ไม่ยอม
" ยัยหนู...อ้าวทอยมาั้แ่เมื่อไหร่ "
" เช้ามืดนี่เองครับ " คนถูกถามตอบกลับด้วยท่าทีอ่อนน้อม คุณประภพเองก็เอ็นดูชายหนุ่มผู้นี้ไม่น้อยเพราะหากไม่ได้ทอยท่านอาจไม่ได้เจอกับลูกสาวคนนี้ก็เป็ได้
" พึ่งมาถึงเลยนี่ งั้นว่างๆ แวะไปกินข้าวที่บ้านนะแม่เค้าคงดีใจที่ทอยมา "
" ครับ " ชายหนุ่มยิ้มรับคำ เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยบุคคลิกท่าทางนิ่งๆ นี่แหละที่ชนะใจใครต่อใครมานับไม่ถ้วน เว้นแต่หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆเขาคนเดียวที่ไม่เหมือนคนอื่น เธอไม่เคยสนใจเขาเลย...แม้เขาจะเพียรจีบมานานแค่ไหน แต่ความรู้สึกที่เธอตอบกลับมาก็เป็เพียงเพื่อนเท่านั้น จนเขาเองที่ถอดใจ
" พ่อคะเดี๋ยวหนูพาทอยออกไปหาอะไรกินแป็บนึงนะคะ สักบ่ายๆน่าจะกลับค่ะ " ปาลิตารีบเอ่ยเพราะไม่อยากถูกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจ้องมองด้วยแววตาดุดันแบบนี้
" ทำหน้าอย่างกะั์ หึงว่างั้น เชอะ !...ใครสน " ปาลิตาคิดในใจ
" เอาสิ นานๆที ทอยจะมานี่เนอะ " คุณประภพยิ้มให้ ท่านเองก็ไฟเขียวอยู่แล้ว...ขอแค่ลูกสาวท่านมีความสุขแค่นั้นก็พอ
" งั้นหนูไปแล้วนะคะ " ปาลิตาเอ่ยลาคนเป็พ่อพร้อมกับทอยที่ก้มหัวให้ผู้ใหญ่อีกครั้ง ทั้งคู่เดินเข้าลิฟต์ไปปล่อยให้ชายสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกันในตอนแรกได้คุยกันอีกครั้ง
คุณประภพไม่ได้แนะนำให้เย่วเฟิ่งรู้จักกับทอยในตอนแรกที่เจอกัน ท่านรอให้ลูกสาวของท่านเป็ฝ่ายแนะนำเองจะดีกว่า แต่คุยกันตั้งหลายประโยคลูกสาวของท่านก็ยังนิ่งเฉยซ้ำยังไม่มองหน้าของหุ้นส่วนคนสำคัญอีก แล้วมันยังไงล่ะนี่...ไหนบอกว่าจีบกันอยู่
" ท่าทางจะมีคู่แข่งแล้วนะอาเย่ว " คุณประภพหันมาหาชายหนุ่ม ท่านส่งยิ้มบางๆให้มือหนาล้วงเข้ากระเป๋ากางเกงบ่งบอกท่าทางสบายๆไม่ยินดียินร้ายกับเื่นี้
" ครับ " เย่วเฟิ่งตอบกลับด้วยท่าทีนิ่งๆเช่นกันทั้งที่ในใจเขาตอนนี้อยากจะวิ่งตามสองคนนั้นไปและดึงตัวหญิงสาวให้กลับมายืนข้างกายเขาเหมือนวันก่อนๆก็ตาม
" ไม่อยากตามเค้าสองคนไปหน่อยเหรอ " คุณประภพหยั่งเชิงคนข้างๆ
" ไม่หรอกครับ ผมเป็แค่คนที่กำลังจีบยังไม่มีสิทธิ์ในตัวเธอ แต่ยังไงผมก็ไม่ท้อหรอกนะครับ ผมจะจีบลูกสาวคุณลุงให้ได้ "
" หึ...เอาสิ ลุงจะรอ " คุณประภพส่งยิ้มให้ชายหนุ่มที่พึ่งมาสารภาพกับท่านว่าหลงรักลูกสาวของท่านและมาขออนุญาตจีบเธอ แล้วจะให้ท่านตอบว่ายังไงล่ะ ...ก็ต้องอนุญาตสิ ก็ชายหนุ่มคนนี้โปรไฟล์ดีซะขนาดนี้ ประสบความสำเร็จั้แ่อายุยังน้อย เขาเป็ประธานใหญ่ที่กุมอำนาจทางธุกิจทั่วภูมิภาคนี้ ...ที่สำคัญยังโสดเสียด้วย
เย่วเฟิ่งรอให้หญิงสาวกลับเข้ามาที่ห้องทำงานทั้งวัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีวี่แววว่าเธอจะกลับมา ไหนบอกว่าพากันออกไปกินข้าวแป็บเดียว อย่างน้อยนี่ก็บ่ายสองแล้วก็น่าจะกลับได้แล้ว ชายหนุ่มเดินมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองไปมาอยู่ในห้องทำงานที่คุณประภพจัดไว้ให้บนชั้นของผู้บริหาร วันนี้ทั้งวันเขาแทบไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร
ตื๊ดดด...เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้น
" ว่าไง "
" นายครับโกดังฝั่งตะวันออกถูกไฟไหม้เมื่อคืนนี้ครับ " เสียงคนปลายสายรายงาน
" แล้วทำไมพึ่งโทรมา " ชายหนุ่มเอ่ยตำหนิด้วยความไม่พอใจ
" เอ่อ...ขอโทษครับ พอดีท่านประมุขใหญ่ไปดูที่โกดังด้วยตัวเองแล้ว เห็นว่าไม่เสียหายมากท่านก็เลยไม่ให้ผมโทรกวนนายั้แ่เมื่อคืนครับ "
" คุณตาไปด้วยตัวเองเลยเหรอ สุขภาพท่านไม่ดีนายก็รู้ ทำไมยังรายงานท่าน " เขาเอ่ยตำหนิลูกน้องอีกครั้ง
" ตอนนั้นท่านอยู่ที่ห้องควบคุมสื่อกับผมพอดีครับ ก็เลยเอ่อ... "
" เอาล่ะๆ...รู้รึยังว่าฝีมือใคร "
" ก็ไม่น่าจะเป็ใครได้นะครับ นอกจากหยางิ ไม่มีใครกล้าต่อกรกับสกุลจางอยู่แล้ว "
" อย่าประมาทไป สังเกตคนในของเราก่อนว่ามีใครน่าสงสัยมั้ย หาหลักฐานมาให้ได้ "
" ครับ ผมจะรีบทำงานให้เร็วที่สุด "
" อ้ออาเหลียง...อย่าลืม อย่ารบกวนคุณตา ท่านแก่แล้วชั้นอยากให้ท่านพัก " คนเป็เ้านายเอ่ยกำชับ หลังจากวางสายจากลูกน้องคนสนิทที่เขาสั่งให้กลับไปดูแลงานที่เมืองจีนก่อน เย่วเฟิ่งก็ก้มลงมองดูนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองอีกครั้ง ป่านนี้แล้วปาลิตาก็ยังไม่กลับมา...เธอไปไหนกันแน่นะ
22.30 น.
ปึก...มือหนาวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะหลังจากกระดกรวดเดียวจนหมดแก้ว ขวดเหล้าถูกเขาจับยกและรินน้ำสีอัมพันธ์ใส่เข้าไปในแก้วอีกครั้ง
สายตาคมจับจ้องไปยังนักร้องสาวที่อยู่บนเวที แม้เธอจะสวยเซ็กซี่แค่ไหนเขาก็มองไปแค่นั้นแหละ แต่คนที่อยู่ในใจที่ทำให้เขาต้องมานั่งดื่มอยู่คนเดียวนี่ซิ..ป่านนี้คงพาเพื่อนรักของเขาไปเที่ยวถึงไหนต่อไหนแล้ว
เขารอปาลิตาที่ออฟฟิศทั้งวัน...ั้แ่บ่ายจนเย็นเธอก็ไม่ยังกลับมา การมาเป็คนที่ต้องรอบ้างมันเจ็บแบบนี้นี่เองนะ ตลอดเวลาที่คบกันเขาไม่เคยต้องรอเธอ จะมีบ้างก็ตอนที่รอให้เธอมาหาใน่แรกที่เขาและเธอฝึกวิชาต่อสู้ด้วยกันและ่นั้นเธอต้องทำงานพิเศษก่อน
" ดื่มคนเดียวมันจะไปได้ฟิวได้ยังไง " เสียงคุ้นหูเอ่ยขึ้นทำให้เย่วเฟิ่งที่กำลังจ้องสบตากับนักร้องสาวอยู่ต้องหันไปมอง
" หึ...พึ่งจะว่างรึไง " เขาปรายตามองเพื่อนรักที่นั่งลงข้างๆเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางเวทีอีกครั้ง
" ก็ไม่เชิงหรอก...แว็ปมาทักนายแล้วเดี๋ยวก็จะไปแล้ว " ทอยเอ่ยพร้อมกับรินเหล้าใส่แก้วที่ตัวเองถือมาด้วย
" ขอบใจ "
" เื่ ? "
" ก็เื่ที่นายจงใจบอกชั้นว่าเมย์ยังไม่ตาย " เย่วเฟิ่งเอ่ยเมื่อคิดถึงวันที่ตัวเองไปหาเพื่อนคนนี้ที่โรงพยาบาลเพราะอยากจะรู้สาเหตุการตายของเมธิญา
" ชั้นไปบอกนายั้แ่เมื่อไหร่กัน " คนพูดยกยิ้ม เขาเข้าใจความหมายที่มันจะบอกนั่นแหละ แต่เขาจะไม่รับซะอย่าง
" แฟ้มนั่น "
" ชั้นก็แค่เอาแฟ้มให้ดู แต่มันก็อยู่ที่นายว่าจะฉลาดแค่ไหน " พูดจบทอยก็ยกแก้วเหล้ากระดกเข้าปากรวดเดียวจนหมดเช่นกัน
" จะว่าชั้นโง่ใช่มั้ย...หึ...ใช่ชั้นมันคนโง่ โง่ที่ยอมทิ้งเธอไปในตอนนั้น "
" ขอโทษค่ะ ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยคะ " ระหว่างที่ชายหนุ่มสองคนกำลังคุยกันอยู่ นักร้องสาวที่พึ่งร้องเพลงเสร็จก็ลงจากเวทีและเดินตรงมายังโต๊ะที่ทั้งคู่นั่งอยู่
" ไปให้พ้น " เย่วเฟิ่งเอ่ยแบบไม่สนใจ
" แต่เมื่อกี้คุณมองดิชั้นตลอดเวลาเลยนะคะ ไม่ใช่ว่า...เอ่อ " หญิงสาวขมวดคิ้ว นี่เธอหูฝาดไปรึเปล่าทั้งๆที่เขาเอาแต่มองเธออยู่ตลอดั้แ่เริ่มร้องเพลงเนี้ยนะ
" ก็บอกว่าไปให้พ้น ไม่ได้ยินรึไง " เย่วเฟิ่งตวัดสายตาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้ม
" หึ...ขอโทษทีนะครับคนสวย พอดีเพื่อนของผมมันเมาแล้ว อย่าถือสาเลยนะครับ เอาไว้วันหลังเราค่อยมานั่งดื่มด้วยกันดีกว่านะครับ " เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะบานปลายทอยที่นั่งอยู่ด้วยจึงรีบเอ่ยขึ้น
" เชอะ...เห็นแก่คุณนะคะ " หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับสะบัดหน้าใส่และเดินออกไปด้วยท่าทางไม่พอใจ
" น่ารำคาญ "
" หึ...ก็นายเล่นจ้องเธอแบบนั้น เธอก็ต้องคิดว่านายสนใจมั้ยล่ะ "
" ก็แค่มองเฉยๆไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย อีกอย่างที่ชั้นเอาแต่มองเธอเพราะไม่อยากมองโต๊ะที่นายนั่งอยู่ต่างหาก " มันเป็แบบนั้น...ที่เขาเอาแต่จ้องนักร้องบนเวทีเพราะไม่อยากมองภาพที่ปาลิตากำลังคุยหัวเราะอยู่กับทอยอยู่ที่โต๊ะอีกฝั่งของผับแห่งนี้
เขาเห็นเธอั้แ่แรกแล้ว