คืนหนึ่งที่โรงเตี๊ยมเมฆอุ่นยังไม่สิ้นเสียงการซุบซิบเมื่อลูกค้ายังคุยเื่ ‘โอสถแห่งความสมดุล’ กันไม่หยุดเจียงฟานก็ยืนอยู่ตรงมุมห้องครัว มือวางกะหล่ำปลีหัวใหญ่และถุงพริกไว้ข้าง ๆเขาสูดหายใจลึกเพื่อเตรียมกำลังใจมากกว่าพลังปราณใด ๆ
บรรยากาศในครัวสว่างจากตะเกียงน้ำมัน แสงทองสลัว ๆไล้บนผิวไม้และขอบหม้อดินกลิ่นควันฟืนผสมกลิ่นของหอมใหญ่กับน้ำมันหมูลอยอบอวลจนทำให้หัวใจคนที่คิดถึงบ้านเต้นแรงเสียง “ฉ่า—ฉ่า” ของน้ำมันเมื่อถูกน้ำซุปไก่กระทบกระทะเป็ทำนองเรียกแขกยามดึก
หลินเทียนยืนอยู่ตรงประตูห้องครัว ด้วยใบหน้าจริงจังเหมือนนักบวชเขากุมมือไว้หลังอย่างเคร่งขรึมเสี้ยวหนึ่งในใจของเขายังคงคาดหวังต่อการแปรเปลี่ยนธาตุอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นจากวัตถุดิบที่ท่านอาจารย์เลือกมา
“ท่านอาจารย์…ขอรับ ท่านจะเริ่มพิธีเมื่อใด”หลินเทียนถามด้วยเสียงที่สั่นเครือเพราะตื่นเต้น
เจียงฟานหันมามองเขายักไหล่แบบคนที่ทำงานมาทั้งวันแล้วอยากได้มื้ออร่อยสักหน่อย
“เงียบ ๆ หน่อยสิ ฉันจะสอนทำอาหาร ไม่ได้สอนปรุงยา จำไว้”เขาวางมีดลงบนเขียงอย่างตั้งใจ แล้วเริ่มสาธิตการหั่นกะหล่ำด้วยจังหวะที่พอดี
ป้าเหมยนั่งเฝ้าเตาเงียบ ๆใบหน้าท้วมของนางส่องประกายความเคารพปนกลัวนิด ๆ เมื่อเจียงฟานสั่งให้ช่วยหั่นผักนางยื่นมีดด้วยมือสั่นเล็กน้อย แต่เมื่อคำว่า “สับเป็ชิ้น” ออกจากปากท่านอาจารย์นางได้ยินเสียงกระซิบในหัวว่า “การตัดขาด” — ดังนั้นทุกครั้งที่มีดกระทบกะหล่ำนางจึงขมวดคิ้วทำหน้าเข้มเหมือนปลิดปลิวสิ่งร้าย ๆ ออกไป
“สับให้เป็เส้นก็ได้ หรือหั่นเป็สี่เหลี่ยมก็ไม่ว่ากัน”เจียงฟานพูดธรรมดา
ป้าเหมยหยุดนิ่ง ตาเบิกกว้าง “สี่เหลี่ยม! ท่านอาจารย์ให้ข้าตัดเป็สี่ทิศ!”นางกล่าวพลางก้มศีรษะอย่างนอบน้อมแล้วเริ่มหั่นด้วยท่วงท่าสุดจริงจังเหมือนกำลังสกัดกั้นลมอัปมงคลทั้งสี่ทิศ
ในครัว เสียงมีดเคาะเขียงมีจังหวะเสียงฟืนแตกกระทบขอนไม้ดังเป็จังหวะ สายลมเล็ก ๆจากหน้าต่างพัดเอากลิ่นสมุนไพรมาจากตลาด ความเย็นของอากาศยามค่ำทำให้ไอร้อนจากกระทะมีความเป็มิติขึ้นมาอีกชั้น
เจียงฟานหยิบไข่พื้นบ้านสามฟอง —เขาเรียกมันในใจว่าไข่ิญญาทองคำเพราะอยากทำให้มันดูเท่สำหรับผู้ชม —แล้วหันไปสั่งป้าเหมยให้ตอกไข่ลงชาม ป้าเหมยทำตามด้วยความสำรวม ตอกเบา ๆราวกับกลัวจะทำลายความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน เมื่อเริ่มตีไข่ด้วยตะเกียบไม้เธอก็ใช้แรงปราณ (หรือในความคิดของเธอคือความตั้งใจ) หมุนตะเกียบจนไข่มีฟองฟูดั่งการผสมหยินกับหยางให้กลมกลืน
“ตีให้เป็ฟองเล็ก ๆ นะ จะได้ฟู” เจียงฟานแนะ มือขยับช้า ๆเหมือนสอนศิลปะชั้นสูง
ป้าเหมยคิดว่าเป็การฝึกวิทยายุทธ์ชั้นสูง จึงตีแรงขึ้นใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความขะมักขะเม้น เสียงน้ำยางในชามดังขึ้นเหมือนคลื่นเล็ก ๆ
หลินเทียนยืนดู พยายามจดทุกท่วงท่า เขาอ่านท่าทางเจียงฟานคิดว่านี่คงเป็ “พิธีแปรรูปธาตุ” ที่ใช้ชีวิตพื้นๆ มาเปลี่ยนเป็พลังปราณชั้นสูงเขาก้มหน้าลงกราบเบา ๆ ก่อนจะรีบยกศีรษะขึ้นมาอีกครั้งด้วยความอ่อนน้อม
เมื่อกระทะร้อนจนถึงจังหวะ เจียงฟานเทน้ำมันลงไป —เป็น้ำมันหมูธรรมดาที่ป้าเหมยใช้ — “น้ำมันิญญา”ในคำเรียกของศิษย์ที่ฟังและจดบันทึกอย่างเคร่งครัด ไอร้อนลอยขึ้นปะทะกับอากาศเย็นเสียงฉ่าของน้ำมันดังชัดจนทำให้คนในห้องเริ่มกระซิบกันเบา ๆ
“เทกะหล่ำลงไปผัดนิดหน่อย” เจียงฟานพูดแล้วช้อนผัดกะหล่ำให้พอสลดความคาว การเคลื่อนไหวของเขาเรียบง่ายไร้พิธีรีตองแต่สำหรับหลินเทียน ทุกการขยับเป็บทสอน
“ตอนนี้ท่านอาจารย์กำลังสาธิตการ ‘ชะลอความร้อน’เพื่อไม่ให้ธาตุน้ำสูญเสียตัว” หลินเทียนกระซิบให้ศิษย์ข้าง ๆ ฟังอย่างตื่นเต้น
ป้าเหมยมองด้วยตาแอนตี้ แต่ก็ตั้งใจทำตาม เจียงฟานยิ้มมุมปากขณะยกชามไข่ฟูขึ้นแล้วเทลงไปอย่างรวดเร็ว — ไข่กระจายเป็คลื่นทองในกระทะเสียงกระทบของไข่กับกระทะดังพอดีจังหวะ สายควันบาง ๆ ลอยขึ้น กลิ่นคาวของไข่คละเคล้ากับกลิ่นหวานของกะหล่ำ
“พลิกเร็วหน่อยนะ ไข่มันจะไหม้” เจียงฟานสั่งป้าเหมยที่ตอนนี้เข้าใจว่าท่านอาจารย์กำลังใช้ ‘ท่าย้อนจักรวาล’ เพื่อพลิกสภาพธาตุเขาทำท่าสาธิตการพลิกไข่สองทีด้วยตะหลิว มือขยับไวและมั่นคงเสียงตึงของขอบกระทะกับตะหลิวเป็ดนตรี
ป้าเหมยทำตาม แต่ในใจนางคิดว่า “นี่คงเป็มวยสำนักผสมอาหาร”จึงพลิกไข่ด้วยสีหน้าดุเด็ดเผ็ดร้อนจนผู้ชมในมุมครัวหัวเราะเงียบ ๆ
เมื่อนำไข่เจียวกะหล่ำขึ้นจากกระทะสีเหลืองทองของไข่ตัดกับสีเขียวของกะหล่ำเป็ภาพที่สวยงาม เจียงฟานตักใส่จานแล้วเดินออกมาหยุดตรงหน้าหลินเทียน
“ลองสิ” เขายื่นจานไปให้ ใบหน้าน้อยนักฟังเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลินเทียนใช้ตะเกียบค่อย ๆ หยิบชิ้นหนึ่งขึ้นปากสั่นเล็กน้อยเพราะความประหม่า เขาใส่เข้าปากช้า ๆเพื่อให้ทุกโมเลกุลของรสชาติซึมซาบเข้าไปในจิตใจ
“อืม…” เสียงเล็ก ๆ ดังออกมาพร้อมกับหยดน้ำตาที่แวบขึ้นที่มุมตาอย่างไม่รู้ตัว
“ท่านอาจารย์…” น้ำเสียงของหลินเทียนสั่น“โอสถนี้…มัน…มันทำให้ข้ารู้สึกว่า…ข้ากลับสู่รสชาติพื้นฐานของปุถุชน…รสชาติที่ไม่้าสรรพคุณวิเศษใดๆ เพียงแค่ความพอใจของร่างกายก็เท่ากับการบรรลุหนึ่งขั้น!”
เจียงฟานแทบอยากจะหัวเราะดัง ๆแต่เขาเก็บมันไว้ได้เพียงแค่ยิ้มแห้ง “ก็แค่ไข่เจียวก็เท่านั้นแหละ”
คำว่า “แค่” ของเจียงฟานถูกตีความแตกแขนงไปอีก —ศิษย์คนหนึ่งกระซิบกับอีกคนหนึ่ง “คำว่า ‘แค่’ คือการสอนให้ไม่ยึดติดกับผลลัพธ์!”อีกคนตอบ “ใช่! คือการบอกว่าอย่ายึดติดกับความยิ่งใหญ่!”
เสียงหัวเราะกลายเป็พยักหน้าเคารพทุกคนราวกับได้รับคำสอนใหม่จากการกินไข่เจียวจานเดียว
เจียงฟานกลับเข้าครัวทำกะหล่ำปลีผัดพริกน้ำปลาอีกจานสำหรับตัวเองเขาบีบพริกลงไปเยอะจนควันสีแดงอ่อนพวยพุ่งขึ้นมา กลิ่นเปรี้ยว เผ็ดและเค็มผสมกันจนทำเอาคนที่เคยคิดว่าการฝึกคือเื่จริงจังต้องหันมามองด้วยความสนใจ
ป้าเหมยนั่งมองด้วยสายตาภูมิใจ นางะโลั่นออกไปยังมุมร้าน“โอสถของท่านอาจารย์สำเร็จแล้ว! วิชาโอสถแห่งความสมดุลเกิดขึ้นในห้องครัวนี้!”เสียงประกาศของนางทำให้ลูกค้าที่อยู่ภายในร้านลุกขึ้นมามุงดู
เด็กน้อยคนหนึ่งพรวดเข้ามา “ขอชิมได้ไหมครับ?” หลินเทียนหันไปมองเด็กด้วยหน้าที่อีกบทบาทหนึ่ง — ครูสอนใจ —แล้วรีบบอกว่า “ท่านอาจารย์อนุญาต!” เด็กน้อยตักชิ้นเล็ก ๆ เข้าปาก แล้วทำหน้าเหวอ“เผ็ด! แต่ดีมาก!” เด็กะโด้วยความซื่อสัตย์
ในทันใดนั้น เสียงซุบซิบต่าง ๆ ก็แผ่ขยายออกไปจนไกล
“อาหารของท่านอาจารย์เป็การรวมธาตุ!”
“ไข่คือชีวิต! กะหล่ำคือความสมบูรณ์!”
“พริกคือเปลวไฟแห่งกิเลสที่ใช้เป็เชื้อเพลิง!”
เจียงฟานยืนมองบรรยากาศทั้งหมด เขารู้สึกเหนื่อยแต่ในอกก็อบอุ่นขึ้นแปลก ๆ เพราะมีคนที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็ฮีโร่เชื่อฟังคำพูดธรรมดาๆ ของเขาไปแล้ว เขาเริ่มคิดอย่างเป็ระบบว่าอาหารอร่อย ๆสักจานอาจแลกกับเหรียญทองแดงพอจะจ่ายค่าตั๋วเรือหรือค่าจ้างคนขับพาหาเส้นทางกลับบ้านได้
“ถ้าแบบนี้…ขายเป็จานล่ะ?” เขาพึมพำอย่างคิดจริงจัง
หลินเทียนหน้าตาเบิกบาน “ท่านอาจารย์หากจะตั้งโรงครัวข้าพร้อมจะเป็ผู้คุ้มกันและนักโปรดิวซ์สูตรเชิดชูวิถี!”เขาคุกเข่าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสำรวม “ข้าจะจดบันทึกทุกท่วงท่าทุกคำที่ท่านอาจารย์ใช้ เพื่อให้รุ่นหลังได้ศึกษา!”
ป้าเหมยยกมือขึ้นเชียร์อย่างเสียงดัง “ข้าอยากเรียนรู้ด้วย!ข้าจะเปลี่ยนตำราแม่ครัวเก่า ๆ ของข้าให้กลายเป็คัมภีร์!”
เสียงหัวเราะซึ่งผสมกับการตีความเชิงลึกของคนทั้งห้องทำให้บรรยากาศอบอุ่นเต็มไปด้วยความเป็ไปได้ และความผิดที่น่าขำขัน
เจียงฟานตักอาหารขึ้นมาพูนจาน หยิบตะเกียบคีบเข้าปากแล้วพูดแ่ๆ กับตัวเอง
“โอเค…ถ้าจะขาย ก็ต้องเตรียมสูตร ต้องคิดราคา ต้องจัดการเวลาแล้วก็ต้องหาคนช่วย…แต่ก่อนอื่น—คืนนี้คงต้องนอนให้เต็มชั่วโมงสักสามชั่วโมงก่อน”เขาพูดแล้วหัวเราะแ่ ๆ
คืนในเมืองจิ่นหลิงปิดฉากลงด้วยกลิ่นอาหารที่ยังคงลอยอบอวลผู้คนออกไปจากโรงเตี๊ยมด้วยหน้าตาเปี่ยมสุข บ้างพูดว่า“ข้ารู้สึกเหมือนได้เรียนรู้ใหม่วันนี้” บ้างกระซิบว่า“ต้องกลับไปลองฝึกตีไข่เองที่บ้าน”
หลินเทียนยืนเงียบข้างเตา มองเศษกะหล่ำที่ตกอยู่บนพื้นแล้วยกมือขึ้นชโลมฝ่ามือกับดินเบา ๆ ราวกับเป็พิธีกรรมหนึ่ง
“ท่านอาจารย์…ขอบคุณที่สอนข้า ‘การกลับคืนสู่สามัญ’” เขาพูดอย่างจริงใจ
เจียงฟานอมยิ้ม แล้วตีมือให้กับหลินเทียนหนึ่งทีแบบพึ่งพาได้
“พรุ่งนี้เช้า ถ้าจะขายจริง อย่าลืมทำป้าย ‘อาหารโลกเก่า’ ให้ดูเท่ๆ หน่อยละ” เขาตามน้ำพูดติดตลก
หลินเทียนหันมองตาเบิกกว้าง “ป้าย?” เขาทวนเสียงแ่ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความตั้งใจ “ข้าจะเขียนป้าย!ป้ายจะบอกถึงวิถีของเต๋าและรสชาติแห่งโลกเก่า!”
ในความเป็จริง การเขียนป้ายอาจหมายความถึงการวางแผนเล็ก ๆในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับชาวเมืองจิ่นหลิงนั่นจะกลายเป็การประกาศคัมภีร์ทางอาหารบทใหม่—ซึ่งจะถูกตีความ ตีความมากขึ้นและนำพาเื่ราวเล็ก ๆ ของเจียงฟานไปสู่การผจญภัยครั้งใหญ่ต่อไป