[มุมมอง : ริน เด็กสาวเผ่าแมว]
ท่ามกลางดงหญ้ารกชัฏที่ส่งกลิ่นเหม็นเขียวของใบไม้ที่ถูกเหยียบย่ำและกลิ่นมานาจางๆ ในอากาศ รินย่อตัวต่ำจนแทบจะราบไปกับพื้นดิน สองหูรูปสามเหลี่ยมบนกลุ่มผมสีเข้มของเธอขยับไหวไปมาเพื่อดักฟังเสียงรอบข้างอย่างระแวดระวังตามสัญชาตญาณเผ่ามนุษย์สัตว์ เธอเพิ่งปลีกตัวออกมาสำรวจลาดเลาตามคำสั่งของไคได้เพียงไม่กี่นาที แต่แล้วประสาทััที่ไวกว่ามนุษย์ปกติกลับดักจับเสียงที่ทำให้หัวใจของเด็กสาวแทบหยุดเต้น
เคร้ง! เปรี้ยง! เสียงโลหะปะทะกันอย่างรุนแรงตามมาด้วยเสียงะเิของมานาที่หนักหน่วงจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นะเืจางๆ มันดังแว่วมาจากทิศทางที่เพื่อนๆ ของเธออยู่ รินเบิกตากว้าง ขนตามลำตัวลุกชันด้วยความพรั่นพรึง ร่างกายของเธอหมุนกลับโดยอัตโนมัติหมายจะพุ่งเข้าไปหาเพื่อนๆ ที่เธอมั่นใจว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ฝ่าเท้าจะถีบตัวออกไป เสียงหนึ่งกลับดังก้องขึ้นในโสตประสาท... มันไม่ใช่เสียงพูดปกติ แต่มันคือ 'Ultrasonic Pulse' คลื่นเสียงความถี่สูงที่ไคเคยเคี่ยวเข็ญฝึกซ้อมกับพวกเธอมาหลายสัปดาห์ เสียงที่ดูเหมือนความเงียบสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับรินมันชัดเจนยิ่งกว่าเสียงะโ
‘ริน... ห้ามออกมาช่วยเด็ดขาด! เ้าสู้พวกมันไม่ได้!’
น้ำเสียงนั้นราบเรียบและนิ่งสงบจนน่าขนลุก แต่มันแฝงไปด้วยอำนาจสั่งการราวกับแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยที่ส่งตรงเข้าสู่จิติญญาของเธอ
‘รีบกลับหมู่บ้านไปตามพ่อกับแม่มาด่วนที่สุด! ชีวิตพวกเราขึ้นอยู่กับความเร็วของเ้าแล้ว! ไป!!!’
รินชะงักกึก หยาดน้ำตาเริ่มรื้นที่ขอบตาด้วยความอึดอัดใจ ความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจของเด็กสาวอย่างรุนแรง ใจหนึ่งเธออยากจะกระโจนเข้าไปร่วมสู้เคียงข้างไคและเพื่อนๆ แต่อีกใจหนึ่ง สมองที่ถูกฝึกมาอย่างดีบอกเธอว่าไคพูดถูก... หากเธอเข้าไปตอนนี้ เธออาจจะเป็แค่ภาระที่ทำให้เพื่อนต้องพะวง และทางเดียวที่จะช่วยทุกคนได้จริงคือ 'ความเร็ว' ของเธอเท่านั้น
“รับทราบ... รอข้าก่อนนะทุกคน ข้าจะพาผู้ใหญ่มาช่วยให้เร็วที่สุด!” รินกัดฟันพึมพำกับสายลมก่อนจะสะบัดหน้าหนีจากทิศทางของเสียงการต่อสู้ เธอถีบตัวทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากคัน พละกำลังในฐานะมนุษย์สัตว์สายพันธุ์แมวถูกเค้นออกมาจนถึงขีดสุด กิ่งไม้ที่เกี่ยวรั้งหรือพุ่มหนามแหลมคมไม่อาจลดความเร็วของเธอได้เลย
ระหว่างที่วิ่งหกคะเมนผ่านป่าชั้นนอก จมูกที่ไวต่อกลิ่นของเธอโชยจับกลิ่นอายที่คุ้นเคย กลิ่นของเหงื่อและชุดเกราะหนังที่จำได้แม่น... กลิ่นของความปลอดภัย!
รินเปลี่ยนทิศทางทันที เธอพุ่งตัวข้ามรากไม้ใหญ่ไปโผล่เบื้องหน้าชายฉกรรจ์สามคนที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ใกล้เขตชายป่าหมู่บ้าน
“นั่นใครน่ะ! หยุดนะ!” ราล์ฟ รองหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนะโพลางจับด้ามดาบตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นสภาพเด็กสาวที่มอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง และหูที่สั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เขาก็ลดอาวุธลงทันที
“ริน? เกิดอะไรขึ้น! ทำไมถึงมีสภาพนี้ แล้วพวกโวล์ฟล่ะ?”
“รองหัวหน้า! แฮ่ก... ช่วยด้วย... ช่วยพวกไคที!” รินพูดปนหอบ ร่างกายที่ใช้พลังงานเกินขีดจำกัดทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
“พวกเรา... ไปเจอเอลฟ์... เป็ผู้หญิงเอลฟ์ที่าเ็หนักมาก ถูกล่ามโซ่เหมือนทาส... แล้วพวกคนร้ายก็ตามมา ไคสั่งให้ข้าหนีมาแจ้งข่าวทันที ตอนข้าวิ่งออกมามีการต่อสู้เกิดขึ้นแล้ว... พวกมันน่าจะแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งจนน่ากลัว!”
ราล์ฟหน้าถอดสีทันที เขาหันไปมองชาวบ้านสองคนที่มาเป็เวรลาดตระเวนด้วยสายตาเคร่งเครียด หัวใจของคนเป็พ่อเริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อนึกถึง โวล์ฟ ลูกชายของเขาที่อยู่ตรงนั้นด้วย แม้เขาจะมั่นใจในพละกำลังและความรับผิดชอบของโวล์ฟว่าจะเป็ที่พึ่งให้น้องๆ ได้ดีเพียงใด แต่การที่รินซึ่งเป็เด็กที่คล่องแคล่วที่สุดบอกว่า 'แข็งแกร่งจนน่ากลัว' ย่อมหมายความว่าศัตรูต้องอยู่เหนือระดับโจรป่าไปไกลมาก
“เอลฟ์? ทาส? นี่มันเื่ใหญ่กว่าที่คิดแล้ว...” ราล์ฟกัดฟันกรอด ความกังวลฉายชัดในแววตาแต่เขายังคงต้องรักษาความเยือกเย็นเอาไว้
“ถ้าโวล์ฟอยู่ที่นั่น เขาต้องปกป้องน้องๆ อย่างสุดความสามารถแน่ แต่เราต้องไปสมทบให้เร็วที่สุด!”
ราล์ฟไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าไปอุ้มรินขึ้นมาแนบอกทันทีเพื่อให้เด็กสาวได้พักแรง
“เ้าสองคน! วิ่งแยกไปแจ้งคนในหมู่บ้าน เรียกรวมพลที่ลานกลางหมู่บ้านด่วน บอกให้ทุกคนเตรียมอาวุธที่ดีที่สุดออกมา!”
ราล์ฟแบกเด็กสาวไว้บนบ่าแล้วออกตัววิ่งด้วยทักษะของนักรบเผ่าหมาป่าระดับสูง ทุกย่างก้าวของเขาทรงพลังและรวดเร็ว รินซบหน้าลงกับชุดเกราะหนังของราล์ฟ เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเขาและการกระเพื่อมของกล้ามเนื้อที่บ่งบอกถึงความรีบเร่งอย่างที่สุด
“อดทนหน่อยนะริน เราจะถึงหมู่บ้านในไม่กี่อึดใจนี้แล้ว” เสียงของราล์ฟดังผ่านสายลมที่ปะทะหน้า
ฉากที่ผ่านตาของรินเริ่มกลายเป็บ้านเรือนที่คุ้นเคย เสียงฝีเท้าของราล์ฟที่ย่ำลงบนถนนดินในหมู่บ้านดังรัวประดุจเสียงกลองศึก เป็สัญญาณบอกว่าการรวมพลครั้งใหญ่ของดอนตะวันพราวกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!
[ณ ลานหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน : บรรยากาศแห่งา]
ระฆังเตือนภัยของหมู่บ้านดอนตะวันพราวส่งเสียงกังวานเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี เสียงของมันไม่ใช่โทนแหลมสูงเพื่อขับไล่นกหรือสัตว์ป่า แต่มันคือเสียงกังวานต่ำที่สั่นะเืลึกเข้าไปถึงมวลกระดูก บ่งบอกถึงสภาวะาและการรวมพลขั้นสูงสุด
ผู้คนในหมู่บ้านที่แม้ภายนอกจะดูเหมือนชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ และคนตัดฟืนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทว่าในวินาทีที่เสียงระฆังสุดท้ายเงียบลง แววตาที่เคยอ่อนโยนและรอยยิ้มที่เป็มิตรกลับถูกแทนที่ด้วยความกร้าวแกร่งและระเบียบวินัยที่ถูกปลูกฝังมาอย่างดี
พวกเขาอาจไม่ได้ผ่านสมรภูมิรบจริงๆ ในฐานะกองทัพของอาณาจักร แต่ทุกคน—ไม่ว่าชายหรือหญิง—ต่างผ่านการเคี่ยวกรำ 'จำลองการรบ' และวิชาการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจาก อาจารย์อัลคาร์ด วีรชนผู้สาบสูญมาอย่างโชกโชน ทุกคนวางมือจากจอบเสียมและคว้าอาวุธคู่กายที่ซ่อนอยู่ใต้หลังคาบ้านออกมาทันที การรวมพลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็ระเบียบจนน่าขนลุก ราวกับกองทัพที่หลับใหลเพิ่งตื่นขึ้นจากนิทรา
กลางลานกว้างท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เริ่มถูกเมฆฝนสีหม่นบดบัง บอร์น ผู้ใหญ่บ้านยืนตระหง่านอยู่ข้าง แม่เฒ่ารูน ที่กุมไม้เท้าไม้โอ๊คสีดำสนิท ใบหน้าของผู้นำทั้งสองเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด เบื้องหน้าของพวกเขาคือกลุ่มคนกว่า 30 ชีวิตเฉพาะสายต่อสู้โดยตรง ที่ยืนเรียงแถวแผ่จิตสังหารจางๆ ออกมาจนบรรยากาศโดยรอบหนักอึ้ง
เซน ยืนนิ่งประดุจรูปสลักหิน กลิ่นอายรอบตัวเขาเปลี่ยนไปเป็คนละคน ดาบเคลย์มอร์ั์ที่สะพายบนหลังดูหนักอึ้งและทรงพลังราวมันกระหายเื ข้างกายเขาคือ เอลิน ที่วันนี้สวมชุดนักบวชสีขาวทับด้วยผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าของเธอนิ่งสงบจนดูเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง แสงมานาสีขาวนวลไหลเวียนรอบไม้เท้าคู่ใจอย่างบ้าคลั่งตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
ในใจของเอลินตอนนี้รุ่มร้อนยิ่งกว่าเตาหลอมของบารอน ความห่วงใยที่มีต่อลูกชายสุดที่รักทำให้เธอแทบจะเสียสติ และในขณะเดียวกันเธอก็อยากจะใช้ไม้เท้านักบวชฟาดหัวสามีตัวเองแรงๆ สักทีสองที โทษฐานที่ปล่อยให้ไคและเด็กๆ ต้องไปเผชิญกับอันตรายร้ายแรงเช่นนี้ ทว่าความช่ำชองในเวทรักษาบอกเธอว่า วินาทีนี้ 'ความนิ่ง' คือสิ่งที่จำเป็ที่สุดหาก้าช่วยทุกคนให้รอดชีวิต
ริน ที่เริ่มควบคุมจังหวะการหายใจได้ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
“พวกเราไปเจอเอลฟ์... เป็เด็กสาว แผลเต็มตัวและถูกล่ามโซ่เหมือนทาส ไคสั่งให้ข้าหนีมาแจ้งข่าวทันทีที่เขาััได้ถึงอันตราย ข้าไม่ได้เห็นหน้าพวกมันชัดๆ แต่รังสีฆ่าฟันนั่นรุนแรงจนข้าขนลุก... และมานาที่ร้อนระอุออกมาจากหัวหน้าของพวกมันจนอากาศบิดเบี้ยว...”
เซนพึมพำ ดวงตาหรี่ลงครู่หนึ่ง แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวด้วยความกลัว แต่มันคือความชิงชัง
“ตอนข้าออกเดินทางเพื่อจะไปเป็นักผจญภัยใหม่ๆ ข้าเคยเจอพวกเดนมนุษย์ที่เรียกว่าพวกล่าทาสมาบ้าง... เ้าพวกนั้นมันไม่ใช่คน มันมองทุกชีวิตเป็แค่เงินตรา ดูเหมือนคนพวกนี้ก็คงจะมีสันดานสกปรกไม่ต่างกัน”
แม่เฒ่ารูนที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าช้าๆ แววตาที่ฝ้าฟางกลับฉายแววเข้มแข็งขึ้น
“ข้าเข้าใจดี... เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ข้าเองก็เคยพาเด็กๆ เผ่ามนุษย์สัตว์กลุ่มหนึ่งหนีตายจากการตามล่าของพวกล่าทาสอย่างเอาเป็เอาตาย จนกระทั่งมาพบหมู่บ้านแห่งนี้ที่ช่วยบังแดดบังลมให้เรา... พวกมันเป็พวกที่ผิดเพี้ยนไปจากครรลองของมานาเสมอมา”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนสองคนก็ดังฝ่าฝูงชนออกมา บารอน ช่างตีเหล็กผู้แข็งแกร่งเดินมาพร้อมกับ มาเรีย ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ทั้งคู่แบกห่อผ้าผืนหนาที่ดูมีน้ำหนัก บารอนวางมันลงกลางลานหินดังกึก! ก่อนจะคลี่ผ้าออกอย่างแรง
วิ้ง—!
แสงสะท้อนจากคมโลหะสว่างวาบจนหลายคนต้องหยีตา อาวุธสองชิ้นนอนเด่นอยู่บนผ้าสีดำสนิท มันคือหอกยาวและดาบยาวที่มีลวดลายหยักเป็ระลอกคลื่นซ้อนทับกันเป็ชั้นๆ พลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่ถูกลมพัด—นี่คือ เหล็กดามัสคัส ผลลัพธ์จากการทุ่มเทแรงกายแรงใจตามเทคนิคที่ไคเคยให้ข้อมูลไว้อย่างลับๆ
“เดี๋ยวก่อนเซน! พวกเ้ารับนี่ไปก่อน!” บารอนคำราม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ
“นี่คืออาวุธรุ่นทดลองที่ข้าตีทบด้วยเทคนิคใหม่ที่ไคบอกว่าได้ยินมาจากนักผจญภัย... กัลป์ รับดาบนี่ไป! ราล์ฟ เ้ายึดหอกนี่ไว้! ถึงมันจะเป็แค่รุ่นทดลอง แต่ข้าขอเอาชื่อเสียงที่สร้างมาทั้งชีวิตรับประกันคุณภาพ!”
บารอนส่งดาบยาวที่พับทบถึง 512 ชั้น ให้กัลป์ และส่งหอกที่พับทบ 256 ชั้น ให้ราล์ฟ
“ฟังนะ... ข้าเป็ช่างตีเหล็กมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นเหล็กที่ 'มีชีวิต' ขนาดนี้มาก่อน!” บารอนบรรยายด้วยแววตาเป็ประกาย
“มันไม่ใช่แค่ความแข็ง แต่อนุภาคข้างในมันหนาแน่นจนทนต่อแรงบิดมานาได้มหาศาล คมของมันข้าลับตามที่เด็กนั่นบอก... แม้ข้าจะเพิ่งจับมันเป็ครั้งแรก แต่มันจะตัดผ่านเกราะเวทมนตร์ได้เหมือนตัดเนย!”
กัลป์รับดาบไปวาดผ่านอากาศเบาๆ
วื้ด—! เสียงใบดาบตัดผ่านชั้นบรรยากาศดังแหลมเล็กและคมกริบจนคนรอบข้างรู้สึกเสียวสันหลัง กัลป์เบิกตากว้าง
“น้ำหนักมันนิ่งจนน่าใ... ไม่มีการสั่นะเืแม้แต่น้อยตอนเหวี่ยง!”
ส่วนราล์ฟลองกวัดแกว่งหอกและอัดมานาเข้าไป ลวดลายดามัสคัสสว่างวาบจางๆ
“มานาไหลผ่านได้สมบูรณ์แบบ... ไม่ว่าข้าจะใช้ [Power Boost] หรือ [Hardening] มันก็ตอบสนองได้ทันทีโดยไม่ต้านพลังข้าเลย นี่มันก้าวข้ามอาวุธทุกชิ้นที่ข้าเคยใช้มาจริงๆ!”
เซนที่สะพายดาบเคลย์มอร์ั์ไว้ที่หลังพลางพยักหน้าขอบคุณบารอน แววตาของเขาเย็นเยียบขึ้นทุกขณะ
“เราได้ข้อสรุปแล้ว เราจะไม่เคลื่อนพลใหญ่เพื่อความคล่องตัว ทีมช่วยเหลือจะมีข้า เอลิน กัลป์ ราล์ฟ และทหารลาดตระเวนที่เก่งที่สุดอีก 6 คน ริน... เ้าเป็คนเดียวที่รู้ตำแหน่ง ลำบากเ้าหน่อยนะ”
เอลินกำไม้เท้านักบวชแน่น แสงสีขาวนวลไหลเวียนรอบกายเธอเข้มข้นจนอากาศรอบๆ เย็นลง
“ข้าจะระวังหลังและรักษาาแให้ทุกคนเอง... และใครก็ตามที่กล้าแตะต้องลูกข้า ข้าจะทำให้มันรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวที่แท้จริง!”
“เซน... ระวังตัวด้วยนะ” แม่เฒ่ารูนเอ่ยเตือนเสียงต่ำ “ััของข้าบอกว่า ศัตรูครั้งนี้คือสิ่งที่บิดเบี้ยวจากธรรมชาติ... มันคืออสุรกายในคราบมนุษย์”
“ข้าทราบครับแม่เฒ่า” เซนพยักหน้า ก่อนจะสบตากับเอลิน ทั้งคู่เข้าใจถึงจิติญญาในวินาทีนี้ได้ดี ‘ต้องพาลูกกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม’
“ออกเดินทาง!”
สิ้นคำบัญชาของเซน ร่างทั้ง 11 ก็ทะยานออกจากหมู่บ้านดอนตะวันพราว มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกด้วยความเร็วสูงสุดทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่คละคลุ้ง แววตาของเซนและทีมช่วยเหลือเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ขยาย...
ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องเด็กๆ ในปกครองของพวกเขา มันผู้นั้นต้องได้รับการตอบแทนด้วยความพินาศที่หาค่าไม่ได้!