ซูฉินเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเขินอายปนขลาดกลัว “ก็ยอมรับว่าคนที่ท่านมีใจให้คือฉินเอ๋อร์ ไม่ใช่เสิ่นม่านซู...”
จวินมั่วหานผลักซูฉินออกทันที ก่อนจะกระชากข้อมือนางอย่างแรงพลางกล่าวว่า “ใครพูด!”
ซูฉินใสะดุ้งเฮือกกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของเขา โดยเฉพาะเมื่อข้อมือรับรู้ถึงความเ็ป
ซูฉินกัดริมฝีปาก กล่าวอย่างตะกุกตะกักน่าสงสารว่า “องค์ชาย ท่านทำข้าเจ็บ...ข้าเจ็บเ้าค่ะ”
จวินมั่วหานปล่อยมือ ทว่าสีหน้าของเขากลับเปลี่ยนเป็มืดครึ้ม เขาถามเสียงต่ำ “ใครบอกว่าข้ายอมรับ”
ซูฉินเป็คนฉลาด นางรับรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม ใจของนางพลันจมดิ่ง
หรือว่า...องค์ชายเจ็ดไม่ได้ยอมรับ?
เสิ่นเจิ้นกวงกับเสิ่นม่านซูร่วมมือกันหลอกนาง!
ภายใต้สายตาค่อนข้างน่าหวาดหวั่นขององค์ชายเจ็ด ซูฉินกัดฟันแล้วกล่าวออกไปตรงๆ “ท่านลุงกับพี่หญิงม่านซูพูดต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น บอกว่าท่านยอมรับกับพวกเขาด้วยปากตนเองว่าคนที่ท่านชอบคือข้า ไม่ใช่นางเ้าค่ะ”
นางไม่มีทางถอยแล้ว ทำได้เพียงทุ่มหมดหน้าตักเท่านั้น
ต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดนั้นเป็สิ่งที่พวกเสิ่นม่านซูแต่งเื่ขึ้นมาหลอกให้นางเผยไต๋ แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็ต้องอยู่กับจวินมั่วหานให้ได้
ชาตินี้นางจะต้องได้แต่งงานกับเขา และคนที่จะได้ขึ้นเป็ฮองเฮาในอนาคตก็คือนาง!
ชาติก่อนก็เพราะนางลังเลไม่เด็ดขาด สุดท้ายจึงยกองค์ชายเจ็ดให้ผู้อื่นไปกับมือ
ในชาตินี้ นางไม่อยากเป็เหมือนชาติที่แล้วอีก!
สีหน้าของจวินมั่วหานเปลี่ยนไปหลายครั้ง สุดท้ายสายตาก็ตกลงบนดวงตาเปี่ยมความคาดหวังของซูฉิน เขาเอ่ยถาม “แล้วเ้าเล่า เ้าพูดอะไรไป หรือว่า...ยอมรับไปแล้ว”
เมื่อเห็นแววตาสงบนิ่งไร้คลื่นใดของจวินมั่วหาน ในใจของซูฉินก็มีสัญญาณเตือนดังลั่น
ไม่ จะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!
แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงเป็เช่นนี้ แต่เมื่อนางได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ย่อมต้องระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม
ซูฉินรีบกล่าว “ไม่...ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยเ้าค่ะ! แต่ตอนนั้นเสิ่นม่านซูพูดต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าอย่างมั่นใจ ข้าคิดว่า...บางทีนางยังจำเื่ที่เห็นเราสองคนอยู่ด้วยกันริมสระครั้งก่อนได้...”
เป็ไปตามคาด พอซูฉินพูดเช่นนี้ นางก็พบว่าบรรยากาศเย็นเยียบรอบด้านนั้นผ่อนคลายลงเล็กน้อย สีหน้าของจวินมั่วหานก็ผ่อนคลายลงบ้างเช่นกัน
แต่ซูฉินกลับไม่ดีใจเลย เพราะนางตระหนักได้ว่าจวินมั่วหานดูเหมือนจะไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าแท้จริงแล้วเขามีใจให้นาง...
ในเวลานี้เอง ผู้ใต้บังคับบัญชาของจวินมั่วหานก็เดินเข้ามา คนผู้นั้นเข้าไปพูดข้างหูเขาแล้วกล่าวเสียงต่ำ “องค์ชาย คุณหนูเสิ่นกำลังจะไปแล้วขอรับ”
จวินมั่วหานพยักหน้า จากนั้นกล่าวกับซูฉินอย่างอ่อนโยน “ฉินเอ๋อร์ เ้ากลับไปที่งานเลี้ยงในโถงหน้าก่อน อีกครู่ข้าค่อยหาเวลาไปหาเ้า”
เมื่อครู่สิ่งที่องครักษ์ผู้นั้นพูดกับจวินมั่วหาน แม้ซูฉินจะฟังไม่ชัดทั้งหมด แต่นางได้ยินคำว่า ‘คุณหนูเสิ่น’
สัญชาตญาณของซูฉินบอกว่าคุณหนูเสิ่นผู้นั้นจะต้องเป็เสิ่นม่านซูแน่!
องค์ชายเจ็ดจะไปหาเสิ่นม่านซู!
เขาจะไปเผชิญหน้ากับเสิ่นม่านซู หรือว่าเขาคิดจะไปทำอะไรกับเสิ่นม่านซูกันแน่...
ความคิดหลายอย่างพลิกตลบอยู่ในใจ ทว่าสุดท้ายซูฉินก็ยังคงพยักหน้ากล่าวอย่างว่าง่าย “เช่นนั้นฉินเอ๋อร์ขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
“อืม”
เมื่อเห็นซูฉินจากไปอย่างเชื่อฟัง แววอ่อนโยนสายหนึ่งก็วาบผ่านดวงตาของจวินมั่วหาน
เขายังคงชอบสตรีเช่นซูฉินจริงๆ จิตใจงดงามเฉลียวฉลาด รู้กาลเทศะ รู้ว่าเวลาใดควรถอยเวลาใดควรรุก และอดทนอดกลั้นได้
จวินมั่วหานมองเห็นเงาของตนเองบนตัวซูฉินมาโดยตลอด
ทางด้านซูฉิน นางเดินไปได้ไม่นานก็ชะงักฝีเท้า ไม่ได้ไปสมทบกับสาวใช้ของตน แต่นางกลับเดินตามจวินมั่วหานไป
นางไม่วางใจ นางต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมจวินมั่วหานถึงไปหาเสิ่นม่านซู!
หนึ่งเค่อต่อมา
เสิ่นม่านซูมองจวินมั่วหานตรงหน้า มุมปากพลันยกยิ้มเย้ยหยัน
ดูท่าซูฉินนี่ใช้ไม่ได้จริงๆ ถึงกับรั้งคนผู้นี้ไว้ไม่ได้
แต่ในเมื่อเป็เช่นนี้ นางก็ยิ่งเชื่อว่าองค์ชายเจ็ดไม่มีทางยอมแต่งกับซูฉินง่ายๆ เป็แน่ นอกจากนี้ ตรรกะแข็งทื่อเื่การพบกันโดยบังเอิญของพระเอกนางเอกในนิยายเล่มนี้ก็ยังคงทำงานอยู่
อย่างเช่นการพบกันที่หน้าจวนตระกูลไป๋ก่อนหน้านี้
เื่นี้ทำให้เสิ่นม่านซูเริ่มระแวดระวัง ดูท่าเพราะการเข้ามาแทรกแซงของนาง เนื้อเื่บางส่วนจึงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แต่ทิศทางโดยรวมของเื่กลับยังสอดคล้องกับนิยายต้นฉบับอยู่
อย่างไรก็ตาม เสิ่นม่านซูกลับไม่ได้กังวล นางเชื่อว่าเื่ต่างๆ ที่ตนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปนั้นจะต้องก่อให้เกิดผลกระทบแบบผีเสื้อขยับปีก และสุดท้ายก็จะเปลี่ยนชะตากรรมที่ครอบครัวของนางต้องพังพินาศได้อย่างแน่นอน
ส่วนสุดท้ายองค์ชายเจ็ดจะได้ขึ้นครองบัลลังก์หรือไม่นั้น...แท้จริงแล้วเสิ่นม่านซูไม่หวังให้เขาทำสำเร็จ
เพราะทันทีที่องค์ชายเจ็ดทำสำเร็จ ก็จะเป็สัญญาณบอกถึงการล่มสลายของจวนแม่ทัพ เพียงแต่ตอนนี้นางเป็แค่คุณหนูสูงศักดิ์ในเรือนหลังที่ยังไม่ได้ออกเรือน จึงมิอาจทำอะไรเื่ที่เกี่ยวกับราชสำนักได้
ทว่านางสามารถเตือนเสิ่นเจิ้นกวงผู้เป็บิดาได้ ส่วนเื่อื่นๆ คงต้องรอให้นางสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต้นขาทองคำไป๋สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เพราะองค์ชายเจ็ดมีรัศมีของพระเอก เขาจึงไล่เสิ่นหลิงหลงออกไปได้อย่างง่ายดาย แม้แต่เจ๋อหลันสาวใช้คนสนิทของเสิ่นม่านซูก็ถูกองครักษ์ของเขาขวางไว้เช่นกัน
ดังนั้นตอนนี้บริเวณมุมูเาจำลองใกล้ริมทะเลสาบแห่งนี้ จึงเหลือเพียงเสิ่นม่านซูกับองค์ชายเจ็ด
และนี่ก็คือฉากในนิยายต้นฉบับที่องค์ชายเจ็ดจูบเ้าของร่างเดิมในตอนนั้น
ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เสิ่นม่านซูไม่รู้ก็คือ ณ จุดที่ห่างจากพวกเขาออกไปเล็กน้อย ยังมีคนสองคนยืนอยู่
เพียงแต่ทั้งสองถูกเงาไม้บังไว้ แม้แต่ชายอาภรณ์สีขาวหิมะก็ถูกบดบังไว้อย่างมิดชิด
ไป๋จื่อมองใบหน้าของผู้เป็นายที่ยังคงสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “นายท่าน ต้องไปช่วยคุณหนูสามเสิ่นหรือไม่ขอรับ”
ไป๋ซิวจิ่นสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เพียงกล่าวเสียงเรียบ “ทิวทัศน์ตรงนี้ไม่เลว”
ไป๋จื่อ “...”
ก็ได้ เขาเข้าใจแล้ว นายท่านตั้งใจรอดูไปก่อน ดูว่าคุณหนูสามเสิ่นจะเป็อย่างที่นางพูดหรือไม่ ว่าหยุดม้าก่อนตกหน้าผา ไม่ยึดติดกับองค์ชายเจ็ดอีกแล้ว
หากนางยังยึดติดอยู่ละก็...เกรงว่าขนมหวานใน่เวลานี้ คงกินเสียเปล่าแล้ว
ทางด้านเสิ่นม่านซู นางถอยหลังไปสองก้าวแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที ไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย กลับเป็จวินมั่วหานที่เห็นนางจากไปอย่างเด็ดขาดเช่นนั้นชะงักไปชั่วขณะ แต่ไม่นานเขาก็ก้าวตามไป ก่อนคว้าข้อมือนางไว้ทันที
“ปล่อย!”
“ข้าไม่ปล่อย!” จวินมั่วหานมองความรังเกียจและระแวดระวังในดวงตาของเสิ่นม่านซู แล้วนึกถึงคำสาบานของนางต่อหน้าผู้คนก่อนหน้านี้ขึ้นมา จู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
เขาขมวดคิ้วกล่าว “คุณหนูสาม เหตุใดจู่ๆ เ้าถึงรังเกียจข้าเช่นนี้ เ้าทำกับข้าเช่นนี้ไม่ยุติธรรม!”
เมื่อเสิ่นม่านซูได้ยินถ้อยคำไร้ยางอายประโยคนี้ของเขา ทำเอานางโกรธจนแทบหัวเราะออกมา
บุรุษเฮงซวยอย่างท่าน จะมาถามหาความยุติธรรมอะไร!
เห็นชัดว่าไม่ได้ชอบนาง ทั้งยังแสดงออกชัดเจนว่าใช้ประโยชน์จากนาง แล้วยังมีหน้ามาพูดเื่ความยุติธรรมกับนางอีกหรือ
ขณะที่เสิ่นม่านซูกำลังครุ่นคิดว่าควรเหยียบเท้าเขาก่อน หรือควรเตะขาที่สามของเขาก่อนดี นางก็กล่าวว่า “องค์ชายเจ็ด ท่านพูดกับข้าว่าชั่วชีวิตนี้จะมีข้าเพียงผู้เดียว แต่ท่านกลับไปสนิทชิดเชื้อหวานชื่นกับญาติผู้น้องของข้า เช่นนี้ยุติธรรมกับข้าหรือเ้าคะ”
“ทั้งหมดนั้นเป็เื่เข้าใจผิด”
“แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าว[1] ยิ่งไปกว่านั้น ญาติผู้น้องของข้าก็ยอมรับแล้ว ท่านยังจะหลอกตนเองอยู่ตรงนี้ไปเพื่ออะไรอีกเ้าคะ” เสิ่นม่านซูมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามพลางกล่าวอย่างเ็า “หากท่านยังไม่ปล่อย ข้าจะร้องว่าถูกลวนลามแล้วนะเ้าคะ!”
“เ้าไม่ทำหรอก!”
จวินมั่วหานกล่าวอย่างมั่นใจ เพราะหากเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นจริง สุดท้ายคนที่เสียหายย่อมเป็ชื่อเสียงของสตรีในห้องหอ เขาเป็ถึงองค์ชาย ผู้อื่นย่อมต้องเชื่อเขาแน่นอน
[1] แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าว หมายถึง ถ้าไม่มีช่องโหว่หรือจุดอ่อน ก็จะไม่ถูกคนอื่นเล่นงานหรือโจมตีได้ง่าย