ขบวนคาราวานของ‘มูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขา’ เคลื่อนตัวเข้าสู่ลานอเนกประสงค์ของหมู่บ้านแรกด้วยความอบอุ่นชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันมารอต้อนรับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ บางคนหอบหิ้วน้ำดื่มน้ำตะไคร้เย็นฉ่ำ และขนมพื้นบ้านมารอต้อนรับ เมื่อรถจอดสนิท ทุกคนไม่รอช้ารีบก้าวลงจากรถตู้และรถสปอร์ต สลัดความเหนื่อยล้าทิ้งแล้วช่วยกันจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ทันทีทุกคนต่างรู้หน้าที่และเริ่มขยับขยายจัดเตรียมสถานที่อย่างแข็งขันโต๊ะพับเอนกประสงค์หลายสิบตัวถูกนำมาเรียงต่อกันเป็สถานีฝั่งหนึ่งถูกเซ็ตให้เป็จุดลงทะเบียน มีป้ายไวนิลสีสดใสตั้งตระหง่าน ถัดไปไม่ไกลคือพื้นที่สำคัญอย่าง‘สถานีทำหมันและศัลยกรรมเคลื่อนที่’ซึ่งต้องเน้นความสะอาดมากเป็พิเศษโต๊ะสแตนเลสถูกเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อจนวาววับ อุปกรณ์การแพทย์ทั้งไฟผ่าตัดพกพาเครื่องอบฆ่าเชื้อขนาดย่อม กล่องใส่อุปกรณ์ผ่าตัดที่บรรจุมีด กรรไกร คีมจับไหมเย็บแผล รวมถึงขวดยาซึม ยาสลบ และเวชภัณฑ์ต่าง ๆถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยประหนึ่งห้องผ่าตัดย่อย ๆมีกรงเหล็กขนาดเล็กและใหญ่เรียงรายอยู่ด้านหลังสำหรับให้สัตว์พักฟื้นหลังผ่าตัด การแบ่งงานของทีมจิตอาสาถูกจัดสรรตามความถนัดอย่างลงตัว
พิมพิการับหน้าที่เป็กระบอกเสียงและประชาสัมพันธ์หลัก เธอประจำอยู่จุดแรกคอยส่งเสียงใส ๆต้อนรับชาวบ้าน แจกบัตรคิว และอธิบายขั้นตอนการพาสัตว์เลี้ยงเข้าตรวจอย่างละเอียดลออด้วยท่าทีเป็มิตร
ภาคินนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะให้คำปรึกษาทางกฎหมายและปัญหาสังคมคอยเคลียร์ข้อพิพาทและรอยร้าวระหว่างบ้านที่เลี้ยงสัตว์กับเพื่อนบ้านที่ไม่เลี้ยงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในชุมชน
หมอทิวากรและทีมงานเป็หน่วยแพทย์หลักประจำโต๊ะผ่าตัดทำหมันที่ต้องใช้สมาธิสูง
พิมพ์นลินอาสาเป็ผู้ช่วยหมออยู่ข้างเตียงอย่างไม่ลังเลเพราะเธอเป็คนพูดไม่เก่งและไม่ถนัดงานต้อนรับการได้ลงแรงช่วยจับประคองสัตว์เลี้ยงจึงตอบโจทย์เธอที่สุด
บรรยากาศเริ่มคึกคักเมื่อชาวบ้านทยอยอุ้มสุนัขและหิ้วตะกร้าใส่แมวมารับบริการทำหมันฟรีกันจนแน่นขนัดส่งผลให้หมอทิวากรแทบไม่มีเวลาหยุดพัก หันไปทางตรงกันข้ามโต๊ะของภาคินกลับเงียบเหงา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีเื่ขัดแย้งรุนแรงจนต้องมาขอคำปรึกษา
เมื่อว่างจนไม่มีอะไรทำชายหนุ่มจึงลุกขึ้นยืนพลางทอดสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆเดินเตร่มายังฝั่งสถานีทำหมันซึ่งเป็จุดที่หมอทิวากรและพิมพ์นลินกำลังง่วนอยู่กับงาน
ในขณะนั้นพิมพ์นลินกำลังใช้สองมือโอบอุ้มและช่วยประคองสุนัขจรจัดตัวเล็ก ๆ เพื่อให้หมอทิวากรฉีดวัคซีนได้อย่างถนัดถี่ี่ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ แต่อ่อนโยนของเธอทำให้หมอทิวากรลอบยิ้มก่อนจะพูดชมด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มว่า
"คุณนลินเก่งจังครับถ้าไม่ได้คุณนลิน หมอคงแย่แน่เลย"
พูดจบหมอทิวากรก็เอื้อมมือไปหยิบเศษใบไม้แห้งชิ้นเล็ก ๆ ที่ปลิวมาติดอยู่บนเรือนผมของพิมพ์นลินออกให้อย่างเบามือและเต็มไปด้วยความใส่ใจพิมพ์นลินชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มกว้างจนแก้มปริด้วยความรู้สึกขอบคุณในความอ่อนโยนนั้น
ทว่า...บรรยากาสวยงามนั้นพลันถูกตัดฉับ! ภาคินที่ควรจะเดินคุยอยู่กับพิมพิกาที่ฝั่งโน้นกลับโผล่พรวดเข้ามาแทรกกลางระหว่างหมอทิวากรกับพิมพ์นลินแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยร่างสูงใหญ่บังพิมพ์นลินไว้จนมิดก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปคว้าขวดแอลกอฮอล์ล้างมือบนโต๊ะมายัดใส่มือหมอทิวากรทันที ภาคินจ้องหน้าคุณหมอหนุ่มด้วยสายตาเรียบนิ่งแต่แววตาดุดันฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
"หมอครับหมาตัวต่อไปรออยู่ รีบทำเถอะครับ... ส่วนนลิน มานี่ พี่มีงานด่วนให้ทำ"
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธหรือตั้งตัวภาคินคว้าข้อมือบางของพิมพ์นลินแล้วออกแรงดึงให้เดินตามออกมาจากตรงนั้นทันที เมื่อเดินห่างออกมาจนพ้นระยะสายตาของคนอื่นๆ พิมพ์นลินที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก รีบแกะมือเขาออกแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"งานด่วนอะไรเหรอคะพี่คินนลินยังช่วยหมอกรจับหมาไม่เสร็จเลย"
ภาคินหยุดเดินเขาหันกลับมามองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าตอบกลับมาหน้าตายว่า
"เดินตามพี่เงียบๆ นั่นแหละงานของเธอ"
คำตอบนั้นทำเอาพิมพ์นลินถึงกับอ้าปากค้างและงงงวยกับอารมณ์ขึ้นลงแปรปรวนของเขาอย่างที่สุดแต่เธอไม่มีวันรู้เลยว่า ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งสนิทประหนึ่งก้อนหินของภาคินในเวลานี้...หัวใจของเขากลับกำลังร้อนรุ่มจนแทบจะะเิออกมาอยู่แล้ว!
หลังจากที่ภาคินกึ่งลากกึ่งจูงพิมพ์นลินเดินดุ่ยๆออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและฝุ่นจางๆ หมอทิวากรได้แต่นิ่งค้างมือยังคงถือขวดแอลกอฮอล์ล้างมือที่ถูกยัดเยียดมาให้ คุณหมอหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆพลางมองสุนัขจรจัดตัวเล็กบนเตียงที่เริ่มตื่นกลัวและดิ้นรนเพราะไม่มีคนคอยช่วยจับประคอง
"อ้าว...นลินไปไหนแล้วล่ะคะหมอกร"
เสียงใสๆที่ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ พิมพิกา ทำให้หมอทิวากรหันไปมองเธอเพิ่งเคลียร์คิวชาวบ้านด้านหน้าเสร็จและตั้งใจจะเดินมาเอาน้ำดื่ม แต่กลับมาเจอคุณหมอกำลังอยู่ลำพัง
"เอ่อ...คุณภาคินพาไปทำงานด่วนน่ะครับ ตอนนี้หมอเลยขาดคนช่วยจับสุนัขพอดีตัวนี้ค่อนข้างระแวงด้วยสิครับ"
หมอทิวากรบอกพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ พิมพิกาหันไปมองสุนัขไทยพันทางตัวจ้อยที่กำลังแยกเขี้ยวขู่ฟ่อและพยายามจะะโลงจากโต๊ะสแตนเลสแม้ในใจเธอจะหวั่นๆ เพราะไม่เคยจับสุนัขจรจัดใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อนแถมวันนี้เธอยังแต่งตัวจัดเต็มตามสไตล์สาวเมืองกรุงแต่เมื่อเห็นท่าทีลำบากใจของหมอทิวากร พิมพิกาก็สูดหายใจเข้าลึกรวบผมหางม้าขึ้นมัดอย่างกระฉับกระเฉง พลางก้าวเข้ามาที่ข้างเตียงทันที