บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยการเตรียมงาน ชุดเดรสที่ถูกนำมาส่งให้ลอง กระเป๋ากล่องของขวัญที่วางเรียงรายบนโต๊ะรับแขก เสียงแม่คุยโทรศัพท์กับญาติ ๆ และเพื่อนบ้านด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนกำลังจัดงานมงคลใหญ่
แต่สำหรับฉัน ทุกสิ่งกลับเหมือนงานศพ…
ศพของความฝัน ศพของหัวใจ ที่ถูกฝังไปต่อหน้าต่อตา
แม่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับชุดหมั้นที่แขวนอยู่ในถุงพลาสติกใส เธอวางมันลงบนเก้าอี้อย่างภาคภูมิใจ
“รัน ลองใส่ดูสิจ๊ะ ชุดนี้ตัดมาอย่างดีเลยนะ เหมาะกับลูกมาก”
ฉันฝืนยิ้ม พยักหน้า แล้วเดินไปลูบผ้าไหมเรียบลื่นที่ถูกออกแบบมาให้หรูหรา แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมันคือเกราะพันธนาการที่จะล็อกฉันไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม
พ่อเดินเข้ามาทีหลัง สีหน้าเปี่ยมความพอใจ
“เหลือเวลาไม่กี่วันแล้ว ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว ครอบครัวเรากำลังจะก้าวอีกขั้น…รัน ลูกทำเพื่อพ่อกับแม่ได้ใช่ไหม”
ฉันเม้มปากแน่น สายตาหลบเลี่ยง
อยากจะะโออกไปว่า “ไม่! นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉัน้า”
แต่คำพูดเ่าั้ติดอยู่ในลำคอ ไม่อาจเปล่งออกมาได้แม้แต่น้อย
ในทุก ๆ คืนฉันนอนไม่หลับ เสียงหัวเราะของแม่ที่พูดถึงอนาคต เสียงพ่อที่ภูมิใจกับการจับมือทางธุรกิจ และเสียงหัวใจของตัวเองที่ร้องไห้อย่างเงียบงัน มันตีกันอยู่ในหัว
ฉันหยิบมือถือขึ้นมา บางครั้งก็เลื่อนดูรายชื่อที่ว่างเปล่า ไม่มีนที ไม่มีช่องทางติดต่อเขา เพราะั้แ่ต้นฉันเองเป็คนกำหนดกฎนั้นขึ้นมาเอง
แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งคิด ยิ่งห้ามก็ยิ่งโหยหา
เวลานับถอยหลังเหลือไม่กี่วัน…
เหมือนโลกกำลังบังคับให้ฉันเลือกระหว่างหน้าที่และหัวใจ ระหว่างความสุขชั่วคราวกับความจริงที่ต้องแบกรับไปชั่วชีวิต
ฉันเงยหน้ามองกระจกเงา สายตาตัวเองในนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ริมฝีปากขยับถามคำถามที่ไม่มีใครตอบ:
“แล้วฉัน…จะหายใจต่อไปได้ยังไง ถ้าไม่มีเขา”
“ทำไมความรักของฉันถึงต้องผิดั้แ่แรก…”
ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น…ฉันก็ยังเลือกที่จะเจอเขา เลือกที่จะกลับไปหานทีทุกครั้งที่มีโอกาส
เพราะนั่นคือ่เวลาที่ทำให้ฉันยังรู้สึกว่า ฉันมีชีวิต
คืนก่อนวันหมั้น – ทางเดินหน้าห้องนที
เสียงฝนโปรยลงมาจากท้องฟ้าไม่ขาดสาย ถนนเปียกสะท้อนแสงไฟสลัว ๆ จากเสาไฟด้านนอก รันลวีเดินกึ่งรีบกึ่งลังเลขึ้นบันไดแคบ ๆ ของอพาร์ตเมนต์เงียบสงัดในย่านชานเมือง
หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือเย็นชื้นเพราะทั้งฝนและความประหม่าที่อัดแน่นอยู่ในอก
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องของนที เธอยกมือขึ้นเคาะ ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงสะท้อนเบา ๆ ในทางเดินว่างเปล่า แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ
เธอลองเคาะอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม “นที…เปิดประตูหน่อย”
ความเงียบยังคงเป็คำตอบเดียว
รันลวีค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่ง กอดเข่าแนบอก พิงหลังกับบานประตูไม้เก่า ๆ ที่เย็นชืด
น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ ผสมกับเม็ดฝนที่ยังเกาะอยู่ตามปลายผม
“พรุ่งนี้…พี่ก็จะเป็ของคนอื่นแล้ว แต่คืนนี้…พี่ยังอยากอยู่กับเธอ อยากเห็นหน้าเธอแค่ครั้งเดียวก็ยังดี”
เธอพูดพึมพำกับตัวเอง เสียงเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝน
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า ทางเดินเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเอง รันลวีค่อย ๆ หลับตาลง ความเหนื่อยล้าและความกังวลพาให้เธอเผลอเอนหัวซบเข่าตัวเอง หลับไปทั้งน้ำตา…
ไม่นานต่อมา
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากปลายทางเดิน ประตูเหล็กบานใหญ่ของอพาร์ตเมนต์เปิดออก นทีเดินเข้ามาในสภาพเปียกฝน เสื้อเชฟยังคลายกระดุมไม่เรียบร้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากงานที่ลากยาว
แต่แล้วเขาก็ชะงักทันทีที่เห็นเธอ รันลวี นั่งกอดเข่าอยู่หน้าห้องของเขาเหมือนเด็กหลงทาง
“พี่รัน…?” เสียงนทีสั่น เผลอหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด
รันลวีค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงช้ำเพราะน้ำตา แต่รอยยิ้มบาง ๆ ก็ผุดขึ้นบนริมฝีปากทันทีที่เห็นเขา
“นที…พี่รอเธออยู่”
หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบแน่น ทั้งใ ทั้งเ็ป และทั้งโหยหาในเวลาเดียวกัน
เช้าวันหมั้น – ห้องพักนที
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเบา ๆ แต่แทบไม่มีความหมายใด ๆ สำหรับนที เขาลืมตาช้า ๆ ทอดมองเพดานสีซีด เหมือนกำลังพยายามดึงสติกลับมาสู่โลกจริงที่เขาไม่อยากอยู่
เมื่อคืน…ภาพรันลวีนั่งรอเขาหน้าห้อง กอดเข่าอย่างสิ้นหวัง ยังติดตาไม่จาง และความอบอุ่นของการได้กอด ได้อยู่ใกล้ ได้มองตาเธอในความเงียบ ทั้งหมดมันยังอวลอยู่ในหัวใจ
แต่วันนี้ วันนี้คือวันที่เธอจะหมั้นกับผู้ชายอีกคน ไม่ใช่เขา
นทีค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ท้าวศอกกับเข่าแล้วเอามือปิดหน้า สูดลมหายใจลึก ๆ เหมือนพยายามกดบางสิ่งที่พุ่งพล่านในอก
“มันเจ็บจนพูดไม่ออก แต่จะทำยังไงได้”
เขาลุกไปที่ระเบียง มองออกไปเห็นสายฝนโปรยลงมาไม่ขาดหยด ราวกับฟ้ากำลังร้องไห้แทนเขา
หยิบแก้วกาแฟที่วางค้างไว้ั้แ่เมื่อคืนขึ้นมา แต่รสขมกลับไม่อาจกลบความขมในใจได้เลย
หัวใจะโบอกว่าอยากไป อยากเห็น อยากอยู่ตรงนั้น ถ้าแค่ยืนมองเธอในชุดหมั้นจากที่ไกล ๆ ก็ตาม
แต่สติกลับกระซิบว่า ไม่ควร…ไม่ใช่ที่ของเรา
นาทีเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดดูรายชื่อที่ว่างเปล่าเพราะเขาไม่เคยได้เบอร์ของเธอ ไม่เคยได้ช่องทางติดต่อใด ๆ มีเพียง “ความทรงจำ” ที่ต้องเก็บไว้คนเดียว
“นี่มันบ้าไปแล้ว…เธออยู่ตรงนี้ใกล้แค่เอื้อม แต่กลับเป็คนที่ผมไม่มีสิทธิ์แตะต้องอีกต่อไป”
เขายืนเงียบอยู่นาน เสียงฝนดังประสานกับเสียงหัวใจที่ปวดร้าว จนสุดท้ายก็หัวเราะขม ๆ ออกมา
“นที…มึงมันก็แค่คนผ่านมา คนที่เขาจะลืมในไม่ช้า”
แต่แม้จะพูดแบบนั้น ข้างในกลับรู้ดีว่า…ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันลืมเธอได้เลย
เช้าวันหมั้น – ห้องนอนรันลวี
แสงแดดอุ่นยามสายส่องลอดผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้อง กลิ่นดอกไม้สดที่แม่เตรียมไว้สำหรับงานหมั้นลอยมาแตะจมูก แต่สำหรับรันลวี ทุกสิ่งที่ควรจะเป็ “ความสุข” กลับกลายเป็เหมือนเงื่อนไขที่บีบหัวใจ
เธอนั่งอยู่หน้ากระจก ชุดคลุมบางเบาสีขาวพาดบนร่าง ผมยาวสยายยังไม่ได้เกล้าแต่งตามพิธี สายตาเธอจับจ้องไปยังเงาสะท้อนตรงหน้า แต่ใจกลับเหม่อลอยไปไกล
ไปถึงเมื่อคืน ภาพที่เธอแอบไปหานที นั่งรอเขาหน้าห้อง เห็นหน้าเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และอ้อมกอดเงียบ ๆ ที่ได้รับจากเขา มันชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
หัวใจของเธอะโบอกว่า “คนนั้นแหละที่พี่อยากอยู่ด้วยไม่ใช่ใครอื่น”
แต่เสียงจากครอบครัว เสียงจากพ่อแม่ และสายตาของสังคมรอบตัว กลับตอกย้ำว่า “หน้าที่ของลูกสาวตระกูลนี้คือการแต่งงานเพื่อเชื่อมพันธมิตร ไม่ใช่เลือกด้วยหัวใจ”
รันลวีเอื้อมไปแตะโทรศัพท์มือถือที่วางบนโต๊ะเครื่องแป้ง กดหน้าจอขึ้นมาแล้วจ้องมันอยู่นาน
ไม่มีแม้แต่ช่องทางที่จะบอกลาเขาอย่างถูกต้อง ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะส่งข้อความง่าย ๆ ว่า “อย่าเกลียดพี่เลย”
เธอหลับตาลงช้า ๆ น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ โดยไม่ทันรู้ตัว มือบีบโทรศัพท์แน่นเหมือนอยากส่งความรู้สึกทั้งหมดไปถึงเขา แต่ก็ทำได้เพียงเก็บมันไว้ในใจ
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมเสียงแม่
“รันจ๋า…อีกไม่กี่ชั่วโมงช่างแต่งหน้าจะมาแล้วนะลูก เตรียมตัวไว้ด้วยนะ”
รันลวีสูดหายใจลึก กลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยก่อนตอบไป
“ค่ะ…รันกำลังเตรียมตัวค่ะ”
แต่ทันทีที่เสียงฝีเท้าแม่ลับไป เธอก็ปล่อยน้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง น้ำตาที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรับรู้
“นที…พี่ขอโทษจริง ๆ ถึงแม้พี่จะเลือกไม่ได้ แต่หัวใจพี่…เป็ของเธอเสมอ”
บ่าย/เย็น – วันหมั้นของรันลวี
แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าคริสตัลในห้องจัดเลี้ยงโรงแรมหรูสะท้อนกับผนังกระจกใส ทุกมุมถูกประดับด้วยดอกกุหลาบและลิลลี่สีขาว ผสมผสานความหรูหราและความเป็ทางการ แเื่มากมายจากทั้งสองตระกูลเดินเข้าออก คุยกันด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยมารยาททางสังคม
เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงเบา ๆ แทบจะกลบเสียงในใจของรันลวีไม่ได้
เธอสวมชุดเดรสหมั้นสีงาช้าง ปักลายละเอียดด้วยคริสตัลเล็ก ๆ จนแสงไฟสะท้อนวิบวับออกมา ทุกคนมองเธอด้วยสายตาชื่นชมและยินดี แต่ภายในใจของเธอกลับเหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น
น้นทวี ผู้ชายที่ครอบครัวเลือกให้ยืนเคียงข้างเธอในวันนี้ ยิ้มสุภาพ ยื่นมือมาเชิญเธอให้นั่งข้าง ๆ บนเวทีพิธีหมั้น
“พร้อมนะครับน้องรัน” เขาพูดเบา ๆ
รันลวีฝืนยิ้ม พยักหน้าเล็กน้อย แม้ในใจจะร้องะโว่า “ไม่เลย”
แขกพากันปรบมือ เสียงประกาศจากพิธีกรเชิญทั้งสองครอบครัวขึ้นบนเวที ทุกอย่างดำเนินไปตามที่ถูกวางแผนไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่สำหรับรันลวี มันเหมือนละครที่เธอถูกบังคับให้เล่น
ด้านนอกโรงแรม
ฝนเริ่มโปรยลงมาเบา ๆ ท้องฟ้าในเย็นวันนั้นครึ้มเหมือนสะท้อนความรู้สึกของใครบางคน
นทีหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรม มองแสงไฟเจิดจ้าและป้ายงานหมั้นที่ประดับชื่อ “น้นทวี – รันลวี”
หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออก
เขาไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไป ไม่อยากเห็นภาพที่ตัวเองรู้ว่าจะต้องเจ็บมากกว่านี้ จึงยืนนิ่งอยู่กลางสายฝน ให้หยดน้ำเย็นจัดกลบความร้อนรุ่มในอก
คำพูดของตาชัยยังดังก้องอยู่ในหัว
“วางได้แล้วยังไงทุกอย่างก็จบไปแล้ว…เอ็งต้องใช้ชีวิตให้มีความสุข”
แต่ทำไม…การยืนดูผู้หญิงที่รักถูกผูกพันธะกับคนอื่น ถึงเจ็บยิ่งกว่าการเสียพ่อเสียอีก
ภายในงาน
เสียงปรบมือดังก้อง เมื่อพิธีกรกล่าวถึงการแลกแหวนหมั้น รันลวีหันไปมองน้นทวีที่กำลังยื่นแหวนมาให้เธอมือของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามยกขึ้นรับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
ในวินาทีนั้น เธอแอบหันไปทางด้านหลังเวที ราวกับหวังเล็ก ๆ ว่าอาจจะเห็นใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้นแต่สิ่งที่เจอมีเพียงความว่างเปล่า
รันลวีสูดหายใจ กดความรู้สึกทั้งหมดไว้ข้างใน ก่อนจะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่ควรเป็
ความรักของเธอกับนที ถูกเก็บไว้เป็เพียงความลับในเงามืดของหัวใจ
กลางคืนหลังจบงานหมั้น
ไฟห้องชุดหรูถูกเปิดขึ้นเบา ๆ แสงวอร์มไวท์สาดกระทบผนังสีครีมอ่อน รันลวีเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า รองเท้าส้นสูงถูกถอดวางข้างประตู ร่างกายที่ดูสง่างามตลอดทั้งงานกลับทรุดลงทันทีที่เธอปล่อยตัวลงบนโซฟา
เธอถอนหายใจยาว มือยังคงถือช่อดอกไม้ที่แขกในงานยื่นให้ ดอกกุหลาบสีขาวสะท้อนแสงไฟ แต่ในสายตาของรันลวี มันกลับไร้ชีวิตชีวา เธอค่อย ๆ วางมันลงบนโต๊ะกระจก แล้วกุมหน้าผากตัวเอง
เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือในงานยังดังก้องในหู ภาพสายตาของแเื่ที่มองเธอด้วยความชื่นชม แทบจะกลายเป็ โซ่ตรวน ที่มัดเธอแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
รันลวี: (พึมพำกับตัวเอง) “พี่ทำถูกแล้วใช่ไหม…? เพื่อครอบครัว เพื่อบริษัท เพื่อทุกอย่าง…แต่หัวใจพี่…มันไม่ได้อยู่ตรงนี้เลย”
น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ทั้งวัน ค่อย ๆ ไหลรินลงแก้ม เธอยกมือปาดแรง ๆ แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งไหลมากขึ้น
เธอลุกขึ้น เดินไปที่ระเบียง เปิดประตูกระจกออก ลมกลางคืนพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นฝนที่ยังคงหลงเหลือจากพายุบ่ายวันนี้ เธอยืนกอดอก มองท้องฟ้ามืดที่ไร้ดาว
ในหัวผุดภาพนทีขึ้นมา ชายหนุ่มที่เธอเจอโดยบังเอิญในคืนฝนพรำ รอยยิ้มซื่อ ๆ คำพูดจริงใจ และััอบอุ่นที่ทำให้เธอรู้สึก เหมือนได้เป็ตัวเอง
รันลวี: (เสียงสั่น ขณะพูดคนเดียว)
“นที…ถ้าพี่เลือกได้ พี่อยากวิ่งไปหานาย อยากอยู่กับนาย ไม่ใช่นั่งตรงนั้น ยิ้มให้ใครที่ไม่ได้รักเลย”
เธอยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ภาพจูบแรกในรถคืนฝนตกผุดขึ้นมาอีกครั้ง น้ำตาไหลไม่หยุด
เธอก้มหน้าลง สะอื้นเบา ๆ ร่างกายทั้งร่างเหมือนหมดแรงพิงกับราวระเบียง
แต่สุดท้าย รันลวีก็พึมพำออกมาเพียงคำสั้น ๆ
“ขอโทษนะนที ขอโทษจริง ๆ”
ในห้องที่เงียบสงัด เสียงสะอื้นของเธอก้องสะท้อนอยู่เพียงลำพัง