ใครที่รู้จักมักคุ้นกับจ้าวหงเหมยสักหน่อยย่อมรู้ดีถึงอุปนิสัยใจคอของเธอ
ความอ่อนโยนและซื่อตรงของจ้าวหงเหมยนั้นเลื่องลือไปไกลไม่ใช่แค่ในครอบครัวสามีเท่านั้นแม้แต่ในหมู่บ้านซิ่วสุ่ยที่มีบ้านเรือนอยู่ราวพันครัวเรือนก็ด้วยหากมีการจัดอันดับแม่ศรีเรือนดีเด่นจ้าวหงเหมยจะต้องอยู่ในสิบอันดับแรกอย่างแน่นอน
ด้วยความที่เป็นคนอ่อนโยนและซื่อตรงจ้าวหงเหมยคงไม่น่าพูดเท็จ และเธอก็ยังเป็นคนง่ายๆ ไม่ชอบคิดเล็กคิดน้อย
ดังนั้นอาสามจึงไม่ได้สงสัยในสิ่งที่จ้าวหงเหมยพูดเมื่อครู่นี้แม้แต่น้อย
เมื่อทราบถึงต้นสายปลายเหตุที่บ้านรองส่งเสียงดังโวยวายเรื่องแบ่งของอาสามก็หน้าดำคร่ำเครียดขึ้นกว่าเดิม
เขาก็ไม่ใช่คนใจกว้างอะไรนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา ของขวัญที่ญาติพี่น้องนำมาให้ในวันเกิดของแม่เฒ่าก็ตกเป็นของบ้านสามไปโดยปริยาย ไม่ใช่แค่สะใภ้สามที่คิดว่าสมควรแล้วแม้แต่อาสามเองก็คิดเช่นนั้น
"ในเมื่อพูดกันไว้แล้วว่าจะแบ่งของ ก็แบ่งกันไปเถอะ" อาสามพูดเสียงลอดไรฟัน "สะใภ้รองจัดหาเสื้อตัวใหม่ให้แม่ของเราของสิ่งนั้นก็ควรให้สะใภ้รองได้ส่วนแบ่งไปมากกว่าหน่อยส่วนที่เหลือก็ให้บ้านเรากับบ้านพี่ใหญ่แบ่งกันไป"
"ยังไงซะ เจ้าสามก็ยังยุติธรรม" สะใภ้รองเอาแต่ยิ้มเธอไม่ทันสังเกตเลยว่าใบหน้าของอาสามนั้นถมึงทึงจนดูน่ากลัว
สะใภ้สามคิดว่าสามีจะออกมาช่วยสนับสนุนเธอแต่ไม่คิดว่าเขาจะเห็นด้วยกับการแบ่งของ แถมยังให้บ้านรองได้ส่วนแบ่งมากกว่าส่วนที่เหลือให้พวกเขากับบ้านพี่ใหญ่แบ่งกัน แล้วมันยุติธรรมตรงไหนกัน?
"คุณคะ เอาของแบ่งให้บ้านสะใภ้รองได้ แต่พี่สะใภ้ใหญ่ก็บอก..."
"หุบปากไปซะ!" อาสามยังไม่ทันให้ภรรยาพูดจนจบก็ตวาดเสียงดัง
เมื่อสามีอาละวาดแม้จะไม่เต็มใจเพียงใดสะใภ้สามก็ไม่กล้าโวยวายอีก ได้แต่ก้มหน้าลงอีกครั้ง
เธอกลัวสามีโมโหจริงๆเพราะเวลาที่อาสามโมโห ไม่เพียงแต่จะด่าทอ แต่ยังลงไม้ลงมือด้วย
เมื่อก่อนทางบ้านของสะใภ้สามยืนกรานให้สกุลหูซื้อจักรเย็บผ้าให้ถ้าไม่ซื้อก็จะไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งเข้ามา
พอถึงคราวที่ลูกชายของพวกเขาจะแต่งงานบ้างทางฝ่ายหญิงก็ยืนกรานให้พวกเขาซื้อจักรเย็บผ้าให้เช่นกัน
บ้านเดิมของสะใภ้สามไม่มีปัญญาซื้อจักรเย็บผ้าแต่เพราะอยากให้ลูกคนโตได้แต่งงานอย่างราบรื่นเธอจึงเอาจักรเย็บผ้าที่ฝั่งบ้านสามีซื้อให้ ยกให้ฝั่งบ้านเดิมของตน
เมื่อเธอเห็นว่าสามีกับแม่สามีไม่อยู่บ้านก็เลยให้คนของบ้านฝ่ายหญิงมาขนจักรเย็บผ้าไป
เมื่อแม่เฒ่าหูกับอาสามกลับมาเห็นว่าจักรเย็บผ้าหายไปก็ย่อมไม่ยอมง่ายๆ แน่นอน
ด้วยการยุของแม่เฒ่าหูอาสามจึงซ้อมสะใภ้สามที่เข้าข้างคนนอกอย่างหนักพร้อมทั้งสั่งให้เธอไปเอาจักรเย็บผ้ากลับคืนมา
สะใภ้สามที่โดนซ้อมก็ทิ้งลูกที่ยังไม่ได้หย่านมไว้ที่บ้านแล้ววิ่งกลับไปที่บ้านเกิด ไม่ยอมกลับมา แถมยังประกาศว่าจะหย่ากับอาสามด้วย
ตอนนั้นหูเจี้ยนหมิงยังไม่ถึงขวบดียังต้องการแม่อยู่ อาสามจึงจำใจต้องทำตัวเหมือนหลานชายไปงอนง้อขอคืนดีกับภรรยาที่บ้านพ่อตาแม่ยาย
ส่วนจักรเย็บผ้าที่ถูกขนไปอาสามก็ไม่เอาแล้ว
ก่อนที่หูเจี้ยนหมิงจะอายุสามขวบสะใภ้สามมีอารมณ์ฉุนเฉียวมาก เพียงแค่ไม่พอใจเล็กน้อยก็จะทิ้งลูกหนีกลับไปบ้านเกิดทันที
แต่พอหูเจี้ยนหมิงโตขึ้นมาหน่อยการพึ่งพาแม่ก็ไม่มากเท่าเดิมแล้ว เมื่อสองสามีภรรยาทะเลาะกันสะใภ้สามทิ้งลูกหนีกลับไปบ้านเกิดก็ไม่สามารถบีบบังคับสามีกับแม่สามีได้อีกต่อไป
นานวันเข้าต่อให้เธอไม่ยอมกลับมาเอง คนฝั่งบ้านเดิมก็จะไล่เธอกลับมา
เมื่อรู้ว่าการทิ้งลูกหนีกลับไปบ้านเกิดใช้ไม่ได้ผลกับสามีแล้วสะใภ้สามจึงยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตนต่อหน้าสามีและแม่สามีมากขึ้น
อาสามตะคอกใส่ภรรยาเสร็จก็ผ่อนเสียงลงเล็กน้อย "พี่สะใภ้ใหญ่อย่าเก็บคำพูดของแม่เจี้ยนหมิงไปใส่ใจเลยนะ"
จ้าวหงเหมยยิ้มอย่างอ่อนโยน"คนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ฉันจะไปคิดเล็กคิดน้อยอะไรได้ส่วนของขวัญที่ญาติๆ เอามาให้แม่ในวันเกิด พวกเราไม่เอาแล้วจริงๆอย่างที่น้องสะใภ้สามว่า วันนี้เยวี่ยเยวี่ยเป็นหัวหน้าแม่ครัวต้องสิ้นเปลืองน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชูของบ้านพวกเธอไปไม่น้อย ถ้าพวกเรายังมาแบ่งของอีกก็เท่ากับว่าพวกเราที่เป็นพี่ใหญ่มาเอากำไรจากบ้านน้องชายแล้วสิ"
จ้าวหงเหมยยังคงใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนเช่นเคยแต่คำพูดที่พูดออกมานั้นไม่ว่าจะพินิจพิเคราะห์อย่างไรก็ให้ความรู้สึกแปล่งๆ
อาสามฟังอย่างไรก็รู้สึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่กำลังตำหนิบ้านสามของพวกเขา
อาสามหัวเราะแห้งๆแล้วกล่าวต่อจากจ้าวหงเหมย "พี่สะใภ้ใหญ่แม่เจี้ยนหมิงไม่รู้เรื่องรู้ราว ถ้าเธอพูดอะไรไม่เข้าหูพี่สะใภ้กับหลันเยวี่ยก็อย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ วันนี้หลันเยวี่ยเป็นหัวหน้าแม่ครัวทำอาหารให้ญาติๆ กับแม่ของเรากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว!"
"เจ้าสาม ในเมื่อพวกเราบอกว่าไม่เอาของ ก็คือไม่เอาจริงๆนี่ก็ผ่านมานานแล้ว ฉันต้องกลับบ้านไปให้นมลูก" จ้าวหงเหมยพูดจบก็เก็บของของตนเองเตรียมจะออกไป
หูหลันเยวี่ยกับถิงถิงก็รีบเดินตามจ้าวหงเหมยไป
สะใภ้รองไม่ได้ไปพร้อมกับจ้าวหงเหมยและลูกๆแต่จะรอแบ่งของให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับ
อาสามหน้าดำคร่ำเครียดทำการรวบรวมของขวัญทั้งหมดที่ญาติๆ นำมาแล้วให้สะใภ้รองหยิบเอาส่วนที่พวกเขาจะแบ่งไป
จากนั้นอาสามก็แบ่งส่วนที่เหลือให้เท่าๆกัน
อาสามนำของส่วนบ้านพี่ใหญ่ไปส่งให้ด้วยตนเอง
วันนี้เป็นวันเกิดของแม่เฒ่าหูฉางหมินก็ดื่มไปไม่น้อย พอเหล้าเข้าปาก หูฉางหมินก็ง่วง
พอเลี้ยงฉลองเสร็จเขาก็กลับบ้านไปนอน
ตอนที่อาสามเอาของมาให้หูฉางหมินก็ยังนอนหลับอยู่
เมื่อเห็นอาสามเอาของมาให้จ้าวหงเหมยก็รีบตำหนิ
"เจ้าสาม เธอนี่ก็จริงๆ เลย บอกแล้วว่าพวกเราไม่เอาของ เธอก็ยังเอามาให้อีก"
"พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ถือสาพวกเราพวกเราที่เป็นน้องก็ไม่ควรจะทำเป็นไม่รู้เรื่องสิ" อาสามวางของลงบนพื้นห้องโถงอย่างแรง"พี่ชายของผมยังนอนอยู่เหรอครับ?"
จ้าวหงเหมยพูดอย่างอ่อนโยน"ใช่แล้ว ยังนอนอยู่เลย หรือว่าจะให้ฉันปลุกเขาขึ้นมา?"
อาสามรีบโบกมือ"ไม่ต้องหรอกครับ ผมคุยเรื่องนี้กับพี่สะใภ้ใหญ่ก็ได้"
จ้าวหงเหมยรีบยกเก้าอี้ให้อาสามนั่ง
แต่อาสามไม่ได้นั่ง"พี่สะใภ้ใหญ่ ผมคิดว่าวันเกิดของแม่เราครั้งต่อไปก็ให้พวกเราสามบ้านผลัดกันจัดงานเถอะครับ ต่อไปก็ไม่ต้องรวมเงินกันแล้วถึงคราวบ้านใครออกเงินบ้านนั้นก็รับของขวัญที่ญาติๆ เอามาให้ไปเลยจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย พี่สะใภ้ใหญ่คิดว่ายังไง?"
เห็นได้ชัดว่าจ้าวหงเหมยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับข้อเสนอของอาสามแต่ไม่นานเธอก็เข้าใจเจตนา "ตราบใดที่แม่ของพวกเรากับพวกน้องชายทั้งสองคนรู้สึกว่าทำแบบนี้ได้ฉันกับพี่ชายของเธอก็ไม่มีความเห็นหรอก"
"เดี๋ยวผมจะไปปรึกษากับแม่ของพวกเราและพี่รองกับพี่สะใภ้รองดู"อาสามพูดอย่างอึดอัด
การที่ต่อไปจะให้สามบ้านผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันจัดงานวันเกิดให้แม่เฒ่านั้นเป็นวิธีการที่อาสามคิดออกระหว่างทางที่เอาของมาส่ง
ถ้าหากปีไหนไม่ได้แบ่งของอาสามก็ยินดีให้สามบ้านรวมเงินกัน จัดงานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านสามของพวกเขา
ในเมื่อจะต้องแบ่งของกันอาสามก็รู้สึกเหมือนกับภรรยาของเขาที่ว่าถ้ายังจัดงานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านสามต่อไป พวกเขาคงขาดทุนย่อยยับ!