“น้องสาวข้าอยู่ไหนรึ?”หยางถิงเฟิงถาม เขาใคร่อยากเห็นหน้าน้องสาวยิ่งนักอยากรู้ว่านางหน้าตาเป็อย่างไร? อ้วนผอมดำขาวเช่นไร?
เขาจะได้เจอนางตอนกินมื้อเย็นร่วมกับท่านพ่อเย็นนี้แต่ไหนๆ เขาก็มาถึงที่นี่แล้ว เขาจึงอยากเห็นนางสักหน่อย
“คุณหนูหลับอยู่ในห้องเ้าค่ะ”รุ่ยหลินตอบ หยางถิงเฟิงจึงก้าวเท้าไปทางเรือนหลังนั้นรุ่ยหลินรีบก้าวตามไปพลางบอก “คุณหนูหลับอยู่นะเ้าคะ”
“ข้าก็ไม่ได้จะปลุกนางสักหน่อยนี่ข้าแค่อยากเห็นหน้านางเท่านั้นเอง เ้าจะเสียงดังทำไมเนี่ย?”หยางถิงเฟิงบ่นพลางเดินต่อไป รุ่ยหลินจึงมีท่าทางอีหลักอีเหลื่อยิ่งนักคุณชายน้อยเป็บุตรชายของนายท่าน นางจึงไม่กล้าขัดขวางแต่ว่าคุณหนูของนางกำลังนอนกลางวันอยู่ หากว่าถูกรบกวนจนตื่นขึ้นมาอนุหลิวก็คงตำหนินางเช่นกัน จะขัดขวางก็ไม่ได้ จะห้ามปรามก็ไม่ดีสรุปแล้วคือไม่ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง!
หยางถิงเฟิงเดินเข้าไปในเรือนเขามองไปเรื่อยๆ พลางเดินก้าวเข้าไปจนถึงห้องนอนรุ่ยหลินเดินตามไปสีหน้าอีหลักอีเหลื่อ นางเอ่ยห้ามเสียงเบา “คุณชาย...”
ซื่อเฟิงเห็นเด็กชายคนหนึ่งเข้ามานางเห็นหน้าตาที่ละม้ายคล้ายนายท่านถึงเจ็ดแปดส่วนจึงลุกขึ้นกุมมือคารวะ “คุณชาย”
หยางถิงเฟิงยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็เชิงห้ามนางส่งเสียงเขาก้าวเดินอ้อมฉากบังตาไปจนถึงข้างเตียงที่ปล่อยม่านมุ้งลงมากันยุงกันแมลงม่านมุ้งบางเบาทำให้พอจะมองเห็นเงาร่างบนเตียงรางๆเขายื่นมือไปแหวกม่านมุ้งนิดหนึ่ง ทั้งซื่อเฟิงและรุ่ยหลินกำลังจะเอ่ยห้ามก็ไม่กล้าส่งเสียงดังริมฝีปากพวกนางจึงได้แต่อ้าๆ หุบๆ แต่ไร้เสียงออกมา
หยางถิงเฟิงมองดูคนบนเตียงที่นอนตะแคงหันหน้ามาทางเขาพอดีรูปร่างน้องสาวดูอวบอ้วนกลมป้อม ผิวขาวผ่องราวกับปุยฝ้าย หน้าตานางปากนิดจมูกหน่อยแก้มป่องอวบอ้วน สรุปแล้วเป็น้องสาวตัวอ้วนนี่เอง!
เขานั่งลงบนเตียงแล้วมองดูนางใจอยากจะยื่นมือไปบีบแก้มอ้วนๆ นั้นเหลือเกิน แต่ก็กลัวว่าจะทำให้น้องสาวตื่นขึ้นมามือเขาจึงขยับขยุกขยิกอย่างตัดสินใจไม่ได้สักที
ซื่อเฟิงกับรุ่ยหลินจึงได้แต่ยืนอยู่ข้างเตียงพวกนางกลัวว่าคุณชายน้อยจะปลุกคุณหนูของพวกนางขึ้นมา
หยางถิงเฟิงนั่งมองอยู่พักหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไปรุ่ยหลินกับซื่อเฟิงลอบถอนหายใจที่คุณหนูไม่ได้ถูกรบกวนการนอนกลางวัน
ตอนเย็น หยางซีถิงพาอนุหลิวไปที่เรือนท่านแม่ เพื่อกินข้าวร่วมกันมื้อแรกจูลี่ถิงนั่งอยู่ในห้องโถง มีหยางถิงเฟิงนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อสาวใช้รายงานว่า“นายท่านกับอนุหลิวมาเ้าค่ะ”
จูลี่ถิงจึงมองไปเห็นลูกชายประคองอนุหลิวเดินเข้ามาท่าทางแทบจะอุ้มกันเลยทีเดียวทำให้นางมองอย่างขัดหูขัดตาแวบหนึ่ง “ฮึ!”
หยางถิงเฟิงมองดูท่านพ่ออนุหลิว แล้วก็น้องสาวตัวอ้วนที่เดินตามหลังมา
“ท่านแม่” หยางซีถิงกุมมือคารวะหลิวฟางอิ่งก็คารวะเช่นกัน “ท่านแม่”
“ฮูหยินผู้เฒ่า”เฟิ่งหวงคารวะอย่างไร้เดียงสานางไม่ได้เรียกจูลี่ถิงว่าท่านย่าเพราะว่าอีกฝ่ายไม่ได้ให้นางเรียกอย่างนั้นหลิวฟางอิ่งจึงสอนลูกให้เรียกจูลี่ถิงว่า ‘ฮูหยินผู้เฒ่า’ เหมือนเช่นที่คนอื่นๆ เรียกขานกัน
หยางถิงเฟิงลุกขึ้นกุมมือคารวะท่านพ่อ“ท่านพ่อขอรับ”
“อืม”หยางซีถิงพยักหน้าทีหนึ่งแล้วแนะนำว่า “นี่คืออนุหลิวส่วนนั่นน้องสาวคนใหม่ของเ้า นางแซ่เฟิ่ง ชื่อหวง”
หยางถิงเฟิงจึงก้าวไปยืนตรงหน้าเฟิ่งหวงยื่นมือไปบีบแก้มอ้วนๆ ที่เขาคิดอยากจะบีบั้แ่ตอนที่เห็นนางนอนหลับอยู่ แต่อาจจะเป็เพราะเขาบีบแรงเกินไปกระมังเฟิ่งหวงจึงเบะปากร้องไห้ “แง้!”
หยางถิงเฟิงรีบปล่อยมือทันทีเขาทำหน้าฉงน เขาบีบแค่เบาๆ เท่านั้นเองไยน้องสาวตัวอ้วนถึงร้องไห้เสียแล้วล่ะ?
“หวงเอ๋อร์ ไม่ร้องๆพี่ชายแค่หยอกเ้านิดหน่อยเท่านั้นเอง” หลิวฟางอิ่งปลอบลูกสาวหยางถิงเฟิงหันไปมองดูท่านพ่อกับท่านย่าอย่างจนใจเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นางร้องไห้เลยนะ เขามองดูแก้มนางที่เป็รอยแดงๆแล้วเหลือบมองดูมือตัวเองอย่างฉงน เขาบีบเบาๆ หน่อยเดียวเองทำไมถึงได้แดงขนาดนี้ล่ะ?
แน่นอนว่าเขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีพละกำลังมากขนาดไหนจากการถูกท่านพ่อจับฝึกวรยุทธ์ั้แ่เริ่มเดินได้!
“หวงเอ๋อร์พี่ชายไม่ได้จะแกล้งเ้าเสียหน่อย เ้าจะร้องไห้ทำไม มาๆ เอาขนมไปกินเร็ว”จูลี่ถิงบอกพลางหยิบขนมชิ้นหนึ่งบนโต๊ะข้างๆ ยื่นให้ หลิวฟางอิ่งจึงรุนหลังลูกสาว“รีบขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าซิลูก”
“ควรเรียกข้าว่าท่านย่าได้แล้วเ้าแต่งเข้าจวนมาแล้ว นางก็ถือเป็หลานข้า” จูลี่ถิงบอกน้ำเสียงค่อนข้างแข็งแม้นางจะไม่พอใจอนุคนนี้อยู่บ้าง แต่ว่านางก็แยกแยะถูกผิดชัดเจนอีกอย่างเด็กเฟิ่งหวงนั่นก็น่ารักดี นางจึงเมตตาประดุจหลานแท้ๆ
“รีบขอบคุณท่านย่าซิลูก”หลิวฟางอิ่งบอก เฟิ่งหวงจึงค่อยๆ หยุดร้องไห้ นางใช้แขนเสื้อเช็ดๆ น้ำตาแล้วกุมมือ“ขอบคุณท่านย่าเ้าค่ะ”
“มาๆ เอาขนมไปกิน”จูลี่ถิงบอก เฟิ่งหวงจึงเดินไปหาท่านย่า รับขนมชิ้นนั้นมา นางไม่ได้กินทันทีแต่บิออกมาส่วนหนึ่งแล้วแบ่งให้ท่านแม่ จากนั้นก็บิให้ท่านพ่อ แล้วก็บิให้พี่ชายนางบิส่วนที่เหลือออกเป็ 2 ส่วนแล้วยื่นชิ้นที่ใหญ่กว่าให้ท่านย่าทำเอาจูลี่ถิงรู้สึกเอ็นดูนัก “โถ ช่างมีน้ำใจนัก เ้ากินเถอะข้ายังมีอีกตั้งเยอะ”
นางดันมือเฟิ่งหวงกลับไปเฟิ่งหวงจึงกินขนมชิ้นนั้น จูลี่ถิงมองอย่างเอ็นดูพลางลูบๆศีรษะหลานนอกไส้สองสามที แล้วบอกว่า “ไปๆ ไปกินข้าวกัน”
นางบอกแล้วก็เดินนำหน้าไปสาวใช้ช่วยประคองอยู่ข้างๆ หยางซีถิงก็เดินตามไปพลางหันไปมองอนุหลิวทีหนึ่งหลิวฟางอิ่งจึงจูงมือลูกเดินตามไป นางรู้สึกเบาใจที่แม่สามีเอ็นดูบุตรสาวของนางนางไม่เคยสอนลูกให้ประจบประแจงแม้แต่น้อย แต่นางสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน ดังนั้นเวลามีของกินอะไรเฟิ่งหวงก็จะแบ่งให้คนในครอบครัวเสมอ
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว หยางซีถิงก็ลาท่านแม่แล้วพาอนุหลิวกลับไป หยางถิงเฟิงรั้งน้องสาวคนใหม่ให้อยู่เล่นด้วยกันเฟิ่งหวงจึงยังอยู่ที่เรือนของท่านย่า จูลี่ถิงก็ปล่อยให้เด็ก 2 คนเล่นด้วยกันหยางถิงเฟิงจึงชวนน้องสาวออกไปเล่นข้างนอกโดยมีแม่นมซื่อ กับแม่นมอี้ซาน(屹珊) ซึ่งเป็แม่นมของหยางถิงเฟิง คอยดูแลอยู่ข้างๆ
เด็ก 2คนวิ่งไล่กันอยู่ในลานเรือนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลั่นไปหมดเฟิ่งหวงวิ่งเล่นไปได้สักพักก็ไม่วิ่งแล้ว นางวิ่งไปหาแม่นมซื่อพลางบอก “หิวแล้ว”
แม่นมซื่อจึงล้วงขนมออกมายื่นให้คุณหนูเฟิ่งหวงรับขนมชิ้นนั้นมากิน เคี้ยวจนแก้มตุ่ย หยางถิงเฟิงเห็นเช่นนั้นก็ถาม“เ้ากินข้าวไม่อิ่มรึ?”
เฟิ่งหวงยังเคี้ยวแก้มตุ่ยจึงไม่อาจตอบท่านแม่สอนนางว่า ‘กินไม่พูด นอนไม่เล่น’ ดังนั้นนางจึงรอจนกลืนขนมลงไปหมดแล้วจึงได้ตอบเขา“ท่านแม่ไม่ให้ข้ากินเยอะ ท่านแม่บอกว่าถ้าท่านย่าวางตะเกียบแล้วข้าต้องหยุดกินข้าเลยกินไม่อิ่ม”
หยางถิงเฟิงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ตัวเขาอยากกินอะไรก็กิน ทั้งยังกินเร็วดังนั้นเขาจึงกินอิ่มก่อนที่ท่านย่าจะกินเสร็จเขามองดูขนมชิ้นเดียวที่ไม่ใหญ่นักชิ้นนั้น ดูๆแล้วคิดว่าน้องสาวน่าจะยังไม่อิ่มเขาจึงรีบวิ่งปรู๊ดไปหยิบขนมในเรือนออกมายื่นให้นางทั้งจาน “กินซิ”
“ขอบคุณพี่ชาย”เฟิ่งหวงบอกพลางรับจานมาแล้วหยิบกินนางเห็นเขามองอยู่นางจึงยื่นขนมให้เขาชิ้นหนึ่ง “ให้พี่ชาย”
หยางถิงเฟิงี้เีจับขนมให้เปื้อนมือเขาจึงอ้าปากกัดขนมชิ้นนั้นเข้าไปครึ่งอัน รสชาติขนมก็อร่อยเหมือนทุกๆ ครั้งแต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าขนมชิ้นนี้อร่อยกว่าขนมชิ้นอื่นๆ ที่เขาเคยกินเขาเคี้ยวๆ อย่างมีความสุขแล้วกัดขนมที่เหลืออีกครึ่งอันเข้าปากเขาเห็นเศษขนมติดนิ้วกลมป้อม เขาจึงแลบลิ้นเลียเศษขนมนั้นไปด้วย
ภาพฉากนี้ทำให้เหอซินซือ(何欣诗)ซึ่งเป็น้าของหยางถิงเฟิงร้องเสียงแหลม “อ๊าย! บัดสีนัก”
นางรีบถลันไปดึงตัวหลานชายออกห่างจากเด็กเฟิ่งหวงทันทีพลางด่าว่า “เ้าเป็เด็กเป็เล็ก ริยั่วยวนผู้ชายแต่เล็กเชียวรึ!”
เฟิ่งหวงมีสีหน้างุนงงนางไม่เข้าใจสิ่งที่สตรีคนนี้พูดเลย อะไรคือยั่วยวน?
“ท่านน้าซือ”หยางถิงเฟิงเรียก เขาก็ไม่เข้าใจคำพูดของท่านน้าซือเช่นกัน เขาแค่กินขนมแค่นี้เขาทำอะไรผิดหรือ? ไยท่านน้าต้องด่าน้องสาวเขาด้วยล่ะ?
“ไปๆเ้าอยู่ให้ห่างเด็กนี่หน่อยไม่เช่นนั้นวันหน้าเ้าคงถูกนางยั่วยวนจนโงหัวไม่ขึ้นแน่”เหอซินซือบอกพลางจูงหลานชายเดินไปทางห้องโถงทันทีนางจะปล่อยให้หลานชายถูกนังเด็กนี่ยั่วยวนจนหลงใหลโงหัวไม่ขึ้นเหมือนอย่างพี่เขยไม่ได้เด็ดขาดแม่เป็อย่างไร ลูกก็เป็อย่างนั้น!
ดูพี่เขยนางเป็ตัวอย่างซิหลงใหลมารดาของนังเด็กนี่จนถึงขั้นรับตัวเข้าจวนมาเป็อนุ ทั้งๆที่ตระกูลเหอพยายามเสนอให้พี่เขยแต่งกับนางตั้งหลายครั้งหลายหนหลังจากที่พี่สาวต่างมารดาของนางตายจากไปแต่ก็ไม่สำเร็จเสียที จนนางอายุเลยวัยแต่งงานไปมากโข บิดานางจึงให้นางแต่งงานกับบุตรชายที่เกิดจากอนุของท่านโหว*คนหนึ่ง นี่ทำให้นางแอบแค้นเคืองพี่เขยยิ่งนัก นางไม่งามหรืออย่างไร?ถึงได้ไม่เข้าตาเขา!
(บรรดาศักดิ์ 5 ขั้นรองจากอ๋อง อันได้แก่กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน
บรรดาศักดิ์ชั้น ‘กง’ 公 : โดยมากพระราชทานให้เชื้อพระวงศ์และข้าราชสำนักชั้นสูง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง คือ กั๋วกง 國公 และเป็ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิสามารถสืบทอดผ่านลูกหลานได้
บรรดาศักดิ์ชั้น ‘โหว’ 侯 : เป็บรรดาศักดิ์รองจากชั้น กงได้รับยศจากการสืบสกุล หรือได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ เนื่องจากมีความดีความชอบส่วนบรรดาศักดิ์ชั้นรองจากโหว คือ ‘ป๋อ’ 伯‘จื่อ’ 子 และ ‘หนาน’ 男
ทั้งนี้ในสมัยราชวงศ์โจว บรรดาศักดิ์ 5 ขั้นนี้ล้วนแล้วแต่เป็บรรดาศักดิ์ที่สามารถสืบทอดผ่านลูกหลานได้ทั้งหมดภายหลังจึงมีการปรับเปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับยุคสมัยค่ะ
นอกเหนือจากบรรดาศักดิ์ 5 ขั้นนี้ ยังมีอีก 1บรรดาศักดิ์ที่ทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือ ‘หวัง’ หรือ ‘อ๋อง’ 王
ในสมัยโบราณ คำว่า ‘อ๋อง’ใช้เรียกาาผู้ปกครองแคว้น ภายหลังจึงปรับเปลี่ยนเป็ ‘หวงตี้’ 皇帝 ส่วนอ๋องก็กลายเป็บรรดาศักดิ์แทนบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นอ๋องได้แก่ ชินอ๋องเป็บรรดาศักดิ์ที่จักรพรรดิแต่งตั้งให้แก่โอรส พระเชษฐา พระอนุชา คนในราชสกุลหรือ 'ข่าน' แห่งมองโกลเป็บรรดาศักดิ์ชั้นยศสูงสุดรองจากรัชทายาทและสามารถสืบทอดให้ลูกหลานได้เช่นกันค่ะ)
ครั้นเขาแต่งงานใหม่นางคิดว่าสตรีผู้นั้นต้องเป็สตรีที่งดงามมีฐานะสูงส่งไม่แพ้พี่สาวต่างมารดาคนนั้นของนางแน่ๆแต่ผลกลับกลายเป็ว่า สตรีที่เขารับเป็อนุคนนั้นเป็แม่หม้าย! ซ้ำยังมีลูกติด 1 คน อีกทั้งฐานะตระกูลของนังคนนั้นก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งนัก!
นางยังไม่เคยเห็นหน้าอนุคนใหม่ของพี่เขยแต่ว่านางเคยเห็นลูกติดของสตรีนางนั้นตอนที่นางมาร่วมอวยพรงานแต่งเมื่อวานทำให้นางไม่ชอบเด็กคนนั้นเลย ถึงขั้นเกลียดด้วยซ้ำ!
หยางถิงเฟิงได้แต่เดินตามแรงดึงของท่านน้าซือไปอย่างงุนงงเขาหันไปโบกๆ มือให้น้องสาว เฟิ่งหวงก็ยกมือขึ้นโบกๆ ให้พี่ชาย เหอซินซือหันไปถลึงตาให้เด็กเฟิ่งหวงตาพองควักๆพึมพำก่นด่าว่า “หนอย! นังเด็กนี่ ยังจะยั่วยวนหลานข้าอีก!”
ซื่อเฟิงเห็นสถานการณ์กลายเป็เช่นนี้แล้วนางจึงรีบอุ้มคุณหนูของนางกลับเรือนไปทันทีนางไม่อยากให้คุณหนูของนางถูกใครรังแก อนุหลิวมีฐานะเป็แค่อนุไม่มีอำนาจอะไรในจวนนี้ หากว่าคุณหนูถูกคนรังแกคงทำได้แค่เก็บความคับแค้นเอาไว้ในใจเท่านั้น
เฟิ่งหวงถูกอุ้มไปก็ยังไม่รู้เื่รู้ราวอะไรนางได้แต่มองๆ อย่างงุนงงไม่เข้าใจ พลางถามแม่นมซื่อว่า “จะกลับแล้วหรือ?”
“เ้าค่ะควรกลับได้แล้วเ้าค่ะ ฟ้ามืดแล้ว” ซื่อเฟิงบอกเสียงเบานางอุ้มคุณหนูเดินก้าวเร็วๆ กลับเรือนไป
เหอซินซือก็จูงหลานชายไปหาฮูหยินผู้เฒ่าเมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่านางก็เล่าภาพที่เห็นเมื่อครู่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟังทั้งยังใส่สีตีไข่เพิ่มไปอีกว่าเห็นเด็กเฟิ่งหวงนั่นชะม้ายชายตาเล่นหูเล่นตาให้หลานชายนาง ช่างบัดสีบัดเถลิงนัก!
นางพูดเสียจนภาพลักษณ์เด็กน้อยคนหนึ่งกลายเป็นางมารจิ้งจอกไปแล้ว!
หากว่าเด็กเฟิ่งหวงนั่นอายุสัก12 หรือ 13 ปี ฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะเชื่ออยู่บ้าง แต่นี่เด็กคนนั้นเพิ่งจะอายุแค่ 5ขวบกว่าๆ เองนะ นางจะรู้จักยั่วยวนอะไร วันๆ เห็นแต่นางกินๆ นอนๆวิ่งเล่นไร้เดียงสายิ่งนัก ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้แต่ติงว่า “เด็กนั่นอายุแค่ 5 ขวบเ้าก็พูดเกินไปหน่อยกระมัง”
เหอซินซินถูกติงเช่นนั้นนางจึงไม่พูดอะไรอีกได้แต่บอกว่า “ถึงอย่างไรก็ควรระวังๆ ไว้บ้างนะเ้าคะท่านป้าเด็กนั่นหน้าตาส่อเค้าว่าจะงดงาม หากไม่ระวังไว้บ้าง เฟิงเอ๋อร์ถูกล่อลวงไปเขาจะเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ ถึงอย่างไร 2 คนก็เป็พี่น้องกันแล้ววันหน้าเฟิงเอ๋อร์ก็คือซื่อจื่อ* ของจวนแม่ทัพใหญ่อย่างไรท่านป้าก็ควรจะระวังไว้บ้าง กันไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้นะเ้าคะ”
(ซื่อจื่อ (世子) ในภาษาจีนหมายถึง บุตรชายคนโตของขุนนางชั้นสูง หรือผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของราชวงศ์จีน คำนี้มักใช้เรียกบุตรชายคนโตของอ๋อง(王/ Wáng) หรือเชื้อพระวงศ์ที่มีบรรดาศักดิ์
ความหมายและบริบทการใช้งาน : ซื่อจื่อเป็ตำแหน่งที่บ่งบอกถึงผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งและศักดินาของบิดา
ความแตกต่างจาก ไท่จื่อ : ไท่จื่อ (太子) คือ รัชทายาท หรือผู้สืบทอดบัลลังก์ของจักรพรรดิ์,ในขณะที่ซื่อจื่อเป็ผู้สืบทอดของขุนนางชั้นสูง
การใช้งานในราชวงศ์ : ในสมัยโบราณซื่อจื่อถูกใช้เรียกบุตรชายคนโตของชินหวัง (親王) หรืออ๋องที่มีบรรดาศักดิ์สูงสรุป คำว่า "ซื่อจื่อ" (世子) มีความหมายว่า บุตรชายคนโตหรือผู้สืบทอดตำแหน่ง ของขุนนางชั้นสูงหรือเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะในบริบทของราชวงศ์จีน)
“เอาเถอะๆ ข้ารู้แล้วเ้าไม่ต้องพูดแล้ว” จูลี่ถิงโบกๆ มือ แล้วถามว่า “ว่าแต่เ้ามาหาข้า มีอะไรรึ?”
“อ่อคือข้านำโสมคนมาให้ท่านป้าน่ะเ้าค่ะ” เหอซินซือบอกแล้วมองไปทางสาวใช้ของนางที่ยืนอยู่ด้านหลังสาวใช้คนนั้นจึงประคองกล่องใส่โสมคนก้าวไปตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่า
“อ่อ ขอบใจๆ”จูลี่ถิงพยักหน้าแล้วหลิ่วตาให้สาวใช้รับไปเก็บ จากนั้นก็หันไปพูดกับหลานชายว่า“เ้าก็กลับไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาหาย่า”
“ขอรับ”หยางถิงเฟิงกุมมือคารวะ แล้วเบนไปคารวะท่านน้าซือ จากนั้นก็ถอยออกไป
จูลี่ถิงก็คุยกับเหอซินซืออีกพักหนึ่งแล้วเหอซินซือก็ลากลับไป
เรือนอนุหลิว หยางซีถิงอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไล่คนไปให้ห่างเรือนทันทีหลิวฟางอิ่งได้แต่อุทธรณ์ว่า “ท่านพี่ ละเว้นข้าสักคืนเถอะเ้าค่ะ”
“หึๆเ้าเองไม่ใช่หรือที่ขอสัญญาจากข้าไม่ให้ข้ารับอนุหากเ้าไม่ยินยอมน่ะ”หยางซีถิงหัวเราะพลางหยิกแก้มนางเบาๆ หลิวฟางอิ่งได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจถ้าข้ารู้ว่าท่านจะกำลังล้นเหลือถึงเพียงนี้ข้าจะไม่ขอสัญญาจากท่านเด็ดขาด!
“ข้าไม่คิดจะรับอนุเพิ่มเช่นนั้นก็ต้องลำบากเ้าแล้ว” หยางซีถิงบอกพลางดึงนางเข้าไปในม่านเตียง มือก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้านางออกโยนออกมานอกเตียงทีละชิ้น...ทีละชิ้น หลิวฟางอิ่งอายจนหน้าแดงนางยกมือปิดทรวงอกค้อนเขาตาคว่ำ เขาหลงใหลนางเป็เื่ดีแต่ว่าเขาพลังเหลือล้นถึงเพียงนี้นางรับไม่ไหวจริงๆร่างกายนางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมดแล้ว!
“เอาล่ะๆเ้าไม่ต้องมองข้าเช่นนี้ได้ไหม คืนนี้ข้าขอครั้งเดียวก็ได้” หยางซีถิงบอกหลิวฟางอิ่งรีบถามย้ำ “ครั้งเดียวจริงๆ นะเ้าคะ”
“อืม ครั้งเดียวเอาล่ะ เ้านอนอ้าขาออกซิ” หยางซีถิงสั่ง หลิวฟางอิ่งจึงนอนลงไป อ้าขาออกหยางซีถิงก้มลงไปเลียเนินเนื้ออ่อนนุ่ม
“อื้อ...” หลิวฟางอิ่งพลันเสียวซ่านขึ้นมาไม่รู้ทำไมเขาถึงชอบเลียตรงนั้นของนางนักนะนางไม่รู้ว่าสามีภรรยาคู่อื่นทำแบบนี้รึเปล่า แต่ว่าสามีเก่าของนางไม่เคยทำแบบนี้กับนางเลยสักครั้งเขาใช้มือบีบๆ คลึงๆ จนนางเปียกชื้นแล้วจึงใส่เข้ามาจากนั้นก็ทิ่มแทงนางจนกว่าเขาจะถึง์เก้าชั้นฟ้า กับสามีเก่าเขาทำแค่นี้จริงๆมีจูบกันบ้าง ดูดนมนางบ้างแต่กับสามีคนนี้เขาช่างสรรหาท่าทางหลากหลายมาทำกับนางได้แทบไม่ซ้ำท่าจริงๆทำเสียจนเอวนางแทบหักแล้ว!
หยางซีถิงเลียอย่างเอร็ดอร่อยลิ้นเนินของนางหอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ทำให้เขาชอบดอมดมยิ่งนัก น้ำหวานของนางก็รสอร่อยเขาจึงชอบเลียกินอย่างไม่รังเกียจ และที่เขาชำนาญเชี่ยวชาญเื่ในม่านมุ้งก็เป็เพราะว่าภรรยาคนแรกนี่แหละตอนนั้นเขายังเยาว์วัยนัก อายุ 18 สวมกวาน*แล้วก็แต่งงานกับเพื่อนเล่นที่เติบโตมาด้วยกันเขาในตอนนั้นยังเป็เพียงพลทหารต่ำต้อยในกองทัพ ฐานะไม่ได้ร่ำรวยเรียกว่ายากจนก็ได้ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างตัวสร้างฐานะขยันหมั่นเพียรฝึกวรยุทธ์ให้แกร่งกล้าเื่ในม่านมุ้งกับภรรยาก็เพียงแต่ทิ่มแทงให้ถึง์เก้าชั้นฟ้าไป
(สวมกวาน ในที่นี้หมายถึง พิธีสวมหมวก หรือพิธีบรรลุนิติภาวะของผู้ชายในวัฒนธรรมจีนโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์โจว พิธีนี้เป็สัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และการได้รับสิทธิและความรับผิดชอบที่มากขึ้น
กวาน (冠) เป็เครื่องประดับศีรษะของจีนโบราณ มีลักษณะคล้ายหมวกขนาดเล็กหรือมงกุฎ กวานมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและวัสดุที่ใช้ทำ ในพิธีสวมกวาน ผู้ชายจะได้รับการสวมกวานโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
พิธีสวมกวาน (ก้วนหลี่ 冠礼) : พิธีนี้เป็พิธีที่สำคัญสำหรับชายชาวจีน และมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาั้แ่สมัยราชวงศ์โจว พิธีนี้บ่งบอกว่าชายผู้นั้นได้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และได้รับสิทธิ์ในการปกครอง
ความสำคัญของพิธี : พิธีสวมกวานเป็มากกว่าแค่การสวมหมวก แต่เป็การแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะจากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและสิทธิมากขึ้น
การสวมกวานในปัจจุบัน : พิธีสวมกวานได้ถูกยกเลิกไปในสมัยราชวงศ์ชิง. อย่างไรก็ตามยังคงมีการศึกษาและกล่าวถึงพิธีนี้ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม)
จนกระทั่งภรรยาหนีตามชายอื่นไปทิ้งเขาให้เป็ที่หัวเราะเยาะของผู้คน ทำเขาโศกเศร้าเสียใจนัก เขาไม่ดีตรงไหนหรือ?เขาเฝ้าถามตัวเองพลางดื่มเหล้าจนเมาหัวราน้ำ ทำให้ท่านแม่กลุ้มอกกลุ้มใจจนซูบผอมท่านแม่พยายามปลอบใจเขา แต่เขาก็ยังไม่ดีขึ้นจนกระทั่งวันหนึ่งท่านแม่ก็พาเขาไปไหว้พระฟังพระธรรมที่วัดคุนหนิงเขาได้พบกับไต้ซือหม่า ไต้ซือหม่าเห็นเขาโศกเศร้าเสียใจที่ถูกภรรยาทิ้งจึงได้พาเขาไปเปิดหูเปิดตา ส่วนท่านแม่ก็อยู่ถือศีลกินเจที่วัด
ไต้ซือหม่าพาเขาไปที่หอนางโลมแห่งหนึ่งแล้วให้นางคณิกาอันดับ 1 ของหอนั้นสอนสั่งเขา เขาถูกสตรีนางนั้นสั่งสอนอยู่ 3 วัน3 คืน จนเขาบรรลุแตกฉานเื่ในม่านมุ้ง ทำให้เขารู้แจ้งแล้วว่าเหตุใดภรรยาเหมยเขียวม้าไม้ไผ่*จึงได้ทิ้งเขาแล้วหนีตามชายอื่นไปที่แท้เขาอ่อนด้อยเื่ในม่านมุ้งนี่เอง!
(เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ เป็สำนวนหมายถึงผู้ชายกับผู้หญิงที่รู้จักและเป็เพื่อนเล่นสนิทกันมาั้แ่เด็ก)
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readclub.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ