เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เทียนเจิงจึงได้ทำมือให้เด็กหนุ่มทั้งสองคนเริ่มประลองฝีมือกันได้ หยางฟงที่รอท่าอยู่แล้วจึงพุ่งปราดเข้าไปหาเจี่ยยงซานด้วยความรวดเร็ว มันคงหมายจะจัดการอีกฝ่ายให้พ่ายแพ้ภายในไม่กี่กระบวนท่าเป็แน่ แต่ดูเหมือนหยางฟงจะคิดผิดถนัด เพราะการโจมตีอันรุนแรงดุดันราวกับพญาราชสีห์ของมันกลับไม่โดนตัวของเจี่ยยงซานแม้แต่น้อย
ผู้คนในลานประลองเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน แต่เพราะเป็เช่นนี้จึงทำให้ทุกคนรู้สึกมีความตื่นเต้นทวีคูณขึ้นอีกหลายส่วน
"เจี่ยยงซาน สามารถหลบการโจมตีอันน่ากลัวเช่นนั้นได้กระนั้นรึ? ช่างมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดาจริง ๆ "
จางิ่ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง ก่อนที่มันจะเอ่ยออกมา
"เห็นหรือไม่น้องชาย ข้าบอกเ้าแล้วว่าการต่อสู้ของสองคนนี้ ไม่จบลงง่าย ๆ เป็แน่ และดูเหมือนว่าเ้าคงจะต้อง…" ห่าวหรานกล่าวด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ก่อนที่มันจะมองลงมาที่กองอาหารบนตักของจางิ่
"แล้วอย่างไรเล่า? การตัดสินยังมิรู้ผลเสียหน่อย บางทีตอนสุดท้ายเ้านั่นแหละ ที่อาจจะเป็ฝ่ายเลี้ยงข้าวข้าชุดใหญ่แทน"
จางิ่แอ่นอก และกล่าวขึ้นด้วยท่าทางมั่นใจ ก่อนที่มัน และห่าวหรานจะหันไปดูการต่อสู้ของ หยางฟง กับ เจี่ยยงซานต่อ
การต่อสู้บนลานประลองของเด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้นช่างรวดเร็วเหลือคณานับ จนผู้ชมซึ่งไร้วรยุทธ์การฝึกฝนที่นั่งชมอยู่ เห็นแต่เงาร่างอันรางเลือนวูบไหวไปมา แทบจะแยกแยะไม่ออกว่าผู้ใดคือ หยางฟง ผู้ใดคือเจี่ยยงซาน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงท่าร่างอันลึกล้ำด้วยแล้ว แถมรังสีฆ่าฟันอันรุนแรงที่แผ่ออกมายังคงกดทับใส่จิตของผู้ชมจนขนลุก ทุกคนแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยว่า นี่คือการต่อสู้ของเด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียงสองคน ซึ่งยังไม่ได้เข้าเป็ศิษย์ของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าเลยด้วยซ้ำ
เงาร่างทั้งสองทั้งสองต่อสู้รุกรับสลับกันไปมาอยู่สักพัก จนเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูปพลันเกิดเสียงดังโครม ทั้งสองฝ่ายจึงแยกออกจากกัน
เสียงเช้ง เมื่อเจี่ยยงซานผู้นั้นชักกระบี่ออกมาจากฝัก กล่าวกับ หยางฟงด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "ชักอาวุธของเ้าออกมา"
หยางฟงแสยะยิ้มที่มุมปาก กล่าวออกมาด้วยเสียงหยิ่งทระนงว่า " หยางฟงท่องยุทธจักรไม่เคยใช้อาวุธ มีแต่มือทั้งคู่ที่เป็อาวุธ"
เจี่ยยงซานผู้นั้นแหงนหน้าหัวร่อออกมาเบา ๆ "ใช่มือแทนอาวุธรึ? นับว่าน่าสนใจไม่น้อย เช่นนั้นข้าก็มิเกรงใจแล้ว" มันสูดลมหายใจโคจรจิตปราณ ปราณกระบี่สีฟ้าพลิ้วไหวม้วนตัวดุจระลอกคลื่น แยกไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ จู่โจมเข้าหาหยางฟง
หยางฟงไม่คิดถอย แต่กลับรุกเข้าหา มันกำหมัดแน่นก่อนจะง้างไปด้านหลัง จากนั้นจึงพุ่งหมัดเข้าปะทะตรง ๆ จิตปราณสีแดงอันร้อนระอุที่แฝงอยู่ในหมัดหนุนเนื่องออกมาไม่หยุดยั้ง สะกดกระบวนท่ากระบี่ไว้ ปราณกระบี่ของเจี่ยยงซานพลันเปลี่ยนทิศทาง พริบตาใช้ออกถึงยี่สิบสี่กระบวน ทุกกระบวนล้วนจู่โจมจุดสำคัญบนร่างของคู่ต่อสู้ แต่ล่ะกระบวนเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมิต่างจากวารีในมหาสมุทร
กำปั้นทั้งสองของหยางฟงเองก็พลิ้วไหวรวดเร็ว และแข็งแกร่งดุจโล่เหล็ก และ หอกแหลมของนักรบ จู่โจมใส่จุดสำคัญบนแขน และหลังมือของมือกระบี่หนุ่มนั้น ไม่ว่ากระบี่ของคู่ต่อสู้จะแปรเปลี่ยนอย่างไร ทุกการเคลื่อนไหวของหยางฟง กลับบีบบังคับให้มันต้องเปลี่ยนกระบวนท่า ใช้ทีหลังบรรลุก่อนเสมอ เจี่ยยงซานที่มีบุคลิก สุขุมมาตลอดยามนี้มันเริ่มหวาดหวั่นขึ้นมาเล็กน้อย ได้ยินมันร้องคำรามคราหนึ่ง แผ่พุ่งกำลังภายในผ่านกระบี่กระบวนท่าเชื่องช้าลง ปราณจากคมกระบี่กระแทกกับพลังกำปั้นของฝ่ายตรงข้าม ผ่านไป สิบสองครา พลันเกิดเสียงดังฉับ แขนซ้ายของหยางฟงมีแผลเป็ทางยาว โลหิตแดงฉานไหลซึมออกมา และเมื่อเทียนเจิงที่เป็ผู้ตัดสินเห็นดังนั้น มันจึงสังเกตดูแล้วก็พบว่าแผลนั้นมิได้รุนแรงมาก จะไม่ได้ยุติการประลอง
ถึงแม้นแผลที่หยางฟงได้รับจะไม่สาหัส แต่มันก็บังเกิดความร้อนใจขึ้นมาในจิต คิดชิงชัยอย่างรวดเร็วคงไม่ง่ายอีกแล้ว ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีวรยุทธ์ร้ายกาจพอตัว มันคงต้องใช้ไม้ตายลองเสี่ยงดูสักครา
หยางฟงเร่งพิชิตเจี่ยยงซาน ด้วยกระบวนอันรุนแรง และแปลกประหลาดอย่างที่ทุกคนไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทั่วร่างของมันแผ่ไอร้อนออกมาประดุจน้ำที่กำลังเดือด จนเหล่าคนที่นั่งดูอยู่รอบสนามยังััได้ คนอยู่ห่างไม่เท่าไหร่แต่คนอยู่ในระยะประชิดอย่างเจี่ยยงซานนี่สิ ถึงกับสายตาพร่าลาย ก่อนจะรู้ตัวคู่ต่อสู้ฝ่าม่านกระบี่เข้าใกล้ตัวแล้ว กระแทกกำปั้นเป็เสียงดังกัมปนาทปานฟ้าผ่า เจี่ยยงซานร้องด้วยความตระหนก เปลี่ยนกระบี่จากแทงเป็ฟัน ต้านรับพลังกำปั้นไว้ เจ็ดกระบวนซ้อน ท่วงท่าของหยางฟงว่องไวดุขพายุหมุน เผ่นโผนเข้าหาจากทิศทางที่ไม่คาดคิด ส่งเสียงคำรามก้อง พุ่งหมัดใส่หน้าอกขวาของเจี่ยยงซาน
เจี่ยยงซาน แผดเสียงร้องคำหนึ่ง รั้งกระบี่กลับ ถอยครูดอย่างรวดเร็ว เท้าครูดไปตามพื้น ถอยหลังดุจประกายไฟ ห่างไปถึง สามจั้ง (1 จั้ง = 3.33 เมตร) จากนั้นค่อยยืดกายขึ้นยืน การถอยหลังแล้วยืนมั่นคงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียว ท่าร่างสง่าสมเป็เจี่ยยงซานยิ่งนัก
ซึ่งการที่หยางฟงใช้วิธีนี้มันเองก็มีแผนในใจอยู่ก่อนแล้ว แม้นเจี่ยยงซานจะโดนเล่นงานที่หน้าอกขวาจนมันต้องถอยหลบเพื่อสลายพลังไปส่วนหนึ่ง แต่มือขวาที่ถือกระบี่ย่อมได้รับความกระทบกระเทือนไม่น้อย และนั้นคงส่งผลต่อการต่อสู้ได้อย่างมากเป็แน่
"คิดจะสู้ต่อหรือไม่.."
หยางฟงยิ้มด้วยแววตามั่นใจก่อนจะเอ่ยถามขึ้น ซึ่งเจี่ยยงซานก็นิ่งเงียบไป ซึ่งมันเองก็รู้แก่ใจดีว่า มือข้างที่ถือกระบี่ไม่สมบูรณ์ดังเช่นก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อนั้นเทียนเจิงเองก็ทราบเช่นกันมันจึงเอ่ยขึ้นมาบ้าง
"เ้าจะยอมแพ้ หรือจะสู้ต่อ เจี่ยยงซาน หากไม่ไหวก็อย่าได้ฝืน ปีหน้าเ้ายังกลับทดสอบใหม่ได้.."
คำกล่าวของเทียนเจิงในยามนั้นทำเอา เจี่ยยงซานนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่สุดท้ายมันต้องตัดใจ และกล่าวยอมแพ้ ในที่สุด
"เ้าคิดถูกแล้ว ดังที่ท่านเ้าสำนักกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ อย่ายึดติดเื่การแพ้ชนะ ประลองเพื่อแลกเปลี่ยนวิชา สั่งสมประสบการณ์ หาใช่มุ่งเอาชีวิตซึ่งกันและกัน"
เทียนเจิงเอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนจะประกาศเสียงดังว่า ผู้ชนะในการประลองรอบแรกก็คือ หยางฟง.. เมื่อนั้นเสียงโห่ร้องจากรอบลานประลองจึงดังกึกก้องขึ้น และผู้ที่ดูจะมีความสุขที่สุดก็คือ จางิ่
มันยืดอกพองตัวราวกับเป็อึ่งอ่างตัวใหญ่ ดีอกดีใจชนะพนันพี่ชายร่วมสาบานของได้
"หึหึ เห็นรึยังพี่ชาย ว่าสุดท้าย ผู้ชนะก็คือ หยางฟง ที่นี้ข้าก็ได้กินข้าวฟรี ๆ หนึ่งมื้อสินะฮ่าๆๆๆๆ "
ห่าวหรานที่ได้ฟังก็แย้มยิ้มก่อนจะตอบกลับไปว่า "ย่อมได้ ๆ ก็ข้าแพ้เ้าแล้วนี่" ก่อนที่มันจะถอนหายใจทำหน้าเศร้า ๆ แล้วกล่าว "แต่จะว่าไปก็น่าเสียดายคนมีฝีมืออย่างเจี่ยยงซานยิ่งนัก หากเขาไม่ได้มาเจอกับหยางฟงั้แ่คู่แรก บางทีเขาอาจจะได้เข้าเป็ศิษย์ของสำนักปีนี้ก็ได้.."
"ก็จริงของเ้า แต่ก็ช่างมันเถอะปีนี้ตกรอบปีหน้าก็มาใหม่ได้มิใช่หรือ"
"นั้นก็ถูก แต่ก็น่าเสียดายอีกนั่นแหละ"
"เสียดายอันใด? "
"หากเป็ปีหน้า พวกเราอาจไม่มีโอกาสมานั่งชมการทดสอบเช่นนี้แล้วก็เป็ได้"
"นั้นก็จริงของเ้า หากเฟยฮุนชนะการประลอง…."
จางิ่พอได้คิดได้เช่นนั้น สีหน้าก็ดูเศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ครู่ต่อมาดวงตาของมันจะพลันสว่างวาบ แล้วจึงกล่าวกับห่าวหรานว่า
"เช่นนั้นพวกเรามาแช่งให้เฟยฮุนแพ้กันดีกว่า หากมันแพ้ ปีหน้ามันก็จะต้องมาทดสอบใหม่ แปลว่าพวกเราก็จะได้กลับมาดูอีกครั้งยังไงล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ "
เมื่อจางิ่กล่าวจบ ห่าวหรานก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ มีบ่าวไพร่ที่ไหนบ้างมาแช่งชักหักกระดูกให้เ้านายของตนพ่ายแพ้ ฟังดูแล้วเป็เื่น่าขันสำหรับสองพี่น้องยิ่งนัก แต่ถ้าเ้าอาฟง หรือตัวเฟยฮุนเกิดมาได้ยินเข้า พวกมันทั้งสองคงไม่ตลกด้วยเป็แน่…
และ หลังจากที่สองหัวร่อกันอย่างสนุกสนานทั้งคู่ก็ได้หันกลับไปดูที่ลานประลองต่อยามนี้ผู้ที่ได้อันดับสองในรอบแรก นางกำลังจะขึ้นมาจับรายชื่อในไหเพื่อประลองฝีมือแล้ว และชื่อของคนที่นางจับได้นั้นก็คือ….หนิงอวี่
"หนิงอวี่กระนั้นรึ? ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นนางแสดงฝีมือเร็วเช่นนี้" ห่าวหรานเอ่ยพึมพำขึ้นด้วยความตื่นเต้น ผิดกับจางิ่ที่นั่งตัวแข็งสีหน้าแดงระเรื่อ คล้ายมันรู้สึกบางอย่างกับหนิงอวี่ ซึ่งเื่นี้ห่าวหรานเองก็รู้ดี แต่ด้วยฐานะอันต่ำต้อยของพวกมัน คงแสดงออกอันใดมากไม่ได้..
ต่อจากนั้นเทียนเจิงจึงได้ก้าวออกมากลางประลอง แล้วเอ่ยขึ้น "เอาล่ะ พวกเ้าทั้งสองคนก้าวเข้ามาในลานประลองได้ ข้าจะได้….!!"
ยังมิทันจะที่เทียนเจิงจะกล่าวไม่จบ จู่ ๆ พื้นดินใต้เท้าก็พลันเกิดการสั่นอย่างรุนแรง คล้ายกับแผ่นดินไหว ทำเอาทุกคนเกิดความตกอกใ และกรีดร้องอย่างเสียขวัญ ก่อนที่ในเวลาเดียวกัน จะมีผู้ชมข้างสนามคนหนึ่งชี้ไม้ชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมส่งเสียงะโโหวกเหวกดังลั่น เพราะเขาเห็นเมฆสีดำทะมึนก้อนหนึ่งปรากฏขึ้น แถมมันกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ทุกคนจะพบว่า พวกมันไม่ใช่ก้อนเมฆ หากแต่เป็ ฝูงแมลงขนาดใหญ่ต่างหาก..!!
และในขณะที่ทุกคนยังไม่หายตื่นตระหนกจากสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า ครานี้ก็พลันเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นบนพื้นดินอีกครั้ง พร้อมกับมีตัวอะไรบางอย่าง ซึ่งความสูงกว่า 10 เมตร รูปร่างลักษณะ เป็ปล้อง ๆ ผิวมีสีดำ หลายตัวโผล่ขึ้นมาทั่วสนาม รวมไปถึงทั่วเมือง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แถมไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่คือเมืองัรุ่งโรจน์ ที่มีสำนักอันดับหนึ่งอย่าง สำนักปราณพิทักษ์คอยดูแล โอกาสที่สัตว์อสูรฟ้าดินจะกล้าบุกเข้ามาโจมตีนั้นมีน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย ยกเว้น....อยู่ในกรณีเดียว นั้นก็คือพวกมันเป็ สัตว์อสูรฟ้าดินที่ถูกส่งมาจาก พรรคหมื่นมาร พรรคฝ่ายอธรรมผู้ชั่วร้าย และเป็ภัยต่อคนทั่วยุทธภพในยามนี้...
จบบทที่ 17