เพล้ง!
เสียงถ้วยชาที่ตกกระทบพื้นจนแตกออกเป็เสี่ยงๆพลอยทำให้เหล่านางกำนัลและขันทีที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกอย่างกระวนกระวายใจต้องอกสั่นขวัญแขวน
“ทำไม? ทำไม?” ไป๋เฟยิบุรุษเพียงหนึ่งเดียวในห้องที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงของโคมไฟส่องสว่างใดๆกำลังกำหมัดแน่นโลหิตสีแดงสดจากการชกกำปั้นเข้ากับผนังห้องอย่างแรงไปหลายทีกำลังไหลหยดลงพื้น
แต่เ้าของกำปั้นและโลหิตนั้นกลับดูไม่ยี่หระกับอาการาเ็ใดๆของตนเองใบหน้าที่ดูบิดเบี้ยวเพราะอารมณ์โมหะและโทสะนั้นยิ่งทำให้ห้องบรรทมของท่านอ๋องแปดแห่งราชวงไป๋ดูอึมครึมเพิ่มขึ้นไปอีก
ไป๋เฟยิ มีตำแหน่งเป็อ๋องแปดเพราะเขาเป็พระโอรสพระองค์หนึ่งของฮ่องเต้ไป๋เฟยฉีกับเหลียงกุ้ยเฟย นามเดิมเหลียงจิวซิ่น หนึ่งในสี่ราชชายาที่ไป๋เฟยฉีทรงโปรดปรานมากที่สุดหากว่ากันไปตามฐานะแล้ว ไป๋เฟยิน่าจะได้ชื่อว่าเป็บุรุษที่เพียบพร้อม ดีงามอีกคนหนึ่งของแผ่นดินไป๋กว๋อเป็ที่หมายปองของบรรดาสตรีทุกชนชั้นเป็ที่จับตามองและเป็ที่อิจฉาริษยาของบุรุษหนุ่มทั่วแผ่นดินเพราะชีวิตของเขานั้นเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจ วาสนา บารมีและทรัพย์สินเงินทอง แต่…ความจริงหาได้เป็เช่นนั้นไม่
ผู้คนทั้งใต้หล้าต่างมองเขาด้วยสายตาขบขัน สมเพศเวทนาระคนสาแก่ใจ เขามีวาสนาได้เกิดมาเป็พระโอรสของโอรส์ ทว่า…กลับอับโชควาสนายิ่งนัก พระมารดาของเขาคือ เหลียงกุ้ยเฟยหรือเหลียงจิวซิ่น สตรีในวังหลังที่มีบทบาทสำคัญในพระทัยของฮ่องเต้อย่างที่สุดนางมีความงามเป็เลิศ ความงามของนางเรียกได้ว่า ‘หากนางเป็ที่สองคงไม่มีใครกล้าที่จะเป็ที่หนึ่ง’ ความงามระดับ ‘ล่มเมือง’ของนางนั้นโด่งดังไปทั่วหล้าถึงแม้จะเป็เพียงบุตรสาวของนายอำเภอเมืองเล็กๆที่อยู่ห่างไกลออกไปจากเมือง ‘ไป๋ซ่านลี่’ซึ่งเป็เมืองหลวงของแคว้นไป๋กว๋อแต่ความงามที่เปรียบดั่งราชินีแห่งบุปผาอย่างดอกโบตั๋นทำให้ไป๋เฟยฉีเรียกตัวนางเข้ามาถวายการรับใช้และแต่งตั้งให้มีตำแหน่งเป็กุ้ยเฟยั้แ่คราแรกที่ถวายตัวเรียกได้ว่าแซงหน้าเหล่าบรรดานางในที่ถวายการรับใช้อยู่ก่อนหน้าแล้วหลายร้อยคน
เป็ที่แน่นอนว่า ที่ใดมีสตรีอยู่ร่วมกันเป็จำนวนมาก ที่นั่น…ย่อมมีความอิจฉาริษยา แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น
เมื่อครั้งที่เหลียงกุ้ยเฟยตั้งครรภ์อ่อนๆ เหล่าบรรดาสนมชายาไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาต่างก็เป็เดือดเป็ร้อนเพราะเกรงว่าทารกในครรภ์ของนางจะเป็พระโอรส เพราะนั่นย่อมหมายถึง…ที่ยืนของพวกนางในวังหลังอาจจะสั่นคลอนก็เป็ได้
ชีวิตของเหลียงกุ้ยเฟยในวังหลังนั้นช่างสุขสำราญราวกับนางเซียนติดปีกฮ่องเต้ทั้งรักใคร่ โปรดปราน และเอาใจใส่นางมากกว่าสตรีอื่นใดไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาที่เป็หงส์คู่บัลลังก์ แต่แล้วชีวิตของเหลียงจิวซิ่นที่เป็ราวกับเทพธิดาที่โบยบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจู่ๆปีกทั้งสองข้างกลับหักเมื่อถึงวันที่นางประสูติพระโอรส
“เป็พระโอรสเพคะ ตะ..ตะ…แต่” มามาคนสนิทของเหลียงกุ้ยเฟยละล้าละลังเมื่อต้องอุ้มพระโอรสตัวน้อยมาให้ผู้เป็พระมารดาเชยชม
“มีอะไรเช่นนั้นรึ มามา?”เสียงอันแหบแห้งเพราะความอ่อนล้าของร่างกายที่ต้องสูญเสียโลหิตไปเป็จำนวนมากระหว่างการคลอดบุตรของเหลียงกุ้ยเฟยทำให้เหล่าบรรดาหมอหลวงและนางกำนัลที่อยู่ในห้องบรรทมต่างพร้อมใจกันก้มหน้านิ่ง
จ้วงมามาลังเลอยู่ชั่วอึดใจก่อนที่หมอหลวงจะพยักหน้าให้นางอุ้มองค์ชายองค์ล่าสุดไปให้ผู้เป็พระมารดาได้ชื่นชมจ้วงมามาหมดทางเลือกสายตาของเหลียงกุ้ยเฟยที่มองมาที่องค์ชายตัวน้อยที่นางเพิ่งให้กำเนิดนั้นเต็มไปด้วยความอาทรมามาคนสนิทตัดสินใจที่จะให้ผู้เป็นายได้เผชิญกับความจริงเพราะช้าหรือเร็วนางก็ต้องรับรู้
“กรี๊ดดดด!” ทันทีที่จ้วงมามาอุ้มองค์ชายน้อยมาให้กับมือของเหลียงจิวซิ่นกุ้ยเฟยผู้งดงามก็กรีดร้องเสียงแหลมลั่นห้องบรรทมก่อนที่จะหมดสติไป หมอหลวงทั้งหลายในห้องนั้นต่างพากันวิ่งวุ่นเมื่อท้ายที่สุดแล้วพวกเขาพบว่านางมิใช่เพียงแต่หมดสติไปเท่านั้นหากแต่…หมดสิ้น…ซึ่งลมหายใจ
“เกิดสิ่งใดขึ้น!” ไป๋เฟยฉีซึ่งเสร็จจากว่าราชการรีบเสด็จมาที่ตำหนักของกุ้ยเฟยคนโปรดทันได้ยินเสียงกรีดร้องพระองค์รีบปราดเข้ามาด้านในห้องบรรทมที่ทรงคุ้นเคย
เหล่าหมอหลวงต่างพากันวิ่งวุ่น นางกำนัลต่างพากันก้มหน้านิ่ง ตัวสั่นเทาไปตามๆกัน ไป๋เฟยฉีทอดพระเนตรพระโอรสตัวน้อยที่จ้วงมามากำลังอุ้มเอาไว้กับอกก่อนที่จะผงะด้วยความใอย่างสุดขีด
“อ๊ะ!” โอรส์อุทานออกมาได้เพียงคำเดียวเขารู้สึกจุกขึ้นมาถึงลำคอ เอ่ยคำใดออกมาอีกไม่ได้
“ทูลฝ่าาเหลียงกุ้ยเฟยทรงสิ้นพระชนม์แล้วพะย่ะค่ะ”หัวหน้าหมอหลวงต้องรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มีกราบทูลออกไป
“อะ…อะ…อะไรนะ?” ไป๋เฟยฉีเสียงสั่นเครือ เขาแทบไม่เชื่อหูตนเอง
“ทูลฝ่าาขอทรงลงพระอาญาที่พวกกระหม่อมมิอาจยื้อชีวิตของพระชายาได้พระนางเสียเืมากซ้ำเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็น เอ่อ…เห็น..”
“เห็นไอ้เ้าสัตว์ประหลาดอัปลักษณ์ตัวนี้ใช่ไหม” ฮ่องเต้ทรงบันดาลโทสะเมื่อจ้องมองไปที่เ้าตัวน้อยในอ้อมแขนของจ้วงมามา
โอรส์เดินตรงไปที่เตียงไม้จื่อถานอายุนับร้อยปีที่ที่มีร่างซึ่งไร้ลมหายใจของสตรีที่พระองค์ทรงโปรดปรานมากที่สุดนอนอยู่ เขาหยุดยืนอยู่หน้าเตียงไม่ได้เข้าไปััร่างบอบบางนั้นโอรส์หลับตาและกำมือแน่นทั้งสองข้างเพื่อตั้งสติ
“จิวซิ่น…เหตุใดเ้าจึงให้กำเนิดเ้าสัตว์ประหลาดที่อัปลักษณ์ที่สุดเช่นนี้” โอรส์นึกต่อว่านางในใจความโปรดปรานที่เคยมีให้กับนางได้มลายหายไปสิ้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่นางได้ทิ้งเอาไว้ก่อนที่ดวงิญญาจะไปปรโลกคือ ความอับอาย ความอัปยศอดสู
ผู้ใดกันเล่าที่อยากจะยอมรับเ้าสัตว์ประหลาดเช่นนี้ว่าเป็บุตรของตนกัน