ตอนที่14 กลุ่มคน
“สหายน้อยส่งแหวนนั่นมาให้ข้าเสียเถอะแล้วข้าจักคุ้มครองเ้าคิดว่าไงรึ?”ชายชราตัวเล็กปรากฎขึ้นบนแท่นบูชาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็น
“เหอะ!”เฟิงอี้เค้นเสียงออกมาดูแคลนจักคุ้มครองตัวมันรึพ่นวาจาใหญ่โตเสียจริง
แก๊ว แซ๊ด!
เสียงอัสนีคำรามเฟิงอี้วิ่งออกไปด้วยความเร็วที่มากขึ้นในตอนนี้ตัวเขา้าสลัดชายชราผู้นี้ทิ้งไปเสียเพราะมันเป็ตัวน่ารำคาญยิ่งนัก
…
ูเาหิมะขนาดใหญ่รอบบริเวณร้อยกิโลเมตรปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนมันคือหิมะที่ตกลงมาตลอดเวลานั่นเอง
บริเวณตีนเขามีแท่นบูชาวงกลมที่เหมือนกับแท่นบูชาเคลื่อนย้ายที่เฟิงอี้และชายชราตัวเล็กใช้เข้ามาในโลกมิติลึกลับมิมีผิด
วิ้ง!
พลังงานของค่ายกลปรากฏขึ้นเป็ขาวอมฟ้าสว่างวาบเมื่อพลังงานของค่ายกลหายไปก็ปรากฏร่างถึง 10 ร่างเป็บุรุษหนุ่มสตรีสาวที่อยู่ในอาภรณ์สีเขียวเข้มมีอักษรสีทองว่าปื๋อสลักเอาไว้เื้ัทุกคน
ในกลุ่มนี้มีบุรุษ7คนและเป็สตรีอีก3คน
“ศิษย์พี่เราเข้ามาในโลกมิติลึกลับแล้วงั้นรึ?”เป็สตรีสาวใบหน้าเรียวดวงตามีแววประกายสดใสริมฝีปากอมชมพูเอ่ยขึ้นคิ้วของนางมิหนามิบางมองดูแล้วเป็หญิงสาวผู้งดงามผู้หนึ่งนางมีชื่อว่าจวินฉือ
ข้างเอวของนางมีกระบี่เล่มหนึ่งสพายเอาไว้ลักษณะของกระบี่นั่นดูงดงามอยู่มิมากก็น้อย
“ถูกต้องศิษย์น้องจวินเราเข้ามาในโลกมิติลึกลับแล้วต้องรีบไปสะสมคะแนนจิตอสูรจึงจักสามารถเปิดตำหนักใหญ่ได้”บุรุษร่างกายกำยำเอ่ยดวงตาของเขาคมกริบผมสีดำสนิทพลิ้วไหวไปตามลมที่ผัดผ่านเื้ัมีดาบขนาดใหญ่สพายเอาไว้เล่มหนึ่งมันคือดาบหนักที่น่าหวาดหวั่นเล่มหนึ่งผู้นี้มีนามว่าซ่งจาง
“ศิษย์พี่ตอนนี้เราอยู่สถานที่ที่หนาวเหน็บยิ่งนักรีบเดินทางออกจากพื้นที่นี้เถิด”บุรุษร่างบางเอ่ยขึ้นใบหน้าของเขาหล่อเหลาอบอุ่นมองเผินๆราวกับสตรีก็มิปานผมสีเงินปล่อยยาวสลวยจนถึงกลางหลังที่ข้างเอวมีมีดสั้นเหน็บอยู่สองเล่ม
“หนาว? เ้าเป็บุรุษเหตุใดจึงได้ทำตัวราวกับดุรณีน้อยเช่นนี้มิอายศิษย์น้องหญิงของเ้าหรือ?”บุรุษร่างกำยำหรือซ่งจางมองศิษย์น้องร่างบางของตนแล้วส่ายหัว
“เสด…เพ่… ความหนาวต้องอายด้วยหรือ ข้าเป็คนขี้หนาวมิได้มีแต่กล้ามเนื้อและไขมันทั้งตัวเหมือนกับท่านเสียหน่อย!”บุรุษร่างบางทำปากจู๋แล้วเอ่ยขึ้นบุรุษร่างบางผู้นี้มีนามว่าซินเสวียน
ตูม!
จ๊าก!
“ศิยษ์พี่ข้าล้อเล่นใจเย็นก่อน!”ฝ่ามือที่ส่งกลิ่นอายน่าหวาดหวั่นของบุรุษย์กำยำหรือซ่งจางกระทบเข้ากับพื้นในตำแหน่งที่บุรุษร่างบางนามซินเสวียนเคยอยู่จนหิมะกระเด็นออกไปทั่วบริเวณหิมะบริเวณนั้นหายไปเมื่อกวาดตามองลงไปจักเห็นหลุ่มบ่อขนาดราวๆครึ่งเมตรเป็เส้นผ่านศูนย์กลาง
บุรุษร่างบางหรือซินเสวียนก็รวดเร็วยิ่งนักราวกับตอบสนองได้ในทันทีก็ถอยห่างออกไปไกลแล้ว
“หยุดเดี๋ยวนี้นะซินเสวียน! มากินฝ่ามือของข้าสักฝ่ามือก่อนเป็ไร!”ซ่งจางคำรามก่อนที่จักไล่ตามศิษย์น้องของตนออกไปทำให้ศิษย์ร่วมสำนักที่เหลืออยู่กรอกตาส่ายหัวแล้วถอนหายใจด้วยความปลดปลง
“สหายจวินข้าว่าพวกเรารีบตามศิษย์พี่สองคนไปกันเถอะประเดี๋ยวจักหลงกันเอาได้”เป็สตรีรูปร่างงดงามผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมานางเองก็เป็ศิษย์ของสำนักปื๋อฉางเช่นเดียวกัน
กลุ่มคนเหล่านี้คือศิษย์ของสำนักปื๋อฉางซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงแห่งต้าเหว่ยหลายหมื่นกิโลเมตรเป็บุคลากรของต่างอาณาจักรนั่นเอง
สำนักปื๋อฉางนี้เป็สำนักที่มีชื่อเสียงอยู่บ้างในอาณาจักรเว่ยซางอาณาจักรเว่ยซางเองก็เป็อาณาจักรที่ทรงพลังมิต่างจากอาณาจักรต้าเหว่ยจักรพรรดิของอาณาจักรเว่ยซางเองก็อยู่ในระดับกำเนิดบ่อปราณ์ขั้นที่9
พลังรบของจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเว่ยซางเองก็น่าอัศจรรย์เป็อย่างมากเวลาลงมือว่ากันว่าสามารถทลายขุนเขาผ่าแม่น้ำได้สบายๆ
“เอิ๋นหลานท่านมิได้เอากระบี่มาด้วยหรือไร?”
“เหะ? เอ๋?! กระ…กระบี่ข้า!”สตรีรูปร่างงดงามกลายเป็เลินเล่อนางลูบคลำมองสำรวจทั่วร่างตนแล้วก็หน้าแดงขึ้นมาจนต้องเบนหน้าหนีมิกล้าสบตาผู้อื่นดูเหมือนว่านามของนางคือเอิ๋นหลาน
“เอิ๋นหลานเอานี่ไป จริงๆเลย เฮ้อ!”เป็ดรุณีน้อยนางหนึ่งซึ่งดูอ่อนเยาว์กว่าสตรีสองนางอยู่มากนางราวกับเด็กผู้หญิงวัย 8 - 9 ขวบเท่านั้นแต่ทว่าความจริงแล้วอายุของนางนั้น 15 ปีเสียแล้วนามของนางคือหลิงเหนียง
“อ่า! ขอบใจเ้ามากเหนียงๆ เ้าช่างน่าเอ็นดูที่สุดเลย!”เอิ๋นหลานเข้าไปหาหลิงเหนียงอย่างรวดเร็วก่อนที่จักโอบกอดดรุณีน้อยหลิงเหนียงจนซบเข้ากับหน้าอกอันใหญ่โตของนาง
“อ่า! ปล่อยข้านะ!”หลิงเหนียงขัดขืนนางดินสลัดให้หลุดออกจากการโอบกอดของเอิ๋นหลานอย่างรวดเร็วในมินาน
…
ดินแดนทะเลทรายอันแห้งแล้งข้างๆโขดหินขนาดใหญ่มีแท่นบูชาวงกลมอันหนึ่งตรั้งอยู่อย่างสงบ
ฟิ้วๆๆ
วิ้ง!
จู่ๆพลังงานสีขาวอมฟ้าก็สว่างวาบขึ้นทันใดนั้นก็มีร่างของกลุ่มคนปรากฏออกมาจากแสงสว่างอมขาวอมฟ้านี่คือพลังงานของค่ายกลเคลื่อนย้ายของสุสานลึกลับ
“สำนักปื๋อฉางพวกมันคงมาถึงกันแล้ว”คนกลุ่มนี้สวมผ้าคลุมสีดำสนิทปกปิดใบหน้าเอาไว้มีกัน10คนดั่งเช่นกลุ่มของสำนักปื๋อฉาง
บนผ้าคลุมสีดำมีอักษรสีเงินปักเอาไว้กลางหลังว่าม่วง
กลุ่มคนเหล่านี้มาจากสำนักม่วงเมฆา ซึ่งอยู่ในอาณาจักรเว่ยซางเช่นเดียวกับกลุ่มคนสำนักปื๋อฉาง
สองสำนักนี้มิค่อยลงรอยกันเท่าใดนักโดยปกติแล้วจักมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้างครั้งเมื่อเจอหน้ากัน
“จักปล่อยให้พวกมันสะสมจิตอสูรมากกว่ามิได้ต้องไปแย่งชิงจากพวกมันมาให้หมดเสีย”คนในผ้าคลุมสีดำที่ร่างดูสูงโปร่งเอ่ยขึ้นกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาเต็มไปด้วยความมืดมนที่น่าหวาดเกรง
“ไปกันเถิด…”เมื่อจบคำกลุ่มคนผ้าคลุมดำก็มุ่งหน้าไปตามทางของตนด้วยการวิ่งออกไปด้วยความเร็วราวกับทะยานกายก็มิปาน
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…