ทั้งสองคนกลับเข้ามาเอาของที่บ้าน แล้วก็นั่งรถเทียมวัวเดินทางไปยังเมือง 70C เนื่องจากต้องไปซื้อของใช้เข้าบ้าน ดังนั้น โรมจึงปลดแผ่นไม้สานที่ใช้คลุมเป็ห้องโดยสารออก เหลือเพียงโครงไม้สำหรับไว้บรรทุกของให้ได้มากขึ้น
"ขึ้นมานั่งบนนี้สิ" โรมชี้ไปยังตั่งยาวสำหรับเป็ที่นั่งของคนบังคับรถ ตะวันดูแล้วนั่งสองคนน่าจะพอไหว จึงได้เหยียบปีนขึ้นไปนั่งก่อน แล้วโรมก็อ้อมไปะโขึ้นจากอีกด้าน
"ไม่มีกุญแจล็อคบ้าน พี่ไม่กลัวเงินหายเหรอ" ตะวันเอ่ยถามอย่างนึกเป็ห่วง ที่นี่ไม่มีธนาคารนะ ที่พอทำเงินหายแล้วจะไปถอนออกมาใช้ได้อีก เขาเองก็กลัวอดตายอยู่เหมือนกัน
"ซ่อนไว้ในปล่องไฟแล้ว" โรมตอบท่าทางไม่ใส่ใจ ตะวันอยากจะถามว่าแค่นั้นพอเหรอ แต่ก็ไม่อยากจู้จี้มาก ว่ากันตามจริงแล้ว เงินนั้นก็เป็ของพี่โรม เขาเป็เพียงผู้มาขออาศัยด้วยเท่านั้น
ชายหนุ่มกระตุกสายบังคับให้วัวออกเดินทาง ระหว่างที่ผ่านเส้นกลางหมู่บ้านก็มีชาวบ้านแอบเมียงมองดูอย่างสนใจ ตะวันยิ้มให้บางคนที่พอจะคุ้นหน้าคุ้นตาจากการซักถามลงทะเบียน บางคนก็โบกมือตอบ บางคนก็วิ่งหนีหายไป เด็กหนุ่มหัวเราะขำ
"คนที่นี่ดูซื่อๆ ดีนะครับ"
โรมเอ่ย "อย่าไว้ใจคนง่ายไป ต่อให้ดูไม่มีพิษมีภัยแค่ไหน แต่ใช่ว่าทุกคนจะไม่มีด้านมืดซ่อนอยู่"
"รวมถึงตัวพี่ด้วยหรือเปล่า" ตะวันเอียงคอถามกลับไป โรมใช้สายตามองตอบ แล้วไม่เอ่ยคำพูด ชายหนุ่มหันกลับไปมองทาง ถนนดินแดงมีฝุ่นปลิวว่อนเมื่อล้อรถลากผ่าน พอถึงจุดสามแยกหน้าหมู่บ้าน โรมก็บังคับสายจูงวัวให้เลี้ยวไปทางขวาเพื่อมุ่งหน้าสู่ตลาดตัวเมือง 70C
เด็กหนุ่มตัวขาวทำจมูกย่นเมื่อไม่ได้รับคำตอบ แต่ก็เลิกสนใจเพราะถูกดึงดูดด้วยทิวทัศน์สองข้างทางเสียก่อน
"ที่เราเดินทางมาเมื่อวานคือเส้นข้างหลังใช่มั้ยครับ ดูมีแต่เขาหินทั้งนั้นเลย แต่เส้นที่เรากำลังจะไปดูมีต้นไม้เนินเขาเขียวแซมมาบ้าง ทั้งที่อยู่ติดกันแค่นี้เอง"
"เขตที่เราอยู่ค่อนข้างจะเป็เทือกเขาสูง แต่เมืองที่เราจะไปเป็ที่ราบลุ่มแม่น้ำไหลออกทะเล ตรงนั้นจะเป็ตำแหน่งของเมืองท่าหลวง ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน เมือง 70C เป็แค่เมืองเล็กชายเขตเท่านั้น ที่นั่นมีอาหารทะเล" พอตะวันได้ยินว่าเป็เมืองท่าและมีอาหารทะเลก็รู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ โดยปกติแล้ว เมืองที่อยู่ติดทะเลมักจะมีเรือเดินสินค้าผ่านมาเยอะ ผู้คนก็เยอะตาม จึงมักจะเป็เมืองที่ค่อนข้างเจริญ เด็กหนุ่มดวงตาเป็ประกาย
"อยากไปดูจัง"
โรมบังคับสายจูงวัวไม่ได้เอ่ยคำ
ทั้งสองคนใช้เวลาพักใหญ่ก็มองเห็นกำแพงสูงกว้างขวาง ตรงกลางเป็ประตูไม้ขอบเหล็กขนาดใหญ่เปิดกว้าง และมีรถเทียมเกวียนออกันอยู่เนืองแน่น มีทั้งเทียมม้า เทียมลา เทียมควายและเทียมแพะ ต่างก็บรรทุกของทั้งขาเข้าและขาออกจนเต็ม ส่วนคันไหนเทียมม้าก็จะดูดีเป็พิเศษ รถม้าจะปราณีตวิจิตรกว่า ดูออกว่าค่อนข้างมีฐานะ ตะวันกวาดสายตามองเ้าหน้าที่ตรวจสินค้าที่อยู่หลังเทียมเกวียนนั้นทีละคันด้วยความสนอกสนใจเป็อย่างยิ่ง
เมื่อทั้งสองคนบังคับเทียมวัวมาถึงจุดตรวจ โรมก็ดึงกระเป๋าหนังที่เล็กกว่าฝ่ามือออกมาเปิดให้คนตรวจคนเข้าเมืองดู และฝ่ายนั้นก็ยกมือท่าตะเบ๊ะทำความเคารพ แล้วปล่อยเข้าเมืองอย่างง่ายดาย ตะวันทันมองเห็นแวบๆ ว่าภายในกระเป๋าหนังเป็เข็มกลัดสีทองรูปร่างแปดเหลี่ยม ตราประจำตำแหน่งของผู้นำเขตอย่างนั้นหรือเปล่า ตะวันแอบสงสัยกับตัวเองเงียบๆ
พอเข้าไปในเขตเมือง สองข้างทางล้วนเป็ตึกทรงสี่เหลี่ยมก่ออิฐแดงสูงบ้างต่ำบ้างสลับกันไป บนถนนที่กว้างขนาดรถเทียมเกวียนสองคันสวนกันได้ มีผู้คนจอแจเดินขวักไขว่ไปมา สวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส ล้วนพากันแวะเวียนตามร้านรวงรายทาง ทั้งขายผักสด เนื้อสัตว์ อาหาร ร้านชำ เต็มไปหมด
โรมบังคับรถพาตัดไปยังถนนอีกเส้น เดินทางไม่นานก็มาหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ลักษณะเป็อาคารสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐแดงเหมือนกับที่อื่นๆ แต่ด้านหน้ามีบริเวณแบ่งทำสวนปลูกไม้ดอกไว้หลายแปลง ออกดอกสวยงามมาก
"พักรถที่นี่ก่อน" โรมจอดรถะโลงมา ส่วนตะวันเพราะนั่งมานานจึงตึงขาอยู่บ้าง และยังไม่ชินกับความสูงของคานรถจึงกำลังเล็งหาจังหวะที่ตัวเองจะลงได้ พลันมือหนากร้านก็ยื่นมาตรงหน้า ตะวันกะพริบตาปริบ ถ้าจะบอกว่าเขาลงเองได้จะเป็การบอกปัดน้ำใจอีกฝ่ายเกินไปไหมนะ
"ให้ผมเอาวัวไปกินน้ำเลยนะครับ"
เสียงของเด็กรับใช้ดังขึ้นทำให้ทั้งคู่หันไปมอง ตะวันรีบอาศัยจังหวะนี้เอี้ยวตัวลงรถยืนตัวตรง โรมพยักหน้าให้เด็กรับใช้ ฝ่ายนั้นจึงได้จูงวัวไปด้านหลังอาคาร และในตอนนั้นเองก็มีชายหนุ่มผิวขาวมัดผมม้วนรวบอย่างคนสมัยนี้เดินออกมาจากในตัวบ้านท่าทางเป็กันเอง
"ได้เจอตัวสักทีนะโรม" ทั้งสองคนทักทายกันแล้ว ชายคนนั้นก็หันมาเจอตะวัน ฝ่ายนั้นมีสีหน้าประหลาดใจ แต่เพียงแวบเดียว ก็ยิ้มตาเป็ขีดมาให้ แล้วหันไปถามร่างสูงข้างกาย
"นี่อย่าบอกนะว่า..."
โรม "อืม นี่คือภรรยาของฉันเอง ตะวัน"
"สวัสดีครับ" ตะวันทักทายอีกฝ่ายทันทีเมื่อได้รับการแนะนำ ในหัวกำลังครุ่นคิดว่าเขาควรจะไหว้ จับมือ หรือทักทายแบบไหนดี แต่ฝ่ายนั้นก็เป็คนเดินเข้ามาหา จับมือเขาเขย่าเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ดีใจที่ได้เจอกันนะตะวัน ผมชื่ออนณ เป็เพื่อนกับโรม เชิญเข้ามานั่งข้างในบ้านก่อน จะแนะนำให้รู้จักภรรยาของผมด้วย" เ้าของบ้านเดินนำเข้าไปในตัวบ้านอย่างกระตือรือล้น
ด้านในดูโออ่าน่าอยู่กว่าที่ภายนอกมองเห็นมาก มีโซฟาคลุมขนสัตว์ เครื่องแก้วเข้าชุด และปล่องไฟขนาดใหญ่กลางบ้านที่ได้รับการขัดถูจนมันวับ
"นั่งลงก่อนๆ" อนณเชิญทั้งสองคนนั่งบนโซฟาตัวใหญ่นุ่มสบาย พร้อมกันนั้นก็มีชายหนุ่มร่างโปร่งผิวขาวเดินออกมาในชุดผ้าฝ้ายหลวมสีอ่อนใส่กั๊กผ้าขนสีเขียวยาวคลุมเข่า ผมยาวถักเปียใหญ่ไพล่มาด้านหน้า ในมือถือถาดใส่แก้วน้ำออกมาด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มพลางเอ่ยทักทาย
"ไม่เจอกันนานนะครับพี่โรม"
โรมพยักหน้า "ไม่เจอกันนาน กีรติ" ชายตัวขาวหยิบแก้วน้ำให้โรม และก็ตะวันคนละแก้ว ดวงตาเรียวที่หางตาเชิดขึ้นของฝ่ายนั้นมองสำรวจตะวันแล้วยิ้มน้อยๆ
"ภรรยาของพี่เอง ตะวัน"
"สวัสดีฮะ" ตะวันรีบทักทาย ยิ้มเขินๆ เพราะรู้สึกว่าจะโดนคนตรงหน้ามองนานเป็พิเศษ
"ตะวันนี่เอง พี่ชื่อกีรตินะ เป็ภรรยาของอนณ" ตะวันตาโต นอกจากเขาแล้วยังมีภรรยาชายอย่างพี่กีรติอยู่อีกคนเหรอเนี่ย เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนพบเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันอย่างหาได้ยาก แต่จะว่าไปที่นี่ก็มีทะเบียนภรรยาชายอย่างเปิดเผย หรือว่าจริงๆ แล้วที่โลกนี้จะไม่ใช่เื่แปลก
คิดได้ดังนั้น เด็กหนุ่มก็รีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติ ทำเหมือนว่าการรับรู้เื่ภรรยาชายก็เหมือนกับการรู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกอย่างไรอย่างนั้น
"ตอนที่ได้ข่าวว่านายถูกส่งมาเขต 71 ฉันนี่ดีใจแทบแย่ว่าพวกเราจะได้ไปมาหาสู่กันง่ายหน่อย ยังคิดว่าอีกสักพักนายถึงจะเข้ามาในเมือง เป็ไงบ้าง ทุกอย่างราบรื่นดีไหม" อนณเอ่ยถาม โรมพยักหน้าน้อยๆ
"ก็ไม่ได้แย่มาก อย่างที่วางแผนไว้ให้ลุงเธียรนำร่องทำความคุ้นเคยกับชาวบ้านมาก่อน และก็เพราะส่วนใหญ่ย้ายถิ่นฐานไปจากเขตนี้ ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับระบบรัฐหลวงพอสมควร แต่อีกเจ็ดหมู่บ้านในหุบเขายังต้องลองดูก่อน"
"ค่อยเป็ค่อยไป เห็นรายงานมีกลุ่มโจรูเาด้วยนี่ ดีนะที่ฉันได้สืบทอดงานต่อจากรุ่นปู่รุ่นพ่อวางระบบไว้ เมืองถึงได้เจริญแล้วบ้าง ถ้าต้องให้ไปพัฒนาท้องถิ่นปราบโจรแบบนาย น่าจะโดนไล่ฆ่าไปนานแล้ว" ชายหนุ่มกล่าวล้อตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ เขารู้อยู่แล้วว่าโรมเป็คนเก่ง คนทั้งรุ่นรู้ถึงความสามารถของเขาหมด ยังมีอะไรให้ต้องเกรงใจที่จะเอ่ยถึง
"แล้วตะวันก็.. มาถึงเมื่อวานเหมือนกันเหรอ" กีรติหันไปถามตะวัน ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะตอบ โรมก็พูดขึ้นก่อน
"ใช่ วันนี้เลยว่าจะพามาซื้อของใช้ส่วนตัว และก็มาคุยเื่งานกับนายด้วย" ประโยคหลัง โรมหันไปพูดกับอนณ กีรติเห็นสองคนท่าทางจะมีเื่ให้คุยกันยาว เลยพูดอาสาขึ้นพร้อมกับจับมือขาวซีดของตะวันขึ้นมา
"ถ้าอย่างนั้นกีรติจะพาตะวันไปซื้อของที่ตลาดเอง พวกพี่จะได้คุยงานกันไม่ต้องรีบ"
โรมหันไปมองหน้าตะวัน เด็กหนุ่มก็พยักหน้าเห็นด้วย ได้เจอเพื่อนใหม่แบบพี่กีรติก็รู้สึกว่าน่าคบหา ไม่มีอะไรให้ไม่สบายใจ อย่างน้อยก็เป็ภรรยาชายเหมือนกัน รู้จักกันไว้ก็ยิ่งดี เพราะที่โลกนี้เขาก็ไม่มีเพื่อนคนอื่นเลย
โรมหยิบถุงเงินออกมายื่นให้ตะวันแล้วพยักหน้าให้กีรติ
"ฝากด้วย"
สองหนุ่มเดินตรงไปตลาดในเมืองด้วยกัน โดยมีเด็กรับใช้คนเดิมคอยเดินถือตะกร้าใบใหญ่ติดตามมาด้วย
"ตลาดที่นี่มีสองสามตรอก ไม่ใหญ่มากแต่มีของใช้ค่อนข้างครบ พี่โรมเอาเทียมเกวียนมาด้วยก็ซื้อไปให้ครบเลย ตะวันมีอะไรที่อยากได้เป็พิเศษไหม" กีรติหันมาถามหลังจากพามาหยุดเดินตรงปากทางเข้าตรอกร้านค้า เด็กหนุ่มตอบไปโดยไม่ต้องคิดเลย
"หมอนกับผ้าห่มที่ผืนใหญ่และก็นุ่มหน่อยครับ" กีรติยิ้มรับอย่างเข้าใจทันที
"ผ้านวมผืนใหญ่จำเป็มากจริงๆ งั้นตามพี่มา" ร่างโปร่งจูงมือตะวันไปร้านผ้าตรงหัวมุม เลือกผ้าห่มผืนใหญ่ที่ตะวันชอบ และยังมีหมอนใหม่สองใบ ผ้าฝ้ายเนื้อดีสำหรับตัดชุดใหม่อีกพับใหญ่
"ผ้าพับนี้สำหรับตัดชุดใหม่สิบชุด และก็ขอชุดคลุมกันหนาวสำหรับคนนี้อีกสองชุด ส่วนผ้าห่มวานเ้าของร้านไปส่งที่บ้านท่านเขตอนณให้หน่อยนะ" กีรติบอกอย่างฉะฉานแล้วก็ทำท่าจะควักเงินจ่าย ตะวันรีบห้ามเอาไว้
"ให้ผมจ่ายเองนะครับ พี่เป็ธุระพามาแล้ว อย่าต้องลำบากอีกเลย ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ อ้อ แล้วก็ขอผ้าห่มสองผืนนะครับ" ตะวันหันไปบอกเ้าของร้านซึ่งกำลังจดรายการของทั้งหมด
"จะตัดชุดใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็เป็อาทิตย์ ที่นี่ลมแรง ตะวันเลือกเสื้อทับกันลมไปซักสามสี่ตัวเถอะ เผื่อพี่โรมด้วย เอาสีนี้เข้ากับตะวันดีนะ" กีรติหยิบเสื้อทับเนื้อผ้าเป็ขนคล้ายไหมพรมที่เป็ทรงกั๊กยาวสีแดงเข้มทาบบนตัวตะวัน ชายผ้ายาวคลุมเข่าอย่างพอดี มองดูแล้วตะวันที่ใส่ชุดนี้ดูน่าเอ็นดูเอามากๆ
"น่ารักมาก" กีรติเอ่ยชม ตะวันยิ้มเขิน แต่เอ๊ะ ต้องบอกว่าหล่อไม่ใช่เหรอ
กีรติลากตะวันเข้าไปเลือกชุดในร้านอีก จนได้ผ้ามาอีกหอบใหญ่ มีผ้าแพรไว้ตัดเป็ชุดนอนเพิ่ม หรูหราหมาเห่าจนกลัวว่าจะมีเงินไม่พอจ่าย ตอนที่แม่ค้ากำลังคิดเงิน เด็กหนุ่มก็แอบนับเหรียญในใจ
"ผ้าห่มสอง หมอนสอง ผ้าฝ้ายสองม้วน รวมค่าตัดเย็บ เข็มกับด้าย เสื้อคลุม เสื้อทับ ผ้าแพรหนึ่งพับของนำเข้าแพงหน่อยทั้งหมดสามสิบห้าบาท ยี่สิบสตางค์ ลดให้เหลือสามสิบห้าบาทถ้วนจ้ะ"
"ห๊ะ สามสิบห้าบาท" ตะวันเผลออุทาน ซื้อเยอะขนาดนี้อย่างน้อยที่โลกปัจจุบันต้องไม่ต่ำกว่าห้าพันบาทถึงเป็หมื่น เพราะบอกว่าผ้าแพรเป็ของนำเข้า สมัยนี้น่าจะมาทางเรือสินค้ามูลค่าน่าจะสูง พอแม่ค้าเริ่มจ้อง ตะวันก็รีบเปิดถุงเงิน ในนั้นมีเหรียญทองแดง เหรียญเงิน เหรียญทองผสมกันอยู่
แล้วสามสิบห้าบาทมันต้องให้เป็เหรียญเท่าไหร่บ้างเนี่ย!
"ตะวันหยิบเหรียญเงินสามสิบห้าเหรียญก็พอ" กีรติบอกยิ้มๆ ตะวันรีบหยิบเงินให้แม่ค้าตามคำบอก แล้วทั้งสองคนก็ไปซื้อของร้านอื่นต่อ
"เหรียญทองแดงมีหน่วยเป็สตางค์ เหรียญเงินมีหน่วยเป็บาท เหรียญทองมีหน่วยเป็ร้อย หนึ่งร้อยสตางค์ก็หนึ่งบาท หนึ่งร้อยบาทก็หนึ่งเหรียญทอง จำได้เนอะ" ตะวันพยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจ หน่วยเงินก็เหมือนเดิม เพียงแต่ใช้แทนเป็เงินเหรียญกลมเกลี้ยง และมูลค่าเทียบกับค่าเงินปัจจุบันก็ต่างกันมากจนน่าใ
พี่กีรติจะคิดว่าเขาเป็คนไม่รู้ความหรือเปล่านะ เื่ธรรมดาอย่างเงินก็ดูไม่ประสา เด็กหนุ่มคิดแล้วก็นึกปาดเหงื่อทั้งที่อากาศเย็นสบาย แต่ดูแล้วฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ไม่ชอบใจอะไร ยังคงควงแขนพาเข้าร้านขายของเครื่องชำอย่างอารมณ์ดี
"ร้านชำที่นี่ค่อนข้างจะรวมของใช้ได้ครบ ตะวันก็เลือกซื้อของที่จะใช้ไปก่อน ถ้าอันไหนจำเป็พี่จะช่วยเติมให้ทีหลัง" ร่างโปร่งยื่นตะกร้าใส่ของให้ตะวันไว้สำหรับเลือกใส่ของ เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณแล้วรับมา พร้อมกับมองไปรอบๆร้านขนาดสองห้องนี้ ดูแล้วเหมือนของชำทุกอย่างยี่สิบบาทในยุคปัจจุบันเหมือนกันแฮะ
ตะวันตรงไปโซนเครื่องใช้ในห้องครัว เลือกซื้อหม้อก้นสูงสำหรับตุ๋นหนึ่งใบ กะทะก้นกลมอันใหญ่หนึ่งใบ ช้อน ทัพพี ตะหลิว มีดทำครัว เขียงไม้ และเลือกจานชามมาอย่างละห้าชุด กาน้ำ เหยือก แก้วน้ำ ไหขนาดเล็กใส่เครื่องปรุงเยอะหน่อย แล้วก็ไหกลางสามใบ เขาอยากได้โอ่งใบใหญ่ไปใส่น้ำในห้องครัวเพิ่ม จึงตกลงกับเ้าของร้านให้ไปส่งที่หมู่บ้าน เพราะการจ้างไปส่งถึงที่ราคาแพงกว่าสินค้าอยู่เหมือนกัน ตะวันจึงตกลงซื้อโอ่งใหญ่ไปอีกใบสำหรับรองน้ำฝนใช้ดื่ม และไหกลางเพิ่มเป็ห้าใบสำหรับใช้หมักเนื้อเก็บไว้กินตามคำแนะนำของพี่กีรติ นอกจากนี้ก็มีกุญแจสำหรับล็อคบ้าน กล่องเหล็กพร้อมกุญแจสำหรับเก็บเงินโดยเฉพาะ
"สบู่ไขมันแพะก็จำเป็ แล้วก็ไม้หอมแปรงฟันซื้อไปเยอะหน่อย พวกถ่านก็สารพัดประโยชน์ เป็ของที่ต้องมีติดบ้านไว้"
ตะวันฟังอย่างตั้งใจ "ครับ"
เด็กหนุ่มรับคำแล้วก็เลือกซื้อเกลือ น้ำตาล ข้าวขาว ข้าวสาลี แป้งสาลี แป้งข้าวโพด เหล้าและเครื่องเทศต่างๆ ไปเท่าที่นึกออก
"ทั้งหมดแปดบาทห้าสิบสตางค์จ้า" พ่อค้าเ้าของร้านยิ้มอย่างอารมณ์ดี นานๆ ทีจะมีคนมาซื้อของเยอะขนาดนี้
ตะวันจ่ายเงินและยังแอบนับคร่าวๆ ว่ายังมีเงินเหลืออีกเยอะมาก แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เงินตัวเอง ถึงแม้พี่โรมจะพูดเองว่าให้เขาเก็บไว้ก็เถอะ แต่จะใช้ฟุ่มเฟือยไม่ได้ ตะวันตั้งใจไว้แล้วว่ากลับไปจะพูดคุยกับพี่โรมให้ชัดเจนเื่เงินว่ามีสำหรับใช้จ่ายได้แค่ไหน และรายรับของบ้านมาจากทางใดบ้าง จะได้ประมาณการใช้จ่ายได้ถูกต้อง
"พลเอาของพวกนี้กลับบ้านใส่รถคุณโรมไว้ก่อนนะ พวกฉันจะไปรอที่ร้าน น้ำชง เก็บของแล้วค่อยตามมา" กีรติหันไปสั่งเด็กรับใช้แล้วพาตะวันเดินดูสินค้าตามร้านต่างๆ และแน่นอนว่ายังไม่ทราบสถานการณ์การเงินของบ้านที่ชัดเจน เด็กหนุ่มจึงยังไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเติม
แค่ผ้าแพรพับนั้นเขาก็น่าจะโดนพี่โรมแหกอกแล้ว
หลังจากที่เดินดูจนทั่วแล้ว และตะวันก็จดจำตำแหน่งร้านขายผักกับร้านขายเนื้อสัตว์ไว้แล้ว จึงเดินตามกีรติเข้าไปในร้าน น้ำชง ซึ่งเป็ร้านน้ำชาของว่าง กีรติสั่งชาดอกแอปเปิ้ลและขนมแป้งปั้นก้อนคลุกน้ำตาลมาอีกหนึ่งอย่าง
"อากาศค่อนข้างเย็น คนที่นี่เลยชอบดื่มเป็น้ำชากันมากกว่า รสชาติออกจะจืดๆ หน่อย ตะวันลองชิมดู" เด็กหนุ่มจิบตามคำชวนแล้วก็พบว่ารสชาติออกจะจืดไปอย่างที่กีรติบอกจริงๆ
"พี่กีรติอยู่ที่นี่ั้แ่เกิดเลยหรือเปล่าครับ" ตะวันเอ่ยถาม มือที่กำลังคนน้ำชาของกีรติหยุดชะงัก ก่อนที่ร่างโปร่งจะยิ้มตอบ
"พี่เพิ่งย้ายมาที่นี่ได้แค่สองปีเอง ก่อนหน้านี้อาศัยอยู่ที่รัฐหลวงน่ะ" ตะวันพยักหน้าตามคำบอกเล่า เพราะแบบนี้ถึงได้รู้จักกับโรมอย่างนั้นสินะ
"จริงๆ แล้วก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แล้วตะวันล่ะ คิดว่าที่นี่เป็ยังไง" กีรติจิ้มขนมกินไปหนึ่งคำระหว่างที่ตะวันกำลังนึกคำตอบ
"ก็ไม่รู้สิครับ อาจจะโชคดีที่ผมชอบบรรยากาศชนบทอย่างที่อยู่ตอนนี้ก็ได้ ก็เลยยังไม่ได้รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่ไม่ดี ถ้าไม่นับเื่ความสะดวกสบายนะฮะ"
"ก่อนหน้านี้เคยอาศัยอยู่ในเมืองเหรอ"
คำถามของกีรติทำเอาตะวันชะงักไปเหมือนกัน ถึงเขาจะจำอะไรไม่ได้ แต่ความรู้สึกบอกว่าใช่แบบนั้นนะ เขานึกถึงรถไฟใต้ดิน ตึกสูง รถรา เครื่องบิน สิ่งแวดล้อมแบบนี้ก็น่าจะเป็ในเมือง
"ตะวันโชคดีมากนะที่ได้ออกมาอยู่ที่ห่างไกลแบบนี้ ขึ้นชื่อว่าในเมือง ไม่ว่าจะเป็ที่ไหน ก็มีแต่ความวุ่นวายทั้งนั้น ถ้าปรับตัวกับการใช้ชีวิตได้ก็ดีทีเดียว แล้วพี่จะบอกความลับให้อีกอย่าง..." กีรติทำท่าป้องปากพูดกระซิบข้างหู ตะวันจึงโน้มคอเอียงหน้าไปฟังด้วยความอยากรู้
"พี่โรมน่ะ ตอนที่อยู่รัฐหลวงฮอตมากเลยนะ มีแต่คนอยากถูกจับคู่ด้วย เราน่ะ ได้ของดีนะรู้ไหม"
ตะวันหน้าร้อนเห่อจนผิวขาวซีดมีริ้วสีเืจางๆ กีรติเห็นท่าทางที่ทำตัวไม่ถูกของเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ
"คุยอะไรกันหัวเราะเสียงดังเชียวนะ" ทั้งสองคนหันไปตามเสียงพูดก็พบว่าเป็อนณกับโรมที่เดินตรงมา เด็กในร้านยกเก้าอี้มาให้อย่างรู้งาน โรมจึงนั่งลงข้างตะวันและมองเด็กหนุ่มเงียบๆ โดยที่อีกฝ่ายเอียงหน้าหลบไม่ยอมหันไปมอง ท่าทางดูแปลกจนโรมต้องวกสายตากลับมาถามกีรติที่เอาแต่ยิ้ม ก่อนที่ฝ่ายหลังจะหันไปถามสามีตัวเอง
"คุยงานเสร็จแล้วเหรอ"
อนณพยักหน้า "เสร็จแล้ว เลยว่าจะพาไปเลี้ยงข้าวเที่ยงซะหน่อย ได้เจอกันทั้งที"
"ซื้อของเสร็จหรือยัง" โรมหันไปถาม ตะวันส่ายหน้า "ยังเหลือซื้อเนื้อสัตว์กับผัก ที่เหลือน่าจะครบแล้วครับ"
"ขากลับค่อยแวะซื้อ ตลาดสด่เย็นของจะเยอะกว่านี้มาก ตอนนี้ไปร้านอาหารกันดีกว่า เ้าบ้านเลี้ยงแขกเอง ไปด้วยกันนะที่รัก" อนณไม่ลืมที่จะหันมาทำหน้ายิ้มใส่ภรรยาตัวเอง กีรติส่ายหน้าขำๆ แล้วเรียกเด็กมาเก็บเงินถึงได้พากันเดินไปร้านอาหารขึ้นชื่อในเมือง มีอาหารน่าสนใจหน้าตาคล้ายพิซซ่าแต่เป็แป้งทรงรี มีไส้ผัดมะเขือเทศเนื้อสัตว์โรยชีส รสชาติแปลกๆ แต่พอกินกับเหล้าข้าวสาลีหมักของที่นี่ก็ดูเข้ากันดี
หลังจากที่ทานอาหารเรียบร้อย โรมกับตะวันก็ขอตัว ทั้งสองคนมาอยู่เขตติดกันแล้ว คงได้เข้ามาในเมือง มีโอกาสพบกันอีกเรื่อยๆ อนณกับกีรติจึงไม่ได้รั้งไว้อีก
"จะไปซื้อเนื้อสัตว์กับผักใช่ไหม" โรมพาตะวันแวะที่ตลาดอีกรอบ เด็กหนุ่มตรงไปยังร้านขายผัก เลือกแครอท กะหล่ำดาว กะหล่ำแก้ว ผักกาดขาว หอมดอก กระเทียม มะเขือเทศ มันฝรั่ง พริกหวาน พริกอะไรไม่รู้คล้ายพริกจินดาแต่ใหญ่กว่า และกำลังจะเลือกถั่วลันเตา มือหนาก็ห้ามไว้
"เดี๋ยวจะซื้อเมล็ดพันธุ์ผักไปปลูก เธอก็เลือกแค่พอทำกิน ไม่พอก็ค่อยไปขอซื้อจากชาวบ้านได้"
"จริงด้วย" ตะวันลืมไปเลยว่าที่นี่ไม่มีตู้เย็นไว้เก็บรักษาความสด เด็กหนุ่มจึงพอเท่านี้ ทั้งหมดแค่หกสิบสตางค์
จากนั้นก็ไปเลือกเนื้อสัตว์ มีเนื้อแพะ เนื้อแกะด้วย แต่ราคาค่อนข้างสูง และเขาก็ไม่เคยกิน จึงเอามาลองอย่างละครึ่งกิโลกรัม ที่เหลือก็เลือกซื้อเนื้อหมูแบบติดมันมาเยอะหน่อยเพราะกะจะเคี่ยวทำน้ำมันหมู และเพิ่มสามชั้น เนื้อสันใน มาอย่างละสองกิโลกรัม ตะวันมีวิธีจัดเก็บเนื้อเหล่านี้แวบเข้ามาในหัว คุ้นๆ ว่าทำได้ เพื่อจะทดสอบจึงคิดว่าจะลองทำดู
"พี่จะเอาอย่างอื่นเพิ่มไหมครับ" เด็กหนุ่มหันไปถามความคิดเห็น
"แล้วแต่เธอเลย" ชายหนุ่มเคยพูดว่าหน้าที่ในบ้านให้เป็ตะวันตัดสินใจก็ให้เป็ไปตามนั้น ส่วนตัวเขาทำกับข้าวได้ แต่ก็พอทำกินง่ายๆ ไม่ได้เป็ความสามารถพิเศษขนาดนั้น
"เท่านี้ล่ะครับ" ตะวันหันไปบอกพ่อค้า
"ทั้งหมดหนึ่งบาทแปดสิบสตางค์" โรมรับห่อเนื้อมาถือไว้ ตะวันจ่ายเงินเสร็จ ทั้งคู่ก็แวะไปซื้อเมล็ดพันธุ์พืช หมดไปแค่ห้าสิบสตางค์ จากนั้นจึงได้ช่วยกันขนขึ้นรถ เดินทางกลับบ้าน
ในตอนที่ทั้งคู่ถึงบ้านนั้นก็เป็เวลาบ่ายแก่แล้ว โรมและตะวันช่วยกันขนของเข้าบ้าน ตะวันแยกของสดออกมาจากของใช้เบ็ดเตร็ด
"ของพวกนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง" โรมมองเด็กหนุ่มที่ง่วนกับการจัดข้าวของในบ้าน ดูแล้วตัวเองก็คงช่วยได้ไม่เยอะ จึงผละออกมา
"พี่จะเข้าป่าด้านหลังไปตัดฟืน"
"โอเค" ตะวันทำมือโอเครับทราบ โรมจึงได้แบกขวานหายเข้าไปทางป่าทึบหลังเขา
ทางด้านตะวันก็จัดการต้มน้ำโดยใช้ฟืนที่เหลือจากเมื่อคืน แบ่งสบู่ไขมันแพะออกมาละลายน้ำชุบผ้าเช็ดจานชามหม้อไหที่ซื้อมาใหม่แล้วล้างน้ำ จากนั้นก็ใช้น้ำร้อนลวกล้างให้สะอาดเป็ขั้นตอนสุดท้าย ผึ่งให้แห้ง ระหว่างนี้ก็หอบผ้าห่มกับหมอนใหม่ออกไปผึ่ง โดยพาดไว้กับต้นไม้แถวนั้นไปก่อน
อากาศเย็นและมีลมถ่ายเท เพียงไม่นานเครื่องครัวที่ตากไว้ก็แห้ง ตะวันนำไหกลางมาใส่เกลือไว้ เพราะซื้อมาถุงใหญ่ใช้ได้หลายเดือน จากนั้นก็แบ่งไหเล็กใส่เครื่องเทศอื่นๆ วางเรียงไว้บนโต๊ะในครัว จานชามก็วางเรียงไว้บนโต๊ะเพราะไม่มีชั้นวาง โอ่งใบกลางที่พอจะขนกลับมาได้ก็วางไว้มุมหนึ่งของห้องครัวไว้ใช้สอย จะได้ไม่ต้องออกไปตักน้ำข้างนอกบ่อยๆ
ส่วนข้าวสาร แป้งข้าวโพด แป้งสาลีก็นำออกมาวางมุมห้องโถงไว้ก่อน เพราะในครัวของค่อนข้างจะเต็มแล้ว
ดูเหมือนที่ยังขาดไปน่าจะเป็พวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้เก็บของ ชั้นวาง ถ้ามีก็น่าจะเก็บของได้เป็ที่เป็ทางมากกว่านี้ เด็กหนุ่มหยุดความคิดตัวเองเมื่อได้ยินเสียงตอกเสาจากด้านนอก จึงเปิดประตูออกไปดูพบว่าเป็โรมกำลังตอกเสาไม้ไผ่ทำคานสำหรับแขวนกว้างประมาณสองเมตรไว้สองอัน เมื่อเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็ย้ายผ้าห่มที่พาดตามต้นไม้ไปพาดบนคานทั้งสองผืน
ทำราวตากผ้านี่เอง
ตะวันนึกถึงตอนซักผ้าแล้วจะมีที่ตากก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ เด็กหนุ่มกลับเข้ามาจัดการกับของสดต่อ โดยแบ่งเนื้อที่จะใช้ทำอาหารเย็นนี้ออกมา โดยกะว่าจะลองทำเนื้อแกะและหมูสันในเล็กน้อยเก็บไว้ก่อน ส่วนที่เหลือจะลองใช้วิธีถนอมอาหารที่นึกได้ในหัวลองดู
เด็กหนุ่มแยกเนื้อติดมันออกมา ตัดเอามันหมูแยกไว้ แล้วก็เอาหมูสามชั้นมาหั่นเป็ก้อนเท่าฝ่ามือ ผสมเกลือ พริกไทย กระวานดำและเหล้า คนให้เข้ากันแล้วนำหมูสามชั้นมาคลุกจนทั่วแล้วหมักทิ้งไว้ในไห มันหมูที่แยกไว้ก่อนหน้านี้ก็นำมาเจียวในกระทะสกัดเป็น้ำมันหมูเก็บไว้
หมูไม่ติดมันที่เหลือก็จัดการพอกเกลือทิ้งไว้ในไหเช่นกัน พรุ่งนี้ค่อยเอามาตากแห้งหรือรมควันค่อยว่ากันอีกที
จัดการกับเนื้อแล้ว ตะวันก็ลงมือทำกับข้าวสำหรับมื้อเย็น โรมที่เสร็จจากงานด้านนอกก็หอบฟืนเข้ามาในครัวหนึ่งมัด ชายหนุ่มช่วยเติมไฟในเตาที่ใช้หุงข้าว แล้วหันมาบอกคนตัวขาวที่กำลังง่วนกับการหมักเนื้อแกะอยู่
โรม "พี่อยู่ข้างนอกห้องนี้นะ จะดูเอกสารทะเบียนสักหน่อย"
ตะวันละสายตามาพยักหน้าด้วย
"ได้ครับ ถ้าเสร็จแล้วจะเรียกนะ อีกแป๊บนึง" พูดจบก็หันไปหั่นพริกหวาน หอมดอกและกะหล่ำดาว ท่าทางเหมือนคุ้นเคยกับการใช้มีดทำครัวเป็อย่างดี
โรมมองอยู่สักพักก็ถอยออกไป เมื่อหุงข้าวเสร็จ ตะวันก็จัดการนำเนื้อแกะที่หมักมาย่างไฟ ดึงฟืนบางส่วนออกปรับเป็ไฟกลาง เนื้อจะได้สุกถึงข้างใน ระหว่างนี้ก็มาฉีกกระหล่ำแก้วเป็ชิ้นเล็กๆ หั่นมะเขือเทศ คลุกเป็สลัดสดไว้กินกับเนื้อย่าง
รอจนเนื้อแกะสุกทั่วกันก็ยกมาพักไว้ เติมฟืนผัดผักที่หั่นเตรียมไว้กับเนื้อหมู ปรุงรสด้วยเกลือก็เสร็จเรียบร้อย
ตะวันแบ่งเนื้อแกะย่างวางบนสลัดผักใส่กล่องไม้ชั้นที่หนึ่ง ชั้นที่สองก็ใส่ผัดผักใส่หมู ปิดฝา ห่อด้วยผ้าขาวทำเป็หูสำหรับหิ้วออกไปให้โรมที่กำลังเขียนงานด้านนอก
"พี่ช่วยเอากับข้าวไปบ้านลุงเธียรที ตอบแทนที่ลุงช่วยเราไว้เมื่อวาน"
"ได้" โรมรับมาแล้วก็เดินออกไปอย่างไม่อิดออด ตอนนี้น่าจะเป็เวลาอาหารเย็นพอดี ตะวันรีบล้างมือ ออกไปเก็บผ้าห่มที่ผึ่งลมไว้ ถ้านานกว่านี้หมอกจะลงผ้าห่มจะชื้น
ตอนที่โรมกลับเข้ามาก็พอดีกับที่ตะวันเรียงจานมื้อเย็นบนโต๊ะเสร็จ
"ทานกันเลยไหมครับ" เด็กหนุ่มเอ่ยชวนพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม โรมเข้ามานั่งตรงข้าม มองดูหน้าตาอาหารบนโต๊ะแล้วเหลือบมองดวงหน้าขาว ก่อนจะใช้ช้อนตักผัดผัก
"ทำอาหารใช้ได้เหมือนกันนี่" โรมเอ่ยชม ตะวันเอาช้อนเข้าปากอย่างช้าๆ ในระหว่างที่กำลังนึกว่าแต่ก่อนตัวเองเป็เชฟหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วคนทั่วไปที่สนใจการทำอาหารหน่อยก็พอทำได้เหมือนกัน เขาก็อาจจะเป็แค่คนหนึ่งที่ขยันทำกับข้าวกินเองเพราะอยากจะประหยัดค่าอาหารก็ได้
"พี่ลองดูก่อน ปรุงรสแค่เกลือกับเครื่องเทศมันอาจจะยังไม่กลมกล่อม ถ้ามีซอสหรือผงปรุงรสน่าจะดีกว่านี้"
โรมพูด "ดีแล้ว"
"จริงเหรอ" ตะวันยิ้มอย่างมีความสุข ถึงแม้จะจำอะไรไม่ได้ แต่ขอแค่ไม่ลืมวิธีทำอาหารก็ไม่อดตายแล้ว เด็กหนุ่มนึกอย่างพึงพอใจ เจริญอาหารจนกินข้าวไปถึงสองชาม โรมเองก็เช่นกัน
เมื่อทานมื้อเย็นเสร็จ โรมก็อาสาล้างจาน ตะวันที่ทำอาหารจนเหนื่อยแล้วก็ไม่ได้คิดจะห้าม จนเมื่อคนตัวสูงคว่ำจานที่ล้างเรียบร้อย ก็ออกมาเจอตะวันนั่งที่โต๊ะพร้อมกับเอาหีบเหล็กที่ซื้อมาวางไว้ตรงหน้า
"ผมขออนุญาตถามเื่เงินๆทองๆ หน่อยได้ไหมครับ" ตะวันเอ่ยเกริ่นออกมาก่อน โรมนั่งลงแล้วพยักหน้า
"เอาสิ"
ตะวันจึงได้เริ่มพูด "เราแต่งงานกัน ถ้าผมไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้อง แล้วผมมีเงินหรือสมบัติติดตัวบ้างไหม"
"ไม่มี" โรมตอบทันทีแทบจะไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำ ตะวันหน้าแห้งเล็กน้อย นึกถึงความเป็อยู่ของตัวเองในโลกนี้ ถ้าไม่ได้แต่งงานกับโรมสงสัยจะได้เป็ขอทานเสียละมั้ง ยากจนเกินไป!
"แสดงว่าเงินในหีบทั้งหมดเป็ของพี่"
"ใช่ เป็เงินที่ได้จากรัฐหลวง ส่วนใหญ่พี่ไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไรก็เก็บสะสมไว้ ไม่แน่ใจว่ามีเท่าไหร่" เงินเป็ปึกบอกว่าไม่แน่ใจว่ามีเท่าไหร่ ตะวันอยากจะกลอกตาใส่
"ถ้าอย่างนั้นเราก็มาลองนับกัน" ตะวันพูดขึ้น โรมจึงได้เดินไปหยิบกล่องออกมาจากในปล่องไฟ เปิดกล่องหยิบถุงเหรียญและธนบัตรทั้งหมดออกมาวางเรียงบนโต๊ะและเริ่มนับ
"เหรียญทองมีหนึ่งร้อยห้าสิบสี่เหรียญ เหรียญเงินมีสามร้อยแปดสิบเหรียญ เหรียญทองแดงมีแปดร้อยสามสิบเหรียญ
ธนบัตรมูลค่าหนึ่งพันบาทสิบใบ และธนบัตรมูลค่าห้าร้อยบาทสิบใบ ในถุงเงินที่อยู่กับผมนับแล้วมีแปดร้อยยี่สิบบาท รวมเป็เงินสามหมื่นสองพันสี่ร้อยสามสิบบาท"
ตะวันคำนวณจดใส่กระดาษอย่างละเอียด โรมมองตัวเลขในกระดาษแล้วมองหน้าร่างเล็กอย่าง้าจะถาม
"แล้ว?"
"แล้วพี่มีรายได้ประจำอีกมั้ย เงินที่ต้องใช้พัฒนาหมู่บ้านเป็เท่าไหร่ ผมจะได้วางแผนการใช้จ่ายแต่ละเดือน เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือเงินลงทุนอะไรประมาณนี้" ตะวันพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ จะได้ไม่มีข้อกังขาว่าถ้าเขามาดูแลเงินส่วนนี้แล้ว เขาไม่ได้จะเอาไปใช้ส่วนตัวอย่างอื่น หรืออยู่ๆ เงินหายไปจะได้รู้ที่มาที่ไปชัดเจน
"เงินที่ใช้พัฒนาหมู่บ้านจะไม่ได้เกี่ยวกับเงินของเรา มีงบจากรัฐหลวงมาให้ต่างหาก ส่วนรายได้ที่พี่จะได้เป็เงินเดือนคือหนึ่งพันบาท ยังไม่รวมเงินพิเศษอื่นๆ ถ้าได้รับก็จะเอามาให้อีกที เธอก็คิดดูแล้วกันว่าจะจัดการยังไง" โรมอธิบายด้วยท่าทีสบายๆ แต่คนที่ดูเครียดกลับเป็ตะวันเสียนี่
จะดูแลเงินที่เยอะขนาดนี้ ถ้าเกิดเขาทำหายไปจะทำยังไง แล้วเงินที่เป็กระดาษนั่นดูแล้วก็ไม่มีอะไรเคลือบกันน้ำกันขาดเลยสักนิด เก็บไว้แล้วปลวกกินก็คือสูญสิ้นหมดตัวได้เลย ตะวันผู้มาจากโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ปลื้มปริ่มกับเงินทองมากมายตรงหน้าเท่าไหร่นัก เท่าที่พอจำได้ โลกเก่ามีทั้งปัญหาโรคระบาด ทั้งภัยพิบัติธรรมชาติ อากาศเปลี่ยนแปลง ฝุ่นพิษ นานาปัญหาที่ทำให้คนใช้ชีวิตลำบาก เพราะการเปลี่ยนแปลงฉับพลันหลายๆ เื่ทำให้คนที่มีเงิน บ้างก็ล้มละลาย บ้างก็ขัดสน หรือคนที่จนอยู่แล้วก็แทบจะใช้ชีวิตไม่รอด เพราะฉะนั้นในหัวของเด็กหนุ่มตอนนี้จึงครุ่นคิดเผื่อเหตุไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
โรมมองใบหน้าคิดหนักนั้นแล้วเอ่ยขึ้น "ไม่ต้องกังวล ยังมีบางส่วนเก็บไว้ที่ตู้นิรภัยในรัฐหลวง เธอแค่จัดการเื่ในชีวิตประจำวันก็พอ รีบอาบน้ำพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้พี่จะไปสำรวจหมู่บ้านในหุบเขากับน้าธาร"
"ผมต้องไปช่วยด้วยมั้ย" ตะวันถามกลับทันที คนที่เขียนหนังสือได้มีน้อย เขาน่าจะพอช่วยเหลือตรงนี้ได้ ที่สำคัญไปกว่านั้น อยากไปเห็นอีกเจ็ดหมู่บ้านที่เหลือด้วย ว่าจะมีความเป็อยู่ยังไง ภูมิทัศน์เป็แบบไหน หากแต่ครั้งนี้โรมส่ายหน้าปฏิเสธ
"ยังก่อน เส้นทางที่ไปค่อนข้างอันตราย ให้เข้าที่เข้าทางแล้วค่อยไป" ตะวันแอบเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ดึงดัน ยอมรับตามตรงว่ากลัวเหมือนกัน ถ้าหากไปเจอคนร้ายดักปล้นกลางทาง หนีหัวซุกหัวซุนไปในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยขึ้นมา จะแย่เอา
ตะวันไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวการถูกทำให้ทรมานจนตาย เขาจะรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่ของตัวเองมากกว่า
เด็กหนุ่มเรียงเงินย้ายมาเก็บในกล่องเหล็ก ล็อคกุญแจ เช็คว่าแ่าดีแล้วก็หาที่ซ่อน ไม่ใกล้ไม่ไกล ไว้ในหีบในห้องนอนนั่นแหละ มันจะมีที่เก็บที่ไหนได้อีก บ้านก็เล็กแค่นี้ ตะวันใช้เสื้อทับๆ ไว้ พอสบายใจแล้วถึงได้มาต้มน้ำร้อน เตรียมแช่น้ำอาบ
"ผมซื้อเสื้อผ้ามาเผื่อพี่หลายตัวเลย ลองดูก่อนก็ได้นะว่าชอบไหม และก็นี่..." เด็กหนุ่มหยิบแท่งไม้เนื้อหอมออกมาสองแท่ง ยิ้มแหะๆ ก่อนพูด "...คือมันใช้แปรงฟันใช่มั้ย แต่จะทำให้มันเป็ขนๆยังไง ผมต้องทุบหรือเปล่า"
โรมมองดวงตาใสแจ๋วรอฟังคำตอบอย่างจดจ่อ แล้วจึงหายเข้าห้องนอนไปหยิบมีดพก จัดการเหลาปลายไม้ให้เหลือเนื้อไม้ข้างในทั้งสองแท่ง ยื่นให้ตะวันหนึ่งอัน ส่วนอีกอันก็เอาส่วนที่เหลาเข้าปาก เคี้ยวด้านปลายเบาๆ จนแตกเป็พู่กัน
ตะวันทำตาม ตอนที่กัดเหมือนจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเนื้อไม้ด้วย
"จิ้มเกลือแล้วก็ใช้แปรงฟันปกติ ทุกเช้าก็ค่อยเล็มปลายทิ้งเรื่อยๆ"
ตะวันพยักหน้า "อย่างนี้นี่เอง ขอบคุณครับ"
เด็กหนุ่มยิ้มแล้วหันหลังหายเข้าไปในห้องอาบน้ำ ลองใช้สบู่มันแพะที่ผสมขี้เถ้าถูตัวทำความสะอาด ก็พอใช้ถูไถไปได้ เด็กหนุ่มหลับตานึกวิธีทำสบู่ ก็พบว่านึกไม่ออกเลยสักนิด สงสัยเขาจะไม่มีหัวด้านวิทยาศาสตร์สักเท่าไหร่
ตะวันแช่น้ำสักพักก็เปลี่ยนชุดกลับเข้ามาในห้องนอน โดยไม่ลืมว่าต้องต้มน้ำเผื่อโรมไว้ด้วย เมื่อมองเห็นเตียงที่ปูด้วยผ้านวมชุดใหม่ก็รีบพุ่งเข้าไปนอนเกลือกกลิ้งด้วยความรู้สึกที่ดีสุดยอดราวกับได้นอนบนที่นอนขนห่านชั้นเลิศ ร่างบางขยับเข้าไปนอนชิดผนังด้านใน ห่มผ้าของตัวเอง นอนลืมตามองโรมที่อาบน้ำเสร็จแล้ว ฝ่ายนั้นกำลังเช็ดปลายผมที่ปล่อยยาวสยาย ในค่ำคืนที่เงียบสงัดไม่มีใครเอ่ยวาจา จนกระทั่งโรมเดินมานั่งบนเตียง ก้มมองร่างขาวที่ยังคงนอนมองตัวเองอยู่
"นอนเถอะ" ชายหนุ่มพูดขึ้น ตะวันพยักหน้าแล้วหลับตา ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
"ฝันดีครับ"
เด็กหนุ่มพูดแล้วรีบหลับตาลงเป็ครั้งที่สอง ก่อนพลิกกายหันหน้าเข้ากำแพงอีกฝั่งจนมองเห็นเพียงก้อนผ้าห่มลางๆ โรมขยับผ้านวมเข้าหาตัว ดวงตาคมมองเงาในความมืดนิ่งงัน ก่อนล้มตัวนอนในตำแหน่งของตัวเองตามเดิม
จบตอน
สิสิร•