Teachers Kekkaishi คุณครูผู้ผนึกมาร

    บทที่134 ถ่ายทอดเคล็ดกระบวนท่า

    เวลาเดียวกันณ โรงเรียนมัธยมเจาหยาง บริเวณหน้าทางแยกระหว่างหอพักหญิงและหอพักชาย

     

    “เรื่องในวันนี้ต้องขอบคุณมากเพราะงั้นเธอไปได้แล้วสาวน้อย’’ มู่หลินพยักหน้าให้กับฉินเสว่ที่มองอย่างไม่อยากเชื่อไปยังหว่อเฉินเพราะเธอรู้ดีว่าเขาเป็นคนที่เข้าหายากสุดๆเธอจึงไม่อยากเชื่อเป็นอย่างมากว่าคุณครูของเธอจะสามารถพาเขามาได้

     

    แท้จริงแล้วคุณครูของเธอคนนี้เป็นใครกันแน่?

     

    “ค่ะหนูคงช่วยครูได้เท่านี้ เพราะงั้นหนูขอตัวนะคะ’’ดังนั้นเธอที่ได้ยินจึงพยักหน้าอย่างสุภาพแล้วเดินไปยังหอพักหญิงทันที

     

    เห็นหญิงสาวจากไปแล้วหว่อเฉินก็เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา เอาตรงๆเลยตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซํ้าว่าคุณครูของเขาคนนี้มาจากไหนแล้วแท้จริงอีกฝ่ายเป็นผู้บ่มเพาะหรืออะไรกันแน่

     

    “เอาล่ะทีนี้คุณก็เล่าให้ผมฟังได้แล้วว่าคุณมีปัญหาอะไรกับพวกนั้น?’’กลับกัน ด้านมู่หลินที่เห็นว่านักเรียนสาวของเขากลับเข้าไปในหอพักแล้วเขาก็หันไปทางหว่อเฉินเพื่อถามเพราะอย่างไรซะเขาก็เป็นคนนอกและยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไรมาก ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าที่คุณครูอย่างเขาจะรู้ข้อมูลและหาวิธีช่วยเท่าที่ทําได้

     

    หว่อเฉินก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเขาเล่าเกี่ยวกับเรื่องในอดีตทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง

     

    มู่หลินจึงเข้าใจได้ในทันที

     

    เหตุผลทั้งหมดของการฆ่าพ่อแม่ของหว่อเฉินในอดีตมาจากคัมภีร์เล่มหนึ่งมันเป็นคัมภีร์ที่หลุดมาจากสถานที่ลับและมีค่าเกินกว่าใครจะครอบครองและเนื่องมาจากคนทั้งสองได้ถอนตัวออกจากยุทธภพมาใช้ชีวิตดั่งคนธรรมดาสามัญทางสํานักกระยาจกที่รู้ว่าพวกเขาล่วงรู้ถึงข้อมูลนี้จึงกลัวว่าพวกเขาจะถูกคนอื่นรีดเค้นข้อมูลเอาได้ด้วยเหตุนี้โฉ่วโม่จึงถูกส่งไปเพื่อจัดการพ่อแม่ของหว่อเฉินในที่สุดทว่าในตอนนั้นโชคก็ยังดี เพราะหว่อเฉินยังเป็นเพียงแค่เด็กน้อยโฉ่วโม่เลยไม่คิดว่าจะเป็นภัยคุกคามอะไร ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็นหว่อเฉินได้รับรู้ถึงตันเถียนในตัวเขาและกลายเป็นผู้บ่มเพาะในที่สุด ไม่ช้าเขาก็สามารถเข้าใกล้การล้างแค้นที่รอคอยมานับหลายปีได้

     

    สําหรับมู่หลินที่ได้รู้เรื่องราวเหล่านี้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรอย่างมากเขาก็แค่ประหลาดใจเพราะหากเป็นแดนเต๋าการกระทําแบบนี้ก็มีให้พบเห็นอยู่เยอะแยะไปอาจบอกได้ว่ากับครอบครัวของหว่อเฉินแล้ว มันถือเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องผ่านพ้น

     

    ส่วนเรื่องคัมภีร์และสถานที่ลับอะไรนั่นเขาก็มีความสงสัยอยู่ไม่น้อย เพราะหากเป็นคัมภีร์ธรรมดาทางสํานักกระยาจกคงไม่ใช้วิธีเด็ดขาดแบบนี้หรอกแต่ก็เอาเถอะไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดตราบใดที่หว่อเฉินเป็นนักเรียนห้องที่สิบสองของเขาเขาก็จะดูแลรับผิดชอบอีกฝ่ายให้ถึงที่สุด

     

    นี่แหละหน้าที่ของคุณครูอย่างเขา!

     

    “สรุปแล้วการที่คุณสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งจนมาถึงระดับผู้วิเศษได้เป็นเพราะคุณค้นพบทรัพยากรบ่มเพาะต่างๆในระหว่างทางการสืบหาเบาะแสสินะ’’มู่หลินพยักหน้าเข้าใจ เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรมที่ต้องผ่านแล้วอีกฝ่ายยังมีโชคอยู่ไม่น้อยที่สามารถพบทรัพยากรบ่มเพาะแล้วกลายเป็นระดับผู้วิเศษได้

     

    อาจบอกได้ว่าในโลกแห่งนี้ที่มีพลังฟ้าดินเบาบางถึงขีดสุดหากไร้โชคก็ย่อมปราศจากวาสนา!

     

    ดังนั้นแล้วหว่อเฉินจึงถือเป็นคนที่มีโชคและวาสนาที่ดีทีเดียว!

     

    “ใช่แล้วครับว่าแต่คุณครูเป็นหนึ่งในคนพวกนั้นอย่างนั้นเหรอ?’’หว่อเฉินพยักหน้าอย่างไม่ปิดบังแล้วถามออกไปอย่างสงสัยด้วยความแข็งแกร่งที่น่าอัศจรรย์และวิธีการพิเศษที่น่าสะพรึงเขาก็มีความเชื่ออยู่บ้างว่าคุณครูของเขาคนนี้อาจเป็นหนึ่งในทําเนียบเทพยุทธ์

     

    ไม่อย่างนั้นแล้วการที่จะสามารถทําให้เทพยุทธ์อย่างโฉ่วโจวโดดตบร้องหนึ่งสองได้มันจะเป็นไปได้ ได้อย่างไร?

     

    ต้องรู้ก่อนในบรรดาเทพยุทธ์แห่งทําเนียบเทพยุทธ์ แม้โฉ่วโจวจะไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดแต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องความแข็งแกร่งแล้วชายชราผู้นั้นย่อมน่าสะพรึงและสามารถทลายภูเขาได้อย่างไรก็ตามเขาก็หาใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะอย่างนั้นในเหตุการณ์ครั้งนี้หว่อเฉินจึงมีความสงสัยว่าคุณครูของเขาจจะเป็นหนึ่งในทําเนียบเทพยุทธ์ที่มีอันดับสูงกว่าชายชรา

     

    ไม่อย่างนั้นแล้วจะเป็นอะไรได้?

     

    “คนพวกนั้น?’’ตรงกันข้าม มู่หลินที่ได้ยินก็ชะงักไป เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของเขาในตอนนี้ค่อนข้างสงสัยเขาสงสัยอยู่นานแล้วว่าไอ้คนพวกนั้นที่ว่ามันเป็นใครแล้วทําไมคนอื่นๆถึงได้คิดว่าเขาเป็นคนพวกนั้น?

     

    แท้จริงแล้วพวกนั้นเป็นผู้บ่มเพาะหรืออะไรกันแน่?

     

    หว่อเฉินที่เห็นความสงสัยของชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ“อย่าบอกนะว่าคุณครูไม่ใช่หนึ่งในคนพวกนั้น?’’

     

    “ใช่ไหนคุณลองว่ามาซิว่าพวกนั้นเป็นใคร’’ มู่หลินตอบ เขาอยากรู้แล้วว่าพวกนั้นเป็นใครเพราะถ้าเป็นผู้บ่มเพาะเขาก็อาจจะต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อเตรียมรับมือในกรณีฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

     

    เห็นอย่างนั้นหว่อเฉินก็รีบเล่าเกี่ยวกับทําเนียบเทพยุทธ์ให้ชายหนุ่มฟัง

     

    ด้านมู่หลินที่ได้ฟังก็ถอนหายใจออกมาดูเหมือนว่าเขาจะกังวลมากไปจริงๆ

     

    เพราะถ้าเป็นเพียงแค่เทพยุทธ์ในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์แล้วแม้พละกําลังของระดับหลอมรวมเต๋าขั้นปลายของเขาจะยังไม่สามารถสู้ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องความสามารถต่างๆและเทคนิคการต่อสู้ก็สามารถบอกได้เลยว่าเขาทัดเทียมกับคนพวกนั้นได้เพราะอย่างนั้นหากประเมินเรื่องอันดับของเขาในทําเนียบเทพยุทธ์เขาคงเทียบได้กับอันดับแรกๆเลยทีเดียว

     

    แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ความหลงตัวเองแต่อย่างใดทว่ามันเป็นความมั่นใจและประสบการณ์ทั้งหมด!

     

    ที่มีฐานะจุดสูงสุดของเขาคํ้าประกันเอาไว้!

     

    ถึงอย่างนั้นมู่หลินก็ยังคงประหลาดใจและรู้สึกสนอกสนใจอยู่ดีเพราะเขานึกไม่ถึงจริงๆว่าในโลกแห่งนี้จะมีการจัดอันดับของผู้ฝึกยุทธ์เอาไว้ด้วยดังนั้นหากเขามีเวลาเขาคงต้องไปเยือนทําเนียบเทพยุทธ์อะไรนั่นเสียหน่อย

     

    ส่วนเรื่องที่หว่อเฉินเป็นผู้บ่มเพาะเขาก็เพียงแค่ประหลาดใจเพราะอย่างไรซะในจักรวาลระดับตํ่ามันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้บ่มเพาะอยู่ซะทีเดียวเพียงแต่ยากที่จะมีเป็นอย่างมากต่างหาก ดังนั้นเมื่อเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้วเขาจึงถามออกไปอีกครั้ง “คุณเป็นผู้บ่มเพาะประเภทกระบวนท่าใช่หรือไม่?’’

     

    “หากว่ากันตามตรงแล้วด้วยเคล็ดวิชาที่ผมฝึกอยู่ของสํานักกระยาจก มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นว่าแต่คุณครูถามผมทําไมเหรอ?’’ ได้ยิน หว่อเฉินก็สงสัย เพราะจากการท่องยุทธภพในหลายปีที่ผ่านมาอาจบอกได้ว่าการต่อสู้ทั้งหมดของเขาล้วนใช้กระบวนท่าแทบทั้งสิ้นดังนั้นเขาจึงสงสัยว่าอีกฝ่ายถามถึงเรื่องนี้ทําไม

     

    ต่อหน้าความสงสัยของหว่อเฉินมู่หลินเพียงหัวเราะเบาๆก่อนเอ่ย“ถ้าอย่างนั้นแล้วผมก็จะถ่ายทอดเคล็ดกระบวนท่าให้คุณ…’’

     

    สิ้นสุดคําสุดท้ายนํ้าเสียงของชายหนุ่มก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกแล้วจมดิ่งลงไปในจิตวิญญาณของหว่อเฉินอย่างรวดเร็ว

     

    พริบตาการถ่ายทอดเคล็ดกระบวนท่าก็จบลง

     

    เคล็ดกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของมู่หลิน…

     

    บัญญัติศักดิ์สิทธิ์เก้าโกลาหลวิบัติจักรวาล!

    คล้ายกับเรื่องTeachers Kekkaishi คุณครูผู้ผนึกมาร ที่คุณอ่าน