บทที่ 10 ถูกจับตัวไป
รถคันนี้วิ่งอยู่บนทางด่วนวงแหวนรอบเมือง และกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง!
ไม่ใช่! เขารู้สึกไม่สบายใจ จึงะโขึ้นมาทันที
“จอดรถ! จอดรถ! คุณขับผิดทางแล้ว!”
“ทางไม่ผิดหรอก หึ ๆ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากด้านหน้า โครงหน้าของชายที่แข็งกร้าวราวใบมีดถูกย้อมด้วยแสงไฟสีเหลืองอมทอง ริมฝีปากของเขายังคงมีรอยยิ้มจาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเ็า
เมิ่งเจียงอวี่เริ่มรู้สึกตงิด ๆ จึงยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือทันที ทว่าปลายนิ้วเพิ่งจะแตะโทรศัพท์ อาวุธที่แข็งและเย็นเฉียบก็จ่อเข้าที่คอของเขา ความหนาวเย็นรุกล้ำเข้ามา กล้ามเนื้อทั้งตัวของเขาเกร็งขึ้น
ไม่รู้ว่าคนที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ ตื่นขึ้นมาั้แ่เมื่อไร เขากำมีดไว้ในมือ พูดเสียงเ็าว่า
“ฉันขอแนะนำว่าอย่าขยับ มีดไม่มีตาหรอกนะ!”
“ได้ครับ ผมจะไม่ขยับ!”
เมิ่งเจียงอวี่ปล่อยมือจากโทรศัพท์ทันที ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตัวสั่นเทา ในหัวเหลือเพียงความคิดเดียว
‘ถูกลักพาตัวแล้ว!’
‘ก็เพราะเสิ่นเมิ่งโง่นั่นแหละ สุภาษิตว่า อย่าอวดเงิน เธอกลับโยนเงินสดก้อนโตลงบนรถอย่างไม่แยแส! ตอนนี้ซวยแล้วสิ ถูกจับแล้ว!’
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนี้้าอะไรกันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไร การรักษาชีวิตของตัวเองให้ปลอดภัยเป็สิ่งสำคัญที่สุด
เมิ่งเจียงอวี่ตัวสั่นเทาหันกลับมา ลองเอ่ยปากถามอย่างระมัดระวัง
“นายท่าน พวกคุณ้าเงินใช่ไหม? ถุงเงินนั่นคุณเอาไปเลยก็ได้! แล้วก็ผู้หญิงคนนี้ด้วย เธอเป็คุณหนูของเสิ่นกรุ๊ป พ่อของเธอรวย คุณสามารถเอาตัวเธอไปเรียกค่าไถ่ได้! ปล่อยผมไปเถอะ ผมเป็แค่หนุ่มจน ๆ ไม่มีค่าอะไรหรอก”
เสิ่นเมิ่งขบกรามแน่น ‘อยากตบไอ้เวรชั่วนี่ให้ตายไปเลยจริง ๆ ไอ้หมอนี่ ไม่ใช่แค่เลว แต่ยังเป็ไอ้ขี้ขลาดอีกต่างหาก แค่ขู่นิดหน่อยก็รีบจะเอาฉันไปแลกแล้ว!’
แต่เธอก็ยังทำเป็ทำหน้าประหลาดใจ “ที่รัก คุณพูดอะไรน่ะ?”
“เมิ่งเมิ่ง คุณก็รู้ว่าผมไม่มีเงินจริง ๆ นะ” เมิ่งเจียงอวี่หดคอ “ผมยังาเ็ไม่หายเลย ช่วยพูดกับสองคนนี้ให้ผมลงรถได้ไหม?”
เขาหันไปยิ้มเอาใจชายข้างกายอีกครั้ง “นายท่าน ปล่อยผมไปเถอะ ผมจะไปบอกที่บ้านเสิ่นให้ เร่งเสิ่นจงเฉิงเอาเงินมาไถ่ตัวให้เร็ว ๆ จะได้ประหยัดเวลาของพวกคุณด้วย”
“หุบปาก!” หลูิที่นั่งอยู่เบาะหลังทำหน้าเบื่อหน่าย ยื่นมีดไปข้างหน้าอีกนิ้ว
คอของเมิ่งเจียงอวี่ถูกบาด มีเืไหลซึมออกมาเป็แนว ปากของเขาปิดลงทันที
“เลว! ชั่ว!” เสิ่นเมิ่งกัดฟันแน่น เล็บจิกลงบนฝ่ามืออย่างแรง ‘วันนี้ถ้าไม่หักขาไอ้เวรนี่สักข้างก็คงไม่สาสมกับความคิดระยำที่มันมีต่อฉันหรอก!’
ชายที่นั่งอยู่ที่เบาะคนขับจับพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียว จุดบุหรี่มวนหนึ่ง มองไปที่สาวหน้าตาเคร่งขรึมข้าง ๆ แล้วหัวเราะฮึดฮัดออกมา
“รู้ว่าเขาเป็ไอ้เลวแล้วยังหนีตามเขาไป คุณหนูเสิ่นช่างโง่จริง ๆ!”
“คุณ...”
เสิ่นเมิ่งไม่คิดว่าชายคนนี้จะพูดแบบนี้ออกมา เธอจ้องเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างอย่างโกรธเกรี้ยว สายตาเพิ่งจะััถึงดวงตาคมยาวดำขลับที่ดูเหมือนยิ้มแต่ไม่ใช่ยิ้มคู่นั้น ความหนาวเหน็บและความหวาดกลัวก็ไต่ขึ้นมาตามแผ่นหลัง บีบคอเธอจนพูดอะไรไม่ออก
เธอสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วหันหน้าหนีอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
รถเลี้ยวเข้าไปในโรงงานร้างทรุดโทรมแห่งหนึ่งในชานเมือง ลู่ิลากเมิ่งเจียงอวี่ที่ตัวสั่นเทิ้มลงจากรถก่อน เสิ่นเมิ่งปลดเข็มขัดนิรภัยโดยไม่พูดอะไร เอื้อมมือไปเปิดประตูรถเตรียมจะลงไป
แต่แล้ว เธอได้ยินเสียงคลิกเบา ๆ ข้างหู ประตูรถถูกล็อก
หญิงสาวขมวดคิ้ว หันไปมองชายที่นั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้านข้างตัว “คุณอวิ๋น พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ทั้งคนและเงินฉันจะยกให้คุณหมด แต่ต้องปล่อยฉันไป นี่คุณหมายความว่ายังไง”
“ไม่ได้หมายความอะไรหรอก” ปลายนิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มดีดเบา ๆ ขี้เถ้าบุหรี่ร่วงลงปลิวว่อน เขาหรี่ตาลงเผยยิ้มร้ายกาจ “ได้ยินมาว่าเธอเต้นรำเก่งไม่เบา เต้นให้ดูสักเพลงสิ!”
“คุณพูดว่าอะไรนะ” ฉันขมวดคิ้วแน่น
สายตาของเขาไม่ปิดบังอะไรเลย กวาดผ่านเอวบางและขายาวของเธอ ราวกับงูเย็นเฉียบและลื่นไหล ทำให้เธอขนลุกไปทั้งตัว เธอขดเกร็งโดยไม่รู้ตัว
อวิ๋นโม่เทียนเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าหมดความอดทน
“เต้นสิ! ระบำเปลื้องผ้า!”