูดจริงนะ ถึงพวกนายจะคนละแม่ แต่ก็พ่อเดียวกันไม่ใช่เหรอทำไมหน้าตาถึงไม่มีส่วนไหนคล้ายกันเลยสักนิดล่ะ?”
เสิ่นมู่หลานกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นเพื่อนสมัยเรียนต่อที่อังกฤษนิสัยของทั้งคู่ต่างกันสุดขั้วแต่กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทที่คุยกันได้ทุกเรื่อง
เรื่องของตระกูลจี้นั้นเสิ่นมู่หลานพอจะรู้เรื่องอยู่แปดเก้าส่วน ดังนั้นวันนี้ที่เห็นเขาพาจี้ทิงมาด้วยถึงได้ตกตะลึงขนาดนี้
จี้เยี่ยนจื๋อตอบอย่างเย็นชา“เขาเหมือนหลินชิง”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” เสิ่นมู่หลานทำท่าครุ่นคิดพลางเดาะลิ้น “เท่าที่เห็นวันนี้ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กดีใช้ได้เลยนะ ดูไม่เหมือนพวกคุณชายเสเพลสักเท่าไหร่”
เรื่องนี้จี้เยี่ยนจื๋อทำได้เพียงนิ่งเงียบ เพราะยังไงซะตอนนี้เขาก็อยู่ในช่วงที่กำลังทำความรู้จักจี้ทิงใหม่อีกครั้งเช่นกัน
ยังดีที่จี้ทิงล้างมือเสร็จและกลับมาอย่างรวดเร็วทั้งสองจึงเริ่มลงมือรับประทานอาหารข้าวแกงกะหรี่ที่ตั้งทิ้งไว้สักพักเริ่มอุ่นพอเหมาะเป็นอุณหภูมิที่กำลังอร่อยและทานง่ายพอดี
จี้ทิงลองชิมหมูทอดก่อนเป็นคำแรกหลังจากกลืนลงไป เสิ่นมู่หลานก็ถามด้วยความคาดหวัง “เป็นไงอร่อยไหม?”
เขาพยักหน้าเบาๆรสชาติแม้จะไม่ได้เลิศเลอจนน่าตกใจ แต่มีความละมุนกลมกล่อมและถูกปากอย่างยิ่งนับว่าดีมากทีเดียว
จี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้ามองด้วยสายตารำคาญ“นายมีอะไรต้องไปทำก็ไปทำซะ อย่ามายุ่งวุ่นวายแถวนี้”
เสิ่นมู่หลานฮึดฮัดใส่ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้องครัวไป “พอกินอิ่มแล้วก็ไล่คนทำเลยนะทำตัวไม่น่าคบเอาเสียเลย”
ปริมาณข้าวแกงกะหรี่มีไม่มากนักไม่นานทั้งคู่ก็ทานจนหมด
จากนั้นจี้เยี่ยนจื๋อลุกขึ้นสวมเสื้อโค้ทตัวยาวพลางส่งเสียงเรียกคนข้างใน “ไปล่ะนะ”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย“ไม่จ่ายเงินเหรอครับ?”
“พี่ชายนายมาที่นี่ก็กินฟรีอยู่ตลอด ไม่เคยจ่ายเงินหรอก” เสิ่นมู่หลานเดินออกมาพลางส่งยิ้มหวานให้จี้ทิง “นี่ยังหัวค่ำอยู่เลยเสี่ยวทิง อยากเล่นเกมก่อนค่อยไปไหม?”
จี้ทิงปรายตาไปมองเครื่องPS5เครื่องนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากและส่ายหน้า “ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณครับ”
ทั้งสองคนต่างก็มองออกว่าเขากำลังลังเลจี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเด็กวัยสิบกว่าปีอย่างเขาทำไมถึงต้องคอยกดดันและปิดกั้นความต้องการของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ด้วย
“อยากเล่นก็บอก จะกลัวอะไร?”
จี้ทิงยังคงส่ายหน้า“ไม่อยากเล่นครับ ไปกันเถอะ”
เสิ่นมู่หลานเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจคนที่เข้มงวดกับการจัดการตัวเองได้ขนาดนี้ ถ้ายังถูกเรียกว่าเป็นพวกเสเพลล่ะก็คนทั้งโลกคงกลายเป็นพวกไม่เอาถ่านกันหมดแล้ว
ทั้งคู่จากไปพร้อมกันก่อนขึ้นรถ เสิ่นมู่หลานยืนอยู่บนบันไดทางเข้าพลางโบกมือลา“เสี่ยวทิง วันหลังมาเล่นใหม่นะ”
จี้ทิงยังไม่ทันได้ตอบรับจี้เยี่ยนจื๋อก็เหยียบคันเร่งพารถทะยานออกไปจากที่นั่นทันที
เสิ่นมู่หลานหัวเราะทว่าเมื่อมองรถที่แล่นห่างออกไป เขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
วันนี้ดูท่าว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะมีเรื่องในใจและเรื่องนั้นคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาหาเขาปุบปับแบบนี้แต่มาแล้วก็ไม่พูด...
เสิ่นมู่หลานส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอหรือว่าเรื่องในใจนั่นจะเกี่ยวกับจี้ทิงกันนะ?
...
เมื่อทั้งคู่กลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว
ขณะที่ประตูรั้วคฤหาสน์ค่อยๆเปิดออก จี้เยี่ยนจื๋อกลับหยุดรถกะทันหัน แถมยังดับเครื่องยนต์อีกด้วย
จี้ทิงหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจ“ทำไมไม่ขับเข้าไปล่ะครับ?”
คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบงันจากจี้เยี่ยนจื๋อ
ภายในรถตกอยู่ในความเงียบงันอย่างไร้สาเหตุจี้ทิงงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจี้เยี่ยนจื๋อเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก
ผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยปาก “จี้ทิงนายมีอะไรจะบอกฉันไหม?”
บทสนทนานี้เริ่มขึ้นอย่างกะทันหันเกินไปจี้ทิงกะพริบตา “บอกอะไรครับ?”
“พูดอะไรก็ได้ ทันทีที่ก้าวลงจากรถคันนี้ไป ฉันจะลืมมันจนหมดสิ้น เพราะงั้นนายจะพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ในตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกหนักอึ้งและสับสนใจหนึ่งเขาอยากให้จี้ทิงคายความลับที่ซ่อนไว้ออกมา แต่อีกใจหนึ่งเขาก็คิดว่า...แล้วหลังจากที่พูดออกมาล่ะ?
ต่อให้จี้ทิงสารภาพทุกอย่างออกมาหมดเปลือกเขาจะสามารถอยู่ร่วมกับน้องชายต่างแม่คนนี้ได้โดยไร้ซึ่งอคติในใจจริงๆ หรือ
จี้เยี่ยนจื๋อไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนลังเลแต่ในวินาทีนี้ เขากลับรู้สึกว่าตัวเองนั้นย้อนแย้งจนดูไร้เหตุผล
จี้ทิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ผมไม่เข้าใจครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ยินเสียงในใจนั่นหมายความว่าจี้ทิงไม่ได้แม้แต่จะคิดเรื่องสารภาพความจริงกับเขาเลยด้วยซ้ำ
เขายกยิ้มเย้ยหยันตัวเองอย่างเงียบๆแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็รู้ว่าต้องปกป้องตัวเอง
“จี้ทิง”
“ครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกๆกำหมัดแน่นทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงบ่งบอกถึงความตึงเครียดบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน“นายรับปากฉันได้ไหม ว่าไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นนายจะไม่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉัน”
แววตาของจี้ทิงฉายแววสับสนในตอนนี้เขาไม่มีทางรู้เลยว่าจี้เยี่ยนจื๋อต้องผ่านการต่อสู้ทางความคิดมากเพียงใดกว่าจะพูดประโยคนี้ออกมาได้
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งดูเหมือนจะเริ่ม ‘เข้าใจ’ แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการสื่อถึงอะไร
“จี้เยี่ยนจื๋อ ผมเคยบอกพี่ไปตั้งนานแล้วว่าผมไม่ได้สนใจซื่อลี่หรือสมบัติประจำตระกูลเลยสักนิด” พูดจบเขาก็ย้ำอีกครั้ง“ผมจะไม่แย่งชิงกับพี่ และไม่คิดจะเป็นศัตรูด้วย”
จี้ทิงไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนในตระกูลจี้เลยนอกเสียจากเปลือกหรือร่างกายนี้แล้วเขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าของร่างเดิมเลยด้วยซ้ำ
จี้เยี่ยนจื๋อเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้วครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้เขาได้รับมันเข้าไปประทับไว้ในใจแล้วจริงๆ
ด้วยความสามารถของจี้ทิงถ้าคิดจะแย่งชิงป่านนี้ระหว่างพวกเขาคงเกิดพายุคาวเลือดที่ต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งแล้วเป็นแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่งทว่าในวินาทีถัดมาที่เขาเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน“นายคิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ?”
จี้ทิงชะงักไปหัวคิ้วขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม “ไม่ว่าพี่จะเชื่อหรือไม่สิ่งที่ผมพูดคือความจริง”
“เฮอะ ต่อให้นายไม่อยากชิง จี้ซื่อเจ๋อก็จะบีบให้นายต้องแย่งชิงอยู่ดี”จี้เยี่ยนจื๋อยกมุมปากทว่าดวงตาและใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “แต่ฉันว่าเขาก็คงฝันกลางวันไปเองเพราะคนโง่อย่างนาย มันก็แค่พวกขี้แพ้ที่ปั้นไม่ขึ้นเท่านั้นแหละ”
จี้ทิงมองเขาพลางนึกถึงตอนที่ทั้งสองเล่นเกมด้วยกันก่อนหน้านี้ สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ จางลงไป
“ผมก็นึกว่า...”
“นึกว่าอะไร?” จี้เยี่ยนจื๋อขัดขึ้นอย่างรุนแรง“นึกว่าการที่ฉันยอมคุยกับนาย หรือพานายไปกินข้าวแกงกะหรี่คือการที่ฉันเห็นนายเป็นน้องชายแล้วงั้นเหรอ?”
เขาแค่นหัวเราะออกมาจากลำคอ“ฉันถึงบอกไงว่านายน่ะมันโง่ ยังไม่ยอมรับอีกเหรอ” สิ้นคำนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาในพริบตา “ไม่ยอมรับก็ไสหัวไปซะ”
จี้ทิงจ้องมองเขาอยู่สองสามวินาทีไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ก่อนจะลดสายตากลับมานิ่งเฉยตามเดิม
[จี้เยี่ยนจื๋อเป็นคนไม่ดี เขาเกลียดฉัน]
เมื่อได้ยินประโยคนั้นดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็ถูกปกคลุมด้วยความกดดันอันหนักอึ้งเขารู้สึกอยากจะพูดอะไรบางอย่างตามสัญชาตญาณทว่าสุดท้ายก็กล้ำกลืนทุกอย่างกลับลงไป
จี้ทิงหลบสายตาไม่มองสิ่งใด ได้ยินเพียงน้ำเสียงอันเย็นเยียบไร้ความปรานีของอีกฝ่าย“อย่าเข้าใจผิดล่ะ ฉันไม่ได้ไล่ให้นายลงจากรถแต่ฉันไล่ให้นายไสหัวออกไปจากตระกูลจี้”
จี้ทิงไม่เอ่ยคำใดแม้เพียงคำเดียวเขาปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถไปทันที...