บทที่ 37 ไปอันผิงด้วยกันเถอะ
หลังจากได้ยินที่เธอพูด สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นก็ดีขึ้นมาก
เล่อเวยเดาว่า ผู้หญิงที่อารมณ์ร้อนเช่นนี้ ไม่น่าลังเลที่จะแยกทางกับผู้ชายไร้ค่าอย่างแน่นอน
เพียงแต่ในยุคนี้ สำหรับผู้หญิงที่หย่าร้าง ถือเป็เื่ยากที่จะได้พบรักครั้งใหม่
แต่ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ เธอก็เหมือนได้แบ่งเบาความกังวลใจของผู้หญิงคนนั้นมา
จังหวะนั้น เล่อตงก็กลับมาพอดี ก่อนจะบอกว่า “แจ้งความเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวตำรวจมา”
ผู้หญิงคนนั้นมองพวกเธอทั้งสองคน และเหมือนจะตัดสินใจได้แล้วว่า “เธอ เอ่อ...”
“ฉันชื่อต่งเซียง” ต่งเซียงบอกอย่างเปิดเผย เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เล่อเวยพูดนั้นถูก เธอกับผู้หญิงคนนี้เป็เหยื่อของไอ้สารเลวนั่น ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะมาทะเลาะกันเอง
ผู้หญิงคนนั้นบอกกับต่งเซียงว่า “น้องต่งไม่ต้องจ่ายคืนฉันหรอก แต่หลังจากนี้เธอจะทำยังไงต่อ”
ต่งเซียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันไม่อยากกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะไปรับลูกชาย แล้วลองหางานในเมืองดู พวกเรามือเท้ายังดี คงไม่อดตายง่ายๆ”
เธออยากใช้เหตุการณ์นี้เป็ข้ออ้างในการพาตัวลูกชายเข้ามาในเมือง ก่อนที่เื่จะรู้ไปถึงหูของคนในหมู่บ้าน เพราะถ้าแม่สามีรู้ คงไม่ยอมปล่อยหลานชายของตัวเองออกมาแน่
“อยากลองทำงานที่นี่ไหมล่ะ”
อย่าว่าแต่ต่งเซียงเลย เล่อเวยเองก็ยังรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เธอไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะมีน้ำใจขนาดนี้ เมื่อความเข้าใจผิดคลี่คลาย ปมปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ก็หมดไปจริงๆ
ถึงข้อเสนอจะน่าสนใจ แต่ต่งเซียงกลับปฏิเสธ “ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะ แต่ฉันตั้งใจว่าจะไม่อยู่ในเมืองชีหลี่”
เพราะถ้าแม่สามีอยากเข้าเมืองมาตามหาหลานชาย สถานที่แรกที่แม่สามีจะมาต้องเป็เมืองชีหลี่กับร้านของผู้หญิงคนนี้อย่างแน่นอน เธอจำเป็จะต้องไปอยู่ให้ห่างมากที่สุด
และเมื่อดูจากนิสัยไม่ยอมคนของผู้หญิงคนนี้ ต่งเซียงไม่กังวลเลยว่าอีกฝ่ายจะเสียเปรียบแม่สามี เพราะหญิงชรารังแกได้แต่คนที่อ่อนแอกว่า
“ทำไมไม่ไปกับเราล่ะ” เล่อเวยบอก “ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันกับพี่เป็สหายกันมานาน บังเอิญว่าเรามีรถกระบะของตัวเอง พวกเราไปที่เมืองอันผิงด้วยกันเถอะนะ”
จี่เฟิ่ง หลิ่วไถเฉิงและอวี๋ฉางเซิ่งที่เฝ้าดูอยู่ด้วยความกังวล ต่างก็ใ
อันผิงอะไร
พวกเขาไม่ได้จะไปฉางผิงกันเหรอ
พวกเขาสามคนคิดเื่เดียวกัน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ต่งเซียงเหลือบมองเล่อเวยด้วยความรู้สึกขอบคุณ ถ้าวันนี้เด็กสาวคนนี้ไม่ได้มาที่นี่ พวกเธออาจจะทะเลาะกันจนเืตกยางออกไปแล้ว
ในเมื่อเล่อเวยเชื้อเชิญเธออย่างมีน้ำใจ และต่งเซียงเองก็ยังอยากพูดคุยกับเธออีกสักนิด จึงตอบตกลงอย่างง่ายๆ ว่า “เอาสิ ตราบใดที่ไม่ทำให้พวกเธอลำบาก”
“ไม่เลย ไม่ลำบากเลย” อวี๋ฉางเซิ่งชิงตอบกลับอย่างกระตือรือร้น “ได้ช่วยคน สนุกดีออก”
ทันทีที่พูดจบ ท้องของเขาก็ร้องขึ้นมา “โอ๊ย หิวจะตายอยู่แล้ว น้าจี่ ไปกันเถอะครับ เข้าร้านไปสั่งเอาไว้ก่อน ให้ที่ร้านเตรียมอาหารไว้ พอพวกเขาตามมา จะได้กินกันเลย”
หลิ่วไถเฉิงมองเล่อเวยด้วยความรู้สึกชื่นชม เด็กสาวคนนี้ตรงไปตรงมา ไม่ห่วงหน้าพะวงหลังและมีความยุติธรรมเป็อย่างมาก นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงมากขึ้นไปอีก แต่การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของเธอ ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงตัวเลย “เธออยากให้ฉันอยู่ด้วยไหม”
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณตามพวกเขาไปสั่งอาหารได้เลย เดี๋ยวเราสองคนตามไป”
จังหวะนั้น ก็มีเสียงดังมาจากร้านอาหารเล็กๆ ทางด้านหลัง ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ฉันต้องกลับไปดูที่ร้านก่อน น้องต่ง แล้วฉันจะติดต่อเธอได้ยังไง”
ถึงแม้ว่าต่งเซียงจะไม่อยากให้ใครติดต่อ แต่ถ้าตำรวจ้าตั้งข้อหาเื่สมรสซ้อนจริงๆ เธอก็จำเป็จะต้องมาแสดงตัว
เล่อเวยช่วยพูดแทนให้ว่า “ให้ข้อมูลติดต่อของพี่มาแล้วกันค่ะ หลังจากพวกเราลงหลักปักฐานที่อันผิงได้ จะติดต่อกลับมาเอง”
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าก่อนจะรีบกลับไปที่ร้านอาหาร ด้านในเล่อเวยได้ยินเสียงเธอสบถอยู่หลายครั้ง ก่อนที่เธอจะออกมาพร้อมกับแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่ง และยื่นให้ต่งเซียง
ต่งเซียงยิ้มให้เธอ จากนั้นก็เดินตามเล่อเวยกับเล่อตงเข้าไปในร้านอาหารร้านใหญ่ที่อยู่ใกล้กัน
หลังเข้ามาในห้องรับรองส่วนตัว ก็เห็นว่าอาหารถูกเสิร์ฟอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว อวี๋ฉางเซิ่งรีบเรียกให้พวกเธอมานั่ง
ทันทีที่เล่อเวยนั่งลง เธอก็บอกกับต่งเซียงว่า “อย่าไปอันผิงเลยนะคะ บ่ายนี้ตรงไปฉางผิงกันเถอะ”
บทที่ 38 เล่อเวยผู้คิดมาอย่างรอบคอบ
ต่งเซียงนิ่งอึ้งไป ก่อนจะแสดงท่าทางว่าเข้าใจขึ้นมาในทันที “ฉันว่าแล้ว ในเมื่อเธอดูออกว่าฉันอยากซ่อนตัว การบอกเขาตรงๆ ว่าเราจะไปที่ไหนเป็การเบี่ยงเบนความสนใจนี่เอง น้องสาว เธอนี่ฉลาดจริงๆ ว่าแต่ฉันยังไม่ได้ถามชื่อเธอเลย”
“ฉันชื่อเล่อเวยค่ะ” เล่อเวยแนะนำตัว “ส่วนนี่แม่ของฉัน จี่เฟิ่ง คนนี้น้องชายของฉัน เล่อตง หลิ่วไถเฉิงกับอวี๋ฉางเซิ่ง สองคนนี้มาจากหมู่บ้านเดียวกับเรา พวกเขากำลังจะไปกวางโจว ระหว่างทางจะแวะส่งพวกเราที่ฉางผิงค่ะ”
“สวัสดีทุกคน ฉันชื่อต่งเซียง”
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอเรียกว่าพี่ต่งนะ กินกันเถอะ เชิญๆ” อวี๋ฉางเซิ่งบอกอย่างอารมณ์ดี “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะผมต้องขับรถ คงดื่มสักแก้วสองแก้วไปแล้ว ผมชอบพบปะสหายใหม่เป็ที่สุด! พี่หลิ่ว หรือพี่จะขับรถแทนผม อะ...ไม่เป็ไรๆ ถือว่าผมไม่ได้พูดก็แล้วกัน”
หลิ่วไถเฉิงถอนสายตาคมกลับมา แล้วมองไปที่เล่อเวยอีกครั้ง “พวกเธอสองคนรู้จักกันมาก่อนเหรอ”
“เอ่อ ไม่ค่ะ!” เล่อเวยแกล้งโง่อย่างรวดเร็ว หลิ่วไถเฉิงนี่ยังไงกัน ทำไมหูตาไวขนาดนี้!
หลิ่วไถเฉิงกะพริบตา เขาจำได้ว่าเขาได้ยินเล่อเวยเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ต่งั้แ่แรก
แต่ในเมื่อเล่อเวยบอกว่าไม่รู้จักกัน เขาก็จะถือเสียว่าทั้งคู่ไม่เคยรู้จัก
เพราะผู้หญิงมักจะมีความลับเล็กๆ ของตัวเองเสมอ
พอได้ยินคำถามของเขา ต่งเซียงก็จำเหตุการณ์นี้ขึ้นมาได้เช่นกัน แต่ก็แสร้งทำเป็ไม่มีอะไรอย่างคนฉลาด
ไม่ว่าเล่อเวยจะเคยรู้จักเธอหรือไม่ แต่เล่อเวยก็ช่วยเหลือเธอเอาไว้
อาหารในร้านนี้รสชาติดีเลิศ ั้แ่เกิดใหม่ มื้อนี้ถือเป็มื้อที่ดีที่สุดที่เล่อเวยได้กิน มีทั้งเนื้อปลา ผัก รวมไปถึงข้าวสวยชามใหญ่
พระเ้าคงรู้ว่าเธอคิดถึงข้าวสวยมากแค่ไหน!
ถึงแม้เล่อเวยอยากจะสงวนท่าที แต่กลิ่นข้าวหอมกรุ่นที่คิดถึงทำให้เธออดใจไม่ไหว โชคดีที่คนอื่นๆ บนโต๊ะก็รู้สึกคล้ายๆ กัน ทุกคนล้วนถือชามแล้วกินข้าวคำโต
กลิ่นก็หอม! อร่อยจริงๆ!
ผ่านไปครู่ใหญ่ ที่ไม่มีใครในห้องพูดอะไรกันเลย ทุกคนสนใจแต่อาหารตรงหน้า!
อาหารทั้งโต๊ะถูกกวาดจนเกลี้ยงราวกับพายุพัดผ่าน!
เล่อเวยตบท้องที่บวมขึ้นมาเล็กน้อย และสะอึกเบาๆ อย่างพึงพอใจ
อวี๋ฉางเซิ่งแคะฟันด้วยไม้จิ้มฟัน ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินอย่างว่าง่าย
ตอนที่คนทั้งหมดออกมาจากร้านอาหาร ตำรวจก็มาถึงพอดี และเข้าคุมตัวชายขี้ขลาดพาไปขึ้นรถตำรวจ
เล่อเวยลดเสียงลงก่อนจะพูดว่า “ไปกันก่อนเถอะ”
พวกเขากลับไปที่รถกระบะ โดยมีอวี๋ฉางเซิ่งเป็คนขับ และจี่เฟิ่งนั่งข้างๆ
สี่คนที่เหลือนั่งอยู่ในเต็นท์ผ้าใบด้านหลัง
ต่งเซียงรู้สึกกังวลเล็กน้อย “ฉันไม่ต้องไปสถานีตำรวจจริงๆ เหรอ”
“ถ้าไปตอนนี้ พี่อาจจะกลับออกมาไม่ได้” เล่อเวยกล่าว “พี่ไม่จำเป็จะต้องปรากฏตัวในคดีสมรสซ้อน ทันทีที่ผู้ตรวจสอบไปดูที่หมู่บ้าน พวกเขาก็จะรวบรวมหลักฐานได้เอง ไว้ตอนนั้นค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้พี่ไปพาเด็กออกมาก่อนจะดีกว่า”
ต่งเซียงพยักหน้า “หมู่บ้านของเราอยู่อีกด้านของเมืองอันผิง ตอนเราไปถึงฉางผิง ฉันน่าจะหารถม้าไปกลับได้ในวันเดียว”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอกครับ” หลิ่วไถเฉิงบอก “ให้ฉางเซิ่งไปส่งเถอะ”
“ไม่ได้ค่ะ” เล่อเวยส่ายหน้า และปฏิเสธข้อเสนอของหลิ่วไถเฉิง ก่อนจะบอกสิ่งที่เธอคิดกับพวกเขา “หมู่บ้านแถวนี้มีขนาดไม่ใหญ่ เวลาใครทำอะไร คนในหมู่บ้านก็จะรู้กันทันที ฉันคิดว่าพี่ต่งกับชายขี้ขลาดคนนั้นน่าจะมาจากหมู่บ้านเดียวกันใช่ไหม”
เมื่อเห็นต่งเซียงพยักหน้ารับ เล่อเวยจึงพูดต่อ “แม่ที่เลี้ยงดูลูกชาย ไม่ใช่คนที่เราจะรับมือได้ง่ายๆ”
เล่อเวยไม่ได้มีอคติ แต่เป็เพราะต่งเซียงเคยเล่าถึงแม่สามีให้เธอฟังในชาติก่อน และยายเฒ่าเล่อเองก็จัดอยู่ในกลุ่มหญิงแก่ที่รักลูกชายมากกว่าลูกสาวเช่นเดียวกัน
ต่งเซียงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “พระเ้า ทำไมเธอรู้ไปซะทุกเื่เลย”
“ฉันก็มีย่าแบบนั้นเหมือนกันค่ะ” เล่อเวยตอบ “ถ้าพี่ต่งกับเขามาจากหมู่บ้านเดียวกัน แปลว่าต้องมีญาติของเขาหลายคนอยู่ที่นั่นด้วย เวลาตำรวจตามหาพี่ พวกนั้นจะสาดโคลนใส่พี่เพื่อรักษาหน้าอย่างแน่นอน อาจจะบอกว่าพี่มีชู้ก่อนด้วยซ้ำไป”
หลิ่วไถเฉิงประหลาดใจเมื่อได้ยินแบบนั้น “แล้วก็มีคนเชื่องั้นเหรอ”