บทที่ 15 ศิษย์พี่ร่วมสำนักมาเยี่ยม ช่างอบอุ่นใจยิ่งนัก
หลี่กวนฉีรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็ลูกผู้ใด
“แต่ว่า... เ้าหนูน้อยผู้นี้มีพลังลมปราณไม่อ่อนด้อยเลย คงอายุราวห้าหกขวบกระมัง”
โดยไม่คิดอะไรมาก หลี่กวนฉีผลักประตูรั้วเดินเข้าไปข้างใน
เพียงแค่ก้าวเข้าประตู ชายหนุ่มก็ชะงักอยู่กับที่ เพราะลานเรือนนี้ช่างงดงามวิจิตรเหลือเกิน
เมื่อเทียบกับเรือนที่เขาเคยอยู่ในหมู่บ้านฝูหลง เรือนเก่า ๆ นั้นช่างเหมือนคอกหมูโดยแท้...
ในลานด้านหน้ามีน้ำพุไหลลงมาจากยอดเขาเทียนเหลย สะพานเล็ก ๆ ทอดข้ามลำธาร ตกแต่งด้วยหินประหลาด ต้นสน และต้นไผ่
เดินต่อไปก็พบโต๊ะหิน เข้าสู่ลานเรือนก็เห็นห้องโถงใหญ่ กว้างยาวกว่าหกจั้งเป็อย่างน้อย
เครื่องเรือนทั้งหมดในห้องล้วนทำจากไม้แดงใหม่เอี่ยม ผ่านห้องโถงไปก็เป็ห้องพัก
มีทั้งหมดสามห้อง หนึ่งห้องหลักและสองห้องรอง
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ช่างดีเหลือเกิน ด้านหลังเรือนยังมีที่ดินผืนหนึ่ง นับเป็สวนิญญาขนาดเล็กเลยทีเดียว
ดินมีสีดำคล้ำ บนพื้นโรยผงสีเขียวอ่อน คงเป็ปุ๋ยที่ใช้บำรุงดินในสวนิญญานั่นเอง
“ก๊อก ๆ ๆ”
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น หลี่กวนฉีรีบออกมาเปิดประตู แต่กลับได้ยินเสียงอ่อนโยนดังมาจากด้านนอก
“ศิษย์น้องช้า ๆ ไม่ต้องรีบเปิดประตูหรอก”
หลี่กวนฉีชะงักไปเล็กน้อย ได้ยินคำพูดเช่นนี้...
“หรือว่าจะเป็ศิษย์จากยอดเขาเทียนเหลย?”
“ไม่ใช่ว่าพิธีเข้าสู่ยอดเขาจะมีพรุ่งนี้หรอกหรือ?”
“เอี๊ยด~”
เมื่อหลี่กวนฉีเปิดประตู เขาก็พบว่าด้านนอกมีคนยืนอยู่เจ็ดแปดคน ทุกคนดูมีอายุมากกว่าเขาเล็กน้อย
บนใบหน้าทุกคนล้วนมีรอยยิ้ม บางคนอุ้มปุยนุ่นไว้ในมือ บางคนถือของใช้ประเภทอ่างไม้
เมื่อหลายคนเห็นผ้าปิดตาของเด็กหนุ่ม ดวงตาของพวกเขาก็ฉายแววสงสารเล็กน้อย
ทุกคนสวมชุดสำนักสีขาวยาวทั้งตัว เพียงแต่มีลายปักรูปสายอัสนีสีม่วงสองสายทอดยาวลงมาที่ไหล่ซ้ายขวา
บนธงสำนักที่หน้าอกมีลวดลายอักษร ‘เหลย*[1]’ สีม่วง
ผู้นำกลับเป็หญิงสาวผิวคล้ำเล็กน้อย
นางอายุราว 18 - 19 ปี มัดผมหางม้าสูง ใบหน้ารูปไข่ ดวงหน้างดงามแต่ผิวคล้ำเล็กน้อย ดวงตากลมโตสุกสกาว
นางมองคนข้างกายด้วยสายตาข่มขู่ จากนั้นก็ชี้ไปที่ดวงตาของเด็กหนุ่ม บอกให้ทุกคนระวังคำพูด
แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “สวัสดีศิษย์น้อง ข้าคือศิษย์ของผู้าุโอันดับสองแห่งยอดเขาเทียนเหลย นามว่ากู่หราน”
“เ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงก็พอแล้ว ฮ่า ๆ ๆ คนอื่น ๆ ล้วนเป็ศิษย์แห่งยอดเขาเทียนเหลยเช่นกัน นับเป็ศิษย์พี่ของเ้าทั้งสิ้น”
“วันนี้ข้ามาหาเ้า เพราะกลัวว่าเ้าจะไม่มีผ้าห่มนอน”
หลี่กวนฉีรีบหลบไปด้านข้างทันที แล้วยกมือคำนับพร้อมยิ้มให้ทุกคน “ข้าหลี่กวนฉี ศิษย์น้องเล็กขอคารวะศิษย์พี่ทุกท่าน อย่ายืนอยู่หน้าประตูเลย เชิญเข้ามานั่งข้างในกันเถิด”
กู่หรานเรียกคนที่ตามมาให้เข้าไปในลานเรือน ศิษย์พี่ชายร่างสูงใหญ่หลายคนที่อยู่ด้านหลังก็ตรงดิ่งไปยังห้องหลัก นำผ้าห่มที่เอามาปูลงไป
เมื่อเห็นทุกคนวุ่นวายโดยไม่มีสาเหตุ ความอบอุ่นในส่วนลึกที่สุดของหัวใจเด็กหนุ่มก็ถูกััขึ้นมาทันที
ประสบการณ์ในอดีตของหลี่กวนฉีเป็สิ่งที่ซ่อนลึกที่สุดในใจเขาเสมอมา
นิสัยในปัจจุบันของเขาก็เปลี่ยนไปทีละน้อยใน่แปดปีที่อยู่ร่วมกับซูเสวียน
หรืออาจพูดได้ว่าเขาตั้งใจเลียนแบบนิสัยสบาย ๆ ของท่านปู่
ตอนนี้กู่หรานเดินมาอยู่ข้างกายเด็กหนุ่ม จับแขนเขาเดินช้า ๆ
“ค่อย ๆ เดินนะ ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อน ตรงนี้มีขั้นบันไดหนึ่งขั้น พอขึ้นมาก็จะเป็สะพานหินสิบก้าว”
“ทางขวามือเป็โต๊ะหิน ส่วนทางซ้ายเป็สระน้ำ เ้าต้องระวังหน่อยเวลาหันหลัง”
“ข้าได้รับชุดศิษย์ของเ้าจากฝ่ายธุรการมาแล้ว เดี๋ยวลองดูว่าพอดีตัวหรือไม่ หากไม่พอดี ข้าจะบอกให้พวกเขาเปลี่ยนให้เ้าใหม่”
“ต่อไปนี้ให้ถือว่ายอดเขาเทียนเหลยคือบ้านของเ้า พวกข้าคือญาติของเ้า”
“หากมีเื่ใด กลับมาที่ยอดเขาเทียนเหลยแล้วร้องเรียก ศิษย์พี่ร่วมสำนักจะสนับสนุนเ้าอย่างเต็มที่!”
“หากผู้ใดกล้ารังแกเ้า บอกข้า ศิษย์พี่จะออกหน้าให้เ้าเอง”
พูดมามากมายเช่นนี้ ทั้งสองก็ยังไม่ได้เดินลงจากสะพานเลย เห็นได้ชัดว่าเดินช้าเพียงใด
ส่วนเด็กหนุ่มก็ถูกกู่หรานจับแขนพาเดินไปอย่างช้า ๆ
“ต้าโถว! เ้าไปช่วยจู๋กานป่าหุ้มมุมโต๊ะทั้งหมดด้วย อย่ายืนเฉยอยู่ตรงนั้น”
ชายหนุ่มร่างสูงที่สุดรีบยิ้มประจบทันที “ได้เลยศิษย์พี่หญิง”
“ศิษย์น้องเล็ก ถ้าครั้งนี้ท่านอาจารย์สวีเรียกเ้ากลับมาเพียงคนเดียว เ้าก็จะเป็น้องเล็กที่สุดของยอดเขาเทียนเหลยจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ”
“มีเื่อะไรหาก็บอกศิษย์พี่กู่ได้ รับรองว่าได้ผล! ตอนข้าเพิ่งมาก็เป็แบบนี้ ถึงขั้นรู้สึกว่านางเป็ห่วงข้ายิ่งกว่าท่านแม่ของข้าเสียอีก”
“ต้าโถว เ้าอยากฝึกเพิ่มหรือไม่ หืม?”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ไอ้หนูเ้านี่มันชอบหาเื่โดนด่าจริง ๆ”
“สามปีแล้ว! ในที่สุดข้าก็มีศิษย์น้องเสียที”
เสียงพูดคุยที่ดังอยู่ข้างหูราวกับการสนทนาในครอบครัว ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับอยู่คนละโลก
คำพูดของทุกคนเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์อันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ และสายน้ำในหุบเขา กลายเป็กระแสความอบอุ่นที่ไหลผ่านในหัวใจของเขา
ทันใดนั้น ดวงตาคู่ที่ถูกผ้าดำปิดไว้ก็มีน้ำตาใสไหลออกมาสองสาย
เขาสามารถทนได้ที่จ้าวหยวนหลินดูถูกเขาต่อหน้าผู้คนมากมายว่าขายชีวิตศิษย์พี่หญิงแลกเงิน
เขาสามารถยอมรับต่อหน้าทุกคนว่าตนเป็คนตาบอด เป็ขอทานต่ำต้อย
เขาสามารถหัวเราะเยาะคนนับพันที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขาว่าเป็สุนัขจรจัดที่เห่าหอนอย่างไม่รู้ความจริงอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
แต่กลับทนไม่ได้แม้แต่ความห่วงใยเพียงน้อยนิดจากคนที่ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน
“ที่แท้โลกใบนี้ก็มิได้มีแต่ความทุกข์ยากเท่านั้น...”
“ปั๊ก!”
ร่างของกู่หรานแข็งค้างไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็ใช้มือลูบใบหน้าของเด็กหนุ่มทันที
นางเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาของเด็กหนุ่มให้แห้ง พลางบ่นว่า “มองอะไรกัน ไม่มีอะไรทำกันหรือไร? รีบเข้า อีกไม่นานก็จะถึงเวลาฝึกฝนแล้ว!”
จากนั้นกู่หรานก็ยื่นเสื้อคลุมสีขาวใหม่เอี่ยมให้หลี่กวนฉี พลางกล่าวเบา ๆ ว่า “รีบไปลองสวมให้พวกเราดูหน่อยว่าพอดีตัวหรือไม่”
หลี่กวนฉียิ้มน้อย ๆ กอดเสื้อผ้าไว้แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “ขอบคุณศิษย์พี่ทุกท่าน กวนฉีรู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็ศิษย์น้องของพวกท่าน”
แม้ว่าเขาจะเห็นทุกคนหลบเลี่ยง แต่เขาก็ยังคงคำนับลงไป
หลังจากลุกขึ้น หลี่กวนฉีเผยรอยยิ้มมีเลศนัยที่มุมปากพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่หญิง หากท่านยังดึงผมศิษย์พี่ชายอีก คงจะทำให้มันหลุดร่วงแน่...”
ขณะที่พูด เด็กหนุ่มก็หันหน้าไปราวกับจ้องมองหญิงสาวตรง ๆ
กู่หรานชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็โบกมือไปมาตรงหน้าเขา พลางกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “เ้าไม่ใช่มองไม่เห็นหรอกหรือ?”
หลี่กวนฉีค่อย ๆ แก้ผ้าพันตาออก เผยให้เห็นดวงตาสีขาวบริสุทธิ์ที่น่าขนลุกอยู่บ้าง
“ข้าตาบอดจริง ๆ แต่… ข้าเปิดตาทิพย์แล้ว”
“อะไรนะ? เ้าหนูนี่กล้าหลอกข้าเชียวรึ!”
“ใช่แล้ว! ข้านึกว่าเขามองไม่เห็นจริง ๆ ข้าถึงได้หุ้มมุมโต๊ะไว้หมดแล้ว!”
“พี่น้องทั้งหลาย! ซัดมัน!!”
ทุกคนรุมเข้าใส่ กอดหลี่กวนฉีแล้วชกต่อยเล่นกันอย่างสนุกสนาน สุดท้ายศิษย์พี่หลายคนก็กล่าวว่า
“พวกข้าไปก่อนละ เจอกันที่ลานประลองยุทธ์ วันนี้จะท้าประลองกับศิษย์พี่หญิงสักหน่อย!”
“เชอะ! เ้านั่นแหละ วันนี้ข้าจะมาต่อสู้กับเ้า”
“อ้อ พรุ่งนี้จะไปรับภารกิจสักหน่อยไหม ่นี้ข้าจนเหลือเกิน...”
เมื่อทุกคนจากไป กู่หรานก็มองดูเด็กหนุ่มในชุดขาวแล้วอดพยักหน้าพลางกล่าวไม่ได้ “ไม่เลว! สมแล้วที่หน้าตาหล่อเหลา ยิ่งเหมาะกับชุดขาว!”
“หีบกระบี่ของเ้าใหญ่มาก ผู้าุโมอบให้หรือ? ข้างในมีกระบี่หรือไม่”
หลี่กวนฉีเกาศีรษะ เขาเองก็ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร
กู่หรานยิ้มอย่างสง่างาม หันหลังกล่าวว่า “ศิษย์น้อง วันนี้จงพักผ่อนให้เต็มที่เถิด พรุ่งนี้ยามเช้าตรู่จะมีพิธีเข้าสู่ยอดเขา อย่าไปสายล่ะ”
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว หลี่กวนฉีมองดูห้องที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอ่อนโยน
คืนนั้นเขาหลับสบายเป็พิเศษ
[1] เหลย (雷) แปลว่าสายฟ้า หรือ อัสนี