วันแต่งงาน่เช้า 8.00 น. ณ ลานอัสนีซึ่งเป็ลานกว้างใหญ่ อยู่ด้านหน้าเรือนลั่นทม วันนี้ดูมีชีวิตชีวา มีการตกแต่งด้วยกระถางดอกไม้ และมีซุ้มดอกไม้หลากสีต่างๆมากมาย ลมพัดเย็นสบาย โต๊ะสำหรับแขกผู้เข้ามาร่วมพิธีได้จัดในลักษณะโต๊ะกลมเป็กระจกใส นั่งดื่มกินกันโต๊ะละ 10 คน ส่วนด้านหน้าถูกยกพื้นให้ เ้าภาพ เ้าสำนักต่างๆและเ้าวังนั่งดื่มกินกันนั้นเป็โต๊ะสี่เหลี่ยม แยกกันนั่งคนละ 1 โต๊ะ
ณ ลานอัสนีเวลา 08.15 น.
มีเสียงะเิดังสนั่น แรงอัดอากาศได้ผลักทุกสิ่งทุกอย่างกระจัดกระจาย ผู้คนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เว้นเสียแต่เ้าสำนักและเ้าวัง ทุกคนไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย ทุกคนยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ได้อย่างปกติ ทุกคนหันไปมองในทิศทางของเสียงก็ได้พบกับกลุ่มควันรูปดอกเห็ดขนาดใหญ่กระจายตัวสูงขึ้นไปยังท้องฟ้า
“ไม่มีอะไร ลูกเขยข้ายังฝึกวิชาอยู่น่ะ” เ้าวังอุดรกล่าว
“ข้าคิดว่าลูกเขยเ้านี่ อาจจะมีความสามารถเกินความคาดเดาของพวกเราเลยทีเดียวนะ” นางมารบูรพากล่าว
“ทุกสิ่งทุกอย่างพังเละเทะแบบนี้ยังจะจัดงานได้อีกหรือ” ผู้เฒ่าเพลิงสุริยะ สำนักสุริยันแห่งหุบเขาคนโฉด ฉายา “เพลิงประจิม” กล่าว
“ข้าจัดการให้เอง” ผู้เฒ่าหยั่งรู้แห่งสำนักมนตรา ฉายา “พ่อมดทักษิณ”กล่าว
จากนั้นพ่อมดทักษิณก็โบกมือ ทันใดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับคืนสภาพเดิมเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
“นับถือๆ สมแล้วที่ท่านเป็ศิษย์เอกของท่านปราชญ์ิญญา ขุนพลซ้ายแห่งมหาเทพจอมราชัน” เ้าวังอุดรกล่าว
“เ้าพ่อมด เ้ามายุ่งอะไรด้วย” เพลิงประจิม กล่าว
“สามหาว เ้าควรให้เกียรติท่านผู้เฒ่าหยั่งรู้บ้างนะ ตาเฒ่าเพลิงประจิม” เ้าวังอุดรกล่าว
“ข้าให้เกียรติเ้าคนเดียวก็พอแล้ว หน้าตาสวยๆ แต่งตัวเซ็กซี่อย่างนี้มาเป็เมียข้าเถอะนะ” เพลิงประจิมกล่าวด้วยความเมา
“บังอาจ ตาเฒ่าเมาก็ไปนอนไป ขืนทำปากหมาอีกข้าจะยิงเ้าให้ดิ้นตายอยู่ตรงนี้ละ” เ้าวังอุดรกล่าว
“มีเื่แล้ว” “นั่นเ้าวังอุดรแม่เ้าสาวเชียวนะ” “เห็นสวยๆอย่างนี้เขาร่ำลือกันว่านางอย่างโหดเชียวนะ” เสียงซุปซิปในงานดังฟังไม่ได้ศัพท์
“เ้าสำนักอัสนีมาแล้ว” เสียงะโดังขึ้นพลันทุกอย่างก็สงบลงเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น สมกับเป็ผู้นำในโลกใบนี้จริงๆ
ผ่านมาอีกประมาณสิบกว่านาทีก็มีเสียงฟ้าผ่าดังะเืเลื่อนลั่นดังมาจากเรือนอัสนี บังเกิดคลื่นพลังสั่นะเืจนทุกสิ่งที่วางบนโต๊ะสั่นตามไปด้วย
“เมื่อไหร่เ้าจะฝึกเสร็จซะทีนะพวกผู้ใหญ่ ต่างรอเ้าอยู่นานแล้ว” เ้าสำนักนึกในใจ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
เวลาล่วงเลยไปจนบัดนี้ 09.00 น. เ้าบ่าวก็ยังไม่ปรากฏตัว ทุกคนถึงแม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากใดๆออกมา เนื่องจากเกรงใจเ้าสำนักอัสนีผู้นั้น
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่เทพัเขียวก็ได้แจ้งทางวาระจิตกับเ้าสำนัก ซึ่งไม่มีใครในที่นั้นทราบทั้งสิ้น
เ้าสำนักลุกขึ้นยืนกล่าวกับทุกคนในงานว่า “ทุกท่านเชิญกิน ดื่มกันตามสบายนะ ข้าขอแนะนำท่านผู้ก่อตั้งสำนักอัสนี ฉายาเทพแห่งฟ้าดินา ท่านเทพัเขียว” เ้าสำนักกล่าว
สิ้นเสียงเ้าสำนักก็ปรากฏหมอกควันก่อรูปขึ้นจน เป็ร่างชาย สูงโปร่ง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อสูทสีดำกางเกงสีดำ ยืนทำหน้าเคร่งขรึม เสียงปรบมือประสานกับเสียงอื้ออึงดังขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากไม่มีใครเคยเห็นเทพัเขียวมานานแล้ว
“บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว เชิญเ้าสาวออกจากเรือนลั่นทม มายังลานอัสนี ณ บัดนี้” เทพัเขียวกล่าว
“งานนี้ยิ่งใหญ่นัก ขนาดเทพัเขียว เทพาคนสุดท้าย ยังต้องมาดำเนินการด้วยตนเองเลย” นางมารบูรพากล่าว
“เ้าบ่าว-เ้าสาวก็แค่เทพครึ่งก้าว จะอะไรกันนักหนา” เพลิงประจิมกล่าว
“ฮ่าๆๆๆ เ้าไม่รู้เ้าก็ดูไป เดี๋ยวเ้าจะพูดไม่ออก ฮ่าๆๆๆ” นางมารบูรพากล่าว
ทันใดนั้นประตูเรือนลั่นทมก็เปิดออก เทพสุญตาก้าวออกมาในชุดเ้าสาวสุดคลาสสิกสีขาว ที่มีโครงเสื้อทรงสุ่มด้านใน กระโปรงกว้าง บาน ฟูฟ่อง เสมือนเป็เ้าหญิงในนิทาน เสื้อเย็บติดกับกระโปรงเปิดด้านหลังโล่งถึงเอว เป็ลายลูกไม้ซีทรู เว้าลึกเผยให้เห็นร่องอก และส่วนของหน้าอกที่ขาวอวบอิ่มเต่งตึง มีลายดอกไม้ขนาดใหญ่ปิดบังยอดปทุมถันไว้มิให้อุจาดสายตาผู้คน ยามเดินหน้าอกดูสั่นไหว บรรดาชายหนุ่มในงานต่างจ้องมองตาไม่กระพริบ มือสวมถุงมือซีทรูสีขาวยาวถึงข้อมือ ตรงข้อมือติดระบายลูกไม้สีเดียวกัน สวมแหวนอัสนีไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย บนศรีษะสวมมงกุฏทองคำขาวเงาวับประดับเพชร หน้ามงกุฏประดับด้วยเพชรเม็ดใหญ่ เจียรนัยเป็รูปเกล็ดหิมะ สวมผ้าซีทรูสีขาวคลุมหน้าประดับด้วยมุกทะเลเหมันต์ ที่คอสวมสร้อยเพชรและจี้เพชรทรงหยดน้ำ สวมรองเท้าส้นสูงสีขาว แต่งหน้าอ่อนๆ งดงามราวกับว่าในโลกใบนี้มิมีหญิงใดจะงามไปกว่านางอีกแล้ว โดยมี เ้าวังอุดร “ราชินีน้ำแข็ง” ในชุดเดรสสีขาวเปิดไหล่ เผยให้เห็นส่วนของปทุมถัน อันขาวอวบเต่งตึง อวดสายตาแบบไม่ยอมแพ้ลูกสาวเลยทีเดียว นางเดินจูงแขนลูกสาวสุดที่รักอยู่เคียงใกล้มิได้ห่าง
“ดูเซ็กซี่ อลังการ สวย สง่า เลอค่า ะ” บรรดาชายหนุ่มในงานต่างเผลอหลุดปากเพ้อกันไม่หยุดปาก
เทพสุญตาเดินขึ้นมาบนส่วนด้านหน้าที่ถูกยกพื้นไว้ โดยมีท่านเ้าสำนักและเ้าวังอุดร ยืนอยู่ด้านหลังนาง
เทพัเขียวซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเ้าสาวจึงกล่าวขึ้นว่า “บัดนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญเ้าบ่าวเข้าสู่แท่นพิธี”
สิ้นสุดเสียงของเทพัเขียว ทันใดนั้นท้องฟ้าก็พลันปั่นป่วน เกิดไอเมฆสีขาวจากท้องฟ้าซึ่งห่อหุ้มด้วย สายฟ้าที่แลบแปลบปลาบมิได้ขาด เมฆนี้หมุนบิดเกลียวดังพายุแล้วเคลื่อนลงสู่แท่นพิธี ก่อรูปร่างดูคล้ายมนุษย์แล้วค่อยๆกลายเป็บุรุษรูปงาม สวมสูทแบบปกกล้วยสีขาว คาดด้วยซาตินสีดำ ใส่กางเกงสีดำ รองเท้าหนังสีดำ โบวไทสีดำ สวมแหวนเหมันต์ไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย จากนั้นร่างเงามหาเทพจอมราชันก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเทพอัสนีย์
บรรดาแขกในงานล้วนอื้ออึง ใที่ท่านมหาเทพจอมราชันได้ส่งร่างเงามาในงานนี้
“ทุกคนเงียบ ท่านมหาเทพจอมราชันมีข้อความจะกล่าวกับพวกเ้า” เทพัเขียวกล่าวจบก็เกิดความเงียบสงัด ได้ยินแม้แต่ลมหายใจของตนเองเลยทีเดียว
“ข้าไม่สามารถมางานแต่งงานลูกชายข้าด้วยร่างจริง เพราะเหตุใดทุกท่านคงพอทราบแล้ว เทพในพิภพเทพก็มิอาจมาร่วมงานได้ ก็ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อสักครู่นี้เทพศาสตราได้ส่งรายงานมาแจ้งให้ข้าทราบว่า จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณได้ยกทัพมาล้อมพิภพเทพไว้ เสร็จจากงานนี้ข้าจึงต้องรีบกลับไปพิภพเทพเพื่อไปแก้สถานการณ์ เพื่อไม่ให้เสียเวลาข้าขอประกาศให้ทราบว่า บัดนี้ลูกชายข้าได้บรรลุเป็เทพอัสนีย์แล้ว อยู่ในระดับจอมเทพขั้นที่ 4 ฉายา “เทพผู้สร้างและทำลาย” ต่อไปนี้เขาจะเป็เทพาาสูงสุดของพวกเ้า เป็เ้าชีวิตของทุกคน มีอำนาจเท่าเทียมกับเทพอัสนีย์คนเก่าทุกประการ และต่อไปนี้โลกแห่งนี้จะมีนามว่า “พิภพอัสนี” ดังนั้นพวกเ้าควรถวายความเคารพต่อเทพาาแห่งพิภพอัสนี ณ บัดนี้”
เมื่อมหาเทพจอมราชันกล่าวจบ ทุกคนก็คุกเข่ากล่าวพร้อมกันว่า “คารวะเทพอัสนีย์ ขอทรงอายุยืน หมื่นปี หมื่นๆปี”
“ท่านผู้เฒ่าหยั่งรู้ ข้าจำได้ว่าเทพอัสนีย์คนเก่า เป็แค่ระดับจอมเทพขั้น 2 เองนี่ ใช่ไหม” นางมารบูรพากระซิบกับพ่อมดทักษิณ
“ถูกต้อง แต่พวกเราอย่าไปยุ่งเลย อันตราย…” พ่อมดทักษิณกล่าว
“ทุกท่านโปรดยืนขึ้น” เทพอัสนีย์กล่าว
“ในเมื่อลูกข้าเป็เทพาาแห่งพิภพอัสนีแล้ว พิธีดั้งเดิมเป็อันยกเลิกไป เพราะเทพาาไม่สามารถคารวะพ่อตาแม่ยายได้ ต่อไปนี้ข้าขอแต่งตั้งให้เทพสุญตาเป็พระชายาอัสนีเหมันต์ ตำแหน่งนี้ถือเป็ชายาเอกข้าเป็ผู้แต่งตั้งได้ผู้เดียวเท่านั้น ส่วนภรรยาคนต่อๆไปเป็ได้แค่พระสนม เทพอัสนีย์จะเป็ผู้แต่งตั้งเอง” มหาเทพจอมราชันกล่าว
“เริ่มพิธีแต่งตั้งพระชายา เชิญเทพสุญตาคุกเข่าเบื้องหน้าพระพักตร์ท่านมหาเทพจอมราชัน” เทพัเขียวประกาศ
เทพสุญตาก้าวออกมาคุกเข่าลงด้านหน้าร่างเงามหาเทพจอมราชัน จากนั้นร่างเงามหาเทพจอมราชันได้ชักกระบี่เทพครองพิภพ ซึ่งเป็กระบี่เทพอาญาสิทธิ์ของาาแห่งพิภพเทพออกมา พลางแตะที่ไหล่ซ้ายและย้ายมาที่ไหลขวาแล้วนำไปแตะที่บนศรีษะเทพสุญตา พลางกล่าวว่า “บัดนี้ข้าในนามาาแห่งพิภพเทพ ขอแต่งตั้งให้เทพสุญตาเป็ “พระชายาแห่งเทพอัสนีย์” ในพิภพอัสนีให้นางมีอำนาจรองจากเทพอัสนีย์เพียงผู้เดียว ฉายานางคือ “มารดาแห่งพิภพอัสนี” และรั้งตำแหน่งรองแม่ทัพใหญ่ในพิภพเทพสืบไป”
กล่าวจบก็มีสายฟ้าฟาดลงมายังกระบี่ กำเนิดปราณจอมเทพซึมซับเข้าไปภายในร่างเทพสุญตา โดยปราณชนิดนี้เข้ากันได้ดีกับปราณเดิมของนาง และยังส่งเสริมให้พลังแข็งแกร่งขึ้นด้วย จากนั้นได้พระราชทาน “มุกเหมันต์” หลอมเข้ากับร่างเทพาของนาง ก่อกำเนิดปราณน้ำแข็งเหมันต์ มีพลังปราณที่สูงเกินพลังปราณน้ำแข็งชนิดใดในพิภพอัสนีนี้
“พิธีการเสร็จแล้ว ต่อไปเป็พิธีส่งตัวเ้าบ่าว-เ้าสาวเข้าเรือนหอ เชิญท่านผู้เกี่ยวข้องไปยังตำหนักรัตนอัสนี” เทพัเขียวกล่าว
“ตำหนักรัตนอัสนี หมายถึงเรือนอัสนีใช่ไหมอาจารย์” เ้าสำนักถาม
“ถูกต้อง” เทพัเขียวกล่าว
ทุกคนทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องต่างเหาะตามมาส่งตัวกันทั้งหมด พอถึงตำหนักรัตนอัสนี ทุกคนก็งุนงงว่ามันเป็ตำหนักแก้วสวยงามแบบนี้ได้อย่างไร เทพัเขียวจึงอธิบายให้ทุกคนฟังจนสิ้นสงสัย
“ลูกพ่อขอให้เ้ามีความสุขมากๆนะ” เ้าสำนักกล่าวกับเทพสุญตา
“ลูกรัก แม่มีความสุขมากที่เ้าเป็ได้ถึงพระชายาจอมเทพ เ้าต้องหว่านเสน่ห์เยอะๆนะ เอาให้หัวปักหัวปำเลยนะ จะได้ไม่ตกกระป๋อง เพราะอีกหน่อยหล่อๆแบบนี้คงมีสนมเต็มเลย” ราชินีน้ำแข็งกล่าวกับลูกสาว
“เดี๋ยวพ่อต้องไปแล้วนะสถานการณ์พิภพเทพไม่ค่อยดีนัก เ้าต้องหมั่นฝึกฝนเพื่อเพิ่มระดับตนเองให้มากๆนะ มารพวกนั้นล้วนอยู่ในระดับที่สูงกว่าเ้าทั้งนั้นเลย พ่อไปละ” มหาเทพจอมราชันกล่าวแล้วร่างก็หายวับไป
“คืนนี้ข้าจะมาแอบดู ใสเป็แก้วแบบนี้ ต้องมีอะไรดีๆให้ดูบ้างหละ” เพลิงประจิมกล่าว
“ไอ้เฒ่าหัวงู” เ้าวังอุดรด่า
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล คนข้างนอกตำหนักไม่สามารถเห็นคนข้างในได้ ภาพด้านในถูกปิดผนึกไว้ทุกจุดแล้ว” เทพอัสนีย์กล่าว
“ข้าเห็นครั้งแรกข้าก็ขนลุกแล้ว ระแวงชอบกล” เทพสุญตากล่าว
“ฮ่าๆๆๆ” ทุกคนหัวเราะอย่างขบขัน
“เอาละในเมื่อเ้าบ่าว-เ้าสาวเข้าหอแล้วพวกเราก็กลับไปฉลองกันต่อที่ลานอัสนีก็แล้วกัน” เ้าสำนักกล่าว
“ข้าต้องกลับวังน้ำแข็งแล้ว ข้ามาที่นี่นานแล้วคิดถึงบ้าน บุษบงค์ บุษบา ไปเตรียมเรือเหาะข้าจะกลับแล้ว” เ้าวังอุดรกล่าว
“รับทราบ” อัศวินผู้พิทักษณ์ซ้าย-ขวารับคำสั่ง
ณ ห้องบรรทมบุพผาเทวะ ตำหนักรัตนอัสนี เ้าสาวทรุดกายลงนั่งบนเตียงข้างๆเ้าบ่าว
“น้องนีมาให้พี่เปิดผ้าคลุมหน้าดูเ้าให้เต็มตาหน่อยสิ” เทพอัสนีย์กล่าว
เทพสุญตาเอียงหน้าเข้าไปหาเทพอัสนีย์ ผ้าคลุมหน้าถูกปลดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามยิ่งนัก เขาเชยคางนางขึ้นมาแล้วจุมพิตลงที่แก้มขาวใสละมุน
“หอมจังเลย” เทพอัสนีย์กล่าว
“กลิ่นน้ำหอมต่างหาก ไม่ใช่กลิ่นน้องซักหน่อย” นางพูดพลางอมยิ้มแบบอายๆ
“ไหนจริงหรือไม่ให้พี่พิสูจน์อีกหน่อย” พูดจบก็ประกบปากลงไปจูบปากของนางผู้นั้น
“อืม…หวาน” เทพอัสนีย์กล่าว
“โกหกข้าแล้วท่านพี่นี่ น้ำลายข้า ข้ากลืนอยู่ทุกวันไม่เห็นจะหวานเลย” นางแกล้งพูดในขณะที่ปากก็ยังประกบกันอยู่
“ถ้าเป็น้ำลายของเ้าย่อมหวานกว่าน้ำผึ้งร้อยเท่าพันเท่า” เทพอัสนีย์กล่าว
“ข้าหลงคำหวานของท่านพี่จนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว” เทพสุญตากล่าว
“ถ้าเช่นนั้นเราก็มาต่อกันเถอะ” พูดจบไฟในห้องก็ดับลง
ณ ห้องบรรทมบุพผาเทวะ ตำหนักรัตนอัสนี เวลา 03.00 น. มุกอัสนีได้เปล่งแสงในกระแสจิตของเทพอัสนีย์ทำให้เขาสะดุ้งตื่น ผลุนผลันลุกขึ้นนั่งบนเตียงจนเทพสุญตาก็ตื่นงัวเงียขึ้นมาด้วย
“ท่านพี่ฝันร้ายหรือ” เทพสุญตากล่าวเสียงอู้อี้
“ขอพี่ใช้ดวงตาที่สามร่วมกับมุกอัสนีสำรวจก่อน” เทพอัสนีย์กล่าว นางจึงลุกขึ้นนั่งกอดแขนเขาไว้
“เทพเหมันต์เกิดเื่แล้ว มารพยัคขาวเกิดใหม่ได้สำเร็จแล้ว ตอนนี้กำลังทำลายแก่นิญญาของเทพเหมันต์ ด้านใน “เขานารีนิทรา” เพื่อปลดผนึก ท่านแม่เ้ากำลังพยายามเข้าไปช่วย” เทพอัสนีย์กล่าว
“ท่านแม่ไม่มีทางสู้มารพยัคขาวได้ ท่านพี่รีบไปช่วยแม่ข้าด้วย” เทพสุญตากล่าว
“ได้พี่จะรีบไป เ้านำเื่นี้ไปแจ้งกับเ้าสำนัก แล้วตามไปทีหลังนะ พี่คนเดียวเกรงว่าคงจะสู้มารพยัคขาวไม่ได้” เทพอัสนีย์กล่าว
“รับทราบ” เทพสุญตากล่าว