แสงอรุณแรกแห่งวันค่อย ๆ สาดลงเหนือเมืองซูไห่ ม่านหมอกบางลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือหลังคาเรือนนับหมื่น
ทว่า... กลิ่นคาวเลือดที่อบอวลมาตลอดทั้งราตรียังมิทันจางหายไปกับสายลมยามเช้า จวนสมาคมการค้าฟ่านที่เคยโอ่อ่าและรุ่งเรืองที่สุดแห่งเมือง บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง เศษอิฐหินกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น คราบโลหิตสีคล้ำแห้งกรังเกาะติดอยู่ตามรอยแตกร้าวของแผ่นศิลา
ภาพเบื้องหน้าราวกับผ่านศึกใหญ่ที่สั่นสะเทือนฟ้าดินมาเมื่อคืน และก่อนที่ดวงตะวันจะลอยพ้นขอบฟ้าอย่างสมบูรณ์
ข่าวการล่มสลายของสมาคมการค้าฟ่านก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองซูไห่แล้ว ผู้คนแตกตื่น ตระกูลใหญ่สั่นสะเทือน ส่วนเหล่าผู้ฝึกตนต่างพากันตกตะลึงจนแทบไม่กล้าเชื่อหูตนเอง เพราะไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า ขุมอำนาจที่หยั่งรากลึกมาหลายสิบปี จะพังทลายลงภายในคืนเดียว
“เมืองซูไห่ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้วกระมัง...”
“ได้ยินหรือยัง? สมาคมการค้าฟ่านถูกกวาดล้างจนแทบสิ้นซากภายในคืนเดียว!”
“ข้าได้ยินมาว่าคนลงมือเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าหรือสิบหกปีเท่านั้น!”
“เหลวไหล!”
ชายร่างกำยำคนหนึ่งส่ายหน้า
“ฟ่านเจิ้นไห่มีผู้คุ้มกันตั้งมากมาย จะถูกเด็กคนเดียวฆ่าตายได้อย่างไร?”
“ข้าก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่คนในเหตุการณ์ยืนยันกันเช่นนั้น”
“ได้ยินว่าตอนท้ายแม้แต่บรรพบุรุษฟ่านยังปรากฏตัว!”
“แล้วเด็กนั่นยังรอดมาได้?”
“ใครจะไปรู้... บางคนบอกว่ามันเป็นอัจฉริยะร้อยปีพานพบครั้งหนึ่ง บางคนก็บอกว่ามันฝึกวิชามาร”
“หึ! หากเป็นข้า ข้าว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังแน่!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นตลาด เหลาอาหาร หรือโรงน้ำชา แทบทุกแห่งล้วนพูดถึงเรื่องเดียวกัน
นามของอวี้เหวินเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง บางคนชื่นชม บางคนหวาดกลัว บางคนถึงขั้นเชื่อว่าเขาเป็นผู้ฝึกวิชามารที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองซูไห่
กระแสข่าวลือต่าง ๆ แพร่กระจายออกไปเรื่อย ๆ จนบรรยากาศภายในเมืองเริ่มปั่นป่วนขึ้นอย่างเงียบงัน โดยเฉพาะในหมู่พ่อค้าและชาวยุทธ์บางส่วน หลายคนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เพราะหากข่าวลือเรื่องอวี้เหวินเป็นจริง ตัวตนที่สามารถกวาดล้างสมาคมการค้าฟ่านได้ภายในคืนเดียว ย่อมเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนหวาดหวั่นได้แล้ว
ทว่า... ในห้วงเวลาที่กระแสข่าวลือกำลังแพร่สะพัดไปทั่วเมืองซูไห่นั่นเอง
เสียงกลองศึกจากจวนเจ้าเมืองพลันดังก้องขึ้น
‘ตึง! ตึง! ตึง!’
เสียงกลองหนักแน่นดังสะท้อนผ่านถนนทุกสาย บีบให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์และความวุ่นวายค่อย ๆ สงบลง
ไม่นานนัก กองทหารเกราะเหล็กแห่งจวนเจ้าเมืองและผู้คุมกฎชุดขาวของตำหนักมังกรเมฆาก็เคลื่อนขบวนมาถึง ทวนยาวและคมดาบในมือสะท้อนแสงอรุณเป็นประกายเย็นเยียบ
ผู้คนที่มุงดูอยู่โดยรอบต่างรีบถอยเปิดทางออกเป็นสองฝั่งโดยไม่ได้นัดหมาย
และ ณ ใจกลางขบวน ไป๋เหวินเทียน เจ้าเมืองซูไห่และเจ้าตำหนักมังกรเมฆา ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม สายตากวาดมองฝูงชนเบื้องหน้าช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เสียงนั้นมิได้ดังนัก ทว่าด้วยพลังปราณที่แฝงอยู่ภายใน จึงส่งผ่านเข้าสู่หูของผู้คนทุกคนอย่างชัดเจน
“ชาวเมืองซูไห่ และสหายชาวยุทธ์ทั้งหลาย ค่ำคืนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นภายในเมือง”
“บัดนี้ จวนเจ้าเมืองและตำหนักมังกรเมฆาได้เข้าควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว”
“ข้าทราบดีว่า ยามนี้ข่าวลือต่าง ๆ กำลังแพร่สะพัดไปทั่วทุกสารทิศ”
“ดังนั้น วันนี้ข้าจะประกาศความจริงทั้งหมดต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง”
ไป๋เหวินเทียนหยุดชั่วครู่ สายตากวาดผ่านซากปรักหักพังของสมาคมการค้าฟ่าน ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“และพวกเจ้าจะได้รู้ว่า... สมาคมการค้าฟ่านซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้เบื้องหลังกันแน่”
สิ้นคำกล่าว ไป๋เหวินเทียนสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ผู้คุมกฎระดับสูงสองคนพลันก้าวออกมาข้างหน้า ในมือของพวกเขาคือกล่องเหล็กและหลักฐานจำนวนหนึ่งที่ถูกนำออกมาจากห้องลับใต้ดินของสมาคมการค้าฟ่าน
“หลักฐานชิ้นที่หนึ่ง!”
สุ้มเสียงของไป๋เหวินเทียนดังก้องไปทั่วบริเวณ
สายตาของผู้คนนับหมื่นพลันจับจ้องไปยังม้วนหนังโบราณในมือผู้คุมกฎ
“สิ่งนี้ถูกค้นพบจากห้องลับใต้ดินของฟ่านเจิ้นไห่ ภายในบันทึกรายชื่อผู้รับงาน ค่าตอบแทน และคำสั่งลับจำนวนมาก รวมถึงคำสั่งลอบสังหารบุคคลสำคัญของเมืองซูไห่”
ผู้คุมกฎคลี่ม้วนหนังออกช้า ๆ เผยให้เห็นตราประทับสีเลือดอันเด่นชัดบริเวณมุมล่าง
ไป๋เหวินเทียนยกมือชี้
“ตราประทับนี้...”
“คือ ตราประทับโลหิตประจำตัวของฟ่านเจิ้นไห่”
“ผู้ใดในเมืองซูไห่ก็ล้วนรู้จัก และยากจะปลอมแปลงได้” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงทีละน้อย
“ตามบันทึกในม้วนหนังฉบับนี้ ฟ่านเจิ้นไห่เคยว่าจ้างนักฆ่าจากนอกด่านหลายครั้ง”
“ส่วนภารกิจล่าสุด...”
ไป๋เหวินเทียนหยุดชั่วครู่ ก่อนเอ่ยทีละคำ
“คือการลอบสังหารศิษย์ของตำหนักมังกรเมฆา รวมถึงบิดาของศิษย์คนนี้”
ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นดังขึ้น ทั่วทั้งบริเวณพลันเกิดเสียงฮือฮา
“เป็นไปได้อย่างไร?!”
“ฟ่านเจิ้นไห่กล้าทำเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?”
“ตราประทับโลหิตนั่น... ข้าจำได้! มันเป็นของจริง!”
สีหน้าของพ่อค้าและชาวยุทธ์จำนวนไม่น้อยเริ่มเปลี่ยนไป เพราะตราประทับโลหิตประจำตัวของฟ่านเจิ้นไห่เป็นสิ่งที่คนในวงการค้าหลายคนคุ้นตา
หากหลักฐานชิ้นนี้เป็นของจริง
นั่นหมายความว่า... สมาคมการค้าฟ่านอาจมิได้เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างที่พวกเขาเชื่อมาตลอด
ทว่า... สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงยิ่งกว่ากลับเป็นหลักฐานชิ้นถัดมา
“หลักฐานชิ้นที่สอง!”
ไป๋เหวินเทียนยกมือชี้ไปยังโถศิลาที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีดำ
เพียงมองจากภายนอก ผู้คนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่แผ่ออกมาจากภายใน
เมื่อผู้คุมกฎดึงผ้าคลุมออก ควันสีม่วงคล้ำสายหนึ่งพลันลอยออกมา กลิ่นเหม็นคาวอ่อน ๆ แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ จนหลายคนต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก
“สิ่งนี้คือเศษซากของสมุนไพรพิษมาร เป็นวัตถุพิษต้องห้ามที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายในสมาคมการค้าฟ่าน”
น้ำเสียงของไป๋เหวินเทียนเย็นลงทีละน้อย
“จากการตรวจสอบของตำหนักโอสถ พิษชนิดนี้มิได้ออกฤทธิ์คร่าชีวิตในทันที หากแต่จะค่อย ๆ สะสมอยู่ภายในร่างกาย กัดกร่อนสติสัมปชัญญะ บั่นทอนรากฐานการฝึกตน และทำให้ผู้ถูกพิษอ่อนแอลงทีละน้อย”
ผู้คนโดยรอบเริ่มหน้าเปลี่ยนสี
ส่วนไป๋เหวินเทียนยังกล่าวต่อ
“ตลอดสองปีที่ผ่านมา ฟ่านเจิ้นไห่แอบผสมพิษชนิดนี้ลงในโอสถที่มอบให้อวี้หลาน”
“ภายนอกดูคล้ายการช่วยเหลือ แต่ความจริงกลับเป็นการบ่อนทำลายอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง”
“หากปล่อยไว้นานกว่านี้... เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของเขาก็คงรักษาไว้ไม่ได้”
ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบ หลายคนเบิกตากว้าง บางคนถึงกับสูดลมหายใจเย็นเข้าเต็มปอด เพราะสิ่งที่ฟ่านเจิ้นไห่ทำ มิใช่เพียงการลอบทำร้ายผู้คน แต่เป็นการใช้ความไว้ใจของผู้อื่นเป็นอาวุธ ซึ่งน่ารังเกียจยิ่งกว่าการลงมือสังหารเสียอีก
“สวรรค์... ที่แท้ฟ่านเจิ้นไห่ก็เป็นคนเช่นนี้!”
“ภายนอกทำเป็นผู้มีพระคุณ แต่ลับหลังกลับวางยาพิษคนของตนเอง!”
“คนเช่นนี้ สมควรตายแล้ว!”
“อวี้เหวินมิได้ทำเกินไปแม้แต่น้อย บิดาถูกทำร้าย บุตรชายลุกขึ้นสะสางหนี้แค้นด้วยตนเอง นี่ต่างหากคือความกตัญญู!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นจากทุกทิศทางและแทบทั้งหมดล้วนเปลี่ยนข้างโดยสิ้นเชิง ผู้คนที่ก่อนหน้านี้หวาดระแวงและหวาดกลัวอวี้เหวิน บัดนี้กลับเริ่มมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาแตกต่างออกไป
กระแสข่าวลือที่เคยกล่าวหาว่าเขาเป็นมารร้ายค่อย ๆ สลายหายไป แทนที่ด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ลุกขึ้นทวงคืนความเป็นธรรมให้บิดาของตน
นามของอวี้เหวินเริ่มแพร่สะพัดออกจากเมืองซูไห่ ผ่านปากของพ่อค้า ชาวยุทธ์ และผู้เดินทางจากทุกสารทิศ แม้จะยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าอนาคตของเด็กหนุ่มผู้นี้จะไปได้ไกลเพียงใด แต่ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันอยู่เรื่องหนึ่ง
นับจากวันนี้เป็นต้นไป นามของสองพ่อลูกแซ่อวี้จะไม่ใช่นามที่ผู้ใดสามารถเหยียบย่ำได้อีก เพราะทั่วทั้งเมืองซูไห่ต่างรับรู้แล้วว่า
อวี้เหวิน... คือผู้ที่กล้าบั่นศีรษะฟ่านเจิ้นไห่ต่อหน้าฟ่านเจี่ยผู้บ่มเพาะขั้นพลังปราณด้วยตัวเอง
ในขณะที่นามของอวี้เหวินเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วเมืองซูไห่...
สมาคมการค้าฟ่านกลับตกอยู่ในสภาพตรงกันข้าม ข่าวอื้อฉาวที่ถูกเปิดโปงต่อหน้าสาธารณชนสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งวงการค้า หุ้นส่วนจำนวนมากรีบตัดความสัมพันธ์ กลุ่มทุนและพ่อค้าที่เคยร่วมมือกันมานานต่างพากันถอยห่างราวกับหวาดเกรงจะถูกดึงเข้าไปพัวพัน รากฐานที่สมาคมการค้าฟ่านสั่งสมมาหลายสิบปีเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ท่ามกลางกระแสความปั่นป่วนนี้ ฟ่านเจี่ยที่หลบหนีไปได้ในคืนก่อน จำต้องออกหน้ารับมือสถานการณ์ด้วยตนเอง ใบหน้าอันเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหมองคล้ำ สายตามองซากปรักหักพังของจวนสมาคมการค้าอย่างเงียบงัน ภายในดวงตาคู่นั้นมีทั้งความเจ็บปวด ความคับแค้น และความอาฆาตที่ยากจะปิดบัง
เพราะขุมอำนาจที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือตลอดหลายสิบปี กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาและต้นเหตุของทุกสิ่ง... กลับเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าปีผู้หนึ่ง
หลังเสร็จสิ้นการประกาศต่อหน้าสาธารณชน ไป๋เหวินเทียนและซูเจิ้นเทียนได้เดินทางไปยังตำหนักโอสถด้วยตนเอง
ทั้งสองอยู่พูดคุยกับอวี้เหวินและตรวจดูอาการของอวี้หลานอยู่พักใหญ่ กระทั่งมั่นใจว่าสถานการณ์ทุกอย่างสงบลงแล้ว จึงค่อยแยกย้ายกลับไปจัดการภารกิจของตน
ยามราตรีมาเยือนอีกครั้ง เมืองซูไห่ที่เคยวุ่นวายมาตลอดทั้งวันค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบ
ณ มุมหนึ่งของตำหนักโอสถ
ภายในห้องพักอันเงียบงัน
แสงจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กส่องสลัวอยู่ข้างหัวเตียง เปลวไฟไหวเอนตามสายลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ทอดเงาร่างของอวี้เหวินยาวเหยียดไปบนผนัง
เด็กหนุ่มนั่งเงียบอยู่ข้างเตียง ราวกับรูปสลักที่ไร้การเคลื่อนไหว ภายในห้องมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของอวี้หลาน บิดาผู้เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา
สายตาของอวี้เหวินจับจ้องใบหน้าอันซีดเซียวของอวี้หลานไม่วางตา นิ้วมือกำด้ามกระบี่สีเงินแน่น ตัวกระบี่ยังคงหลงเหลือความอุ่นจาง ๆ จากเพลิงสังหารในค่ำคืนที่ผ่านมา
ดวงตาสีชาดที่เริ่มกลายเป็นทมิฬคู่นั้นลึกล้ำดุจห้วงสมุทร
ภายในความเงียบงัน ถ้อยคำของไป๋เหวินเทียนก่อนจากไปพลันย้อนกลับมาอีกครั้ง
‘อวี้เหวิน...’
‘เรื่องครั้งนี้ ข้าต้องรับผิดชอบไม่น้อย’
‘ยามนี้ร่องรอยของพวกมารปรากฏขึ้นถี่กว่าที่เคย ข่าวคราวจากทุกสารทิศล้วนชวนให้ผู้คนหวาดผวา’
‘ต่อให้เป็นเพียงข่าวลือ หรือเป็นเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อเพียงใด...’
‘ในฐานะเจ้าเมือง ข้าก็มิอาจเพิกเฉยได้’
‘เพราะหากตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียว’
‘ผู้ที่ต้องชดใช้ อาจมิใช่คนเพียงไม่กี่คน’
‘แต่เป็นทั้งเมืองซูไห่’
เมื่อนึกถึงตรงนี้
อวี้เหวินก็ยังจำแววตาของไป๋เหวินเทียนได้อย่างชัดเจน
ความเหนื่อยล้า ความรู้สึกผิด รวมถึงความขมขื่นที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ล้วนไม่อาจปกปิดได้เลย
ยอดฝีมือครึ่งก้าวก่อกำเนิด ผู้เป็นทั้งเจ้าเมืองและเจ้าตำหนักมังกรเมฆา สุดท้ายกลับถูกฟ่านเจิ้นไห่ใช้ข่าวลวงและเล่ห์กลชักจูงจนเกือบก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ สำหรับไป๋เหวินเทียนแล้ว เรื่องนี้คงเป็นบาดแผลในใจที่ยากจะลืมเลือนอยู่ไม่น้อย
อวี้เหวินหลับตาลงช้า ๆ มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นเยียบจาง ๆ ยิ่งครุ่นคิดลึกลงไปเท่าใด ภาพของแผนการทั้งหมดก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
'ฟ่านเจิ้นไห่... เจ้าช่างเจ้าเล่ห์นัก' อวี้เหวินรำพึงอยู่ภายในใจ
จิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นมองเห็นจุดอ่อนของไป๋เหวินเทียนได้อย่างแม่นยำ มันรู้ดีว่าในช่วงเวลาที่ข่าวคราวเกี่ยวกับพวกมารปรากฏขึ้นถี่กว่าปกติ เจ้าเมืองย่อมไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
ดังนั้นมันจึงกุเรื่องกลิ่นอายมารขึ้นมา ก่อนอาศัยความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมานาน ค่อย ๆ ส่งข่าวดังกล่าวเข้าสู่หูของเหล่าผู้อาวุโสตระกูลซู
เมื่อข่าวลือนั้นถูกส่งต่อไปถึงไป๋เหวินเทียนทุกอย่างก็เป็นไปตามที่มันคาดไว้ กำลังคนจำนวนมากของจวนเจ้าเมืองและตำหนักมังกรเมฆาถูกระดมออกไปตรวจสอบร่องรอยนอกเมือง แม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงหลายคนก็ถูกดึงออกจากเมืองซูไห่ไปด้วย
และในช่วงเวลาที่การป้องกันภายในเมืองอ่อนแอลงที่สุด... ฟ่านเจิ้นไห่จึงเลือกลงมือ สมาคมการค้าที่เคยมีผู้คนพลุกพล่าน กลับกลายเป็นเวทีสังหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนของมัน อวี้เหวินและอวี้หลานคงถูกกำจัดไปตั้งแต่คืนนั้นแล้ว และเมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ไป๋เหวินเทียนรู้ตัวว่าถูกหลอก ทุกอย่างก็คงสายเกินไป
ทว่า... หมากที่ฟ่านเจิ้นไห่วางเอาไว้ หาได้มีเพียงชั้นเดียวไม่ ดวงตาสีชาดปนทมิฬของอวี้เหวินค่อย ๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง ประกายเยียบเย็นสายหนึ่งวาบผ่านนัยน์ตา
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดฟ่านเจิ้นไห่จึงส่งอู๋ซวงมาพบตนตั้งแต่แรก
'ที่แท้มันก็ต้องการปั่นป่วนจิตใจข้านี่เอง...' อวี้เหวินหัวเราะเย็นอยู่ในใจ
ฟ่านเจิ้นไห่รู้ดีว่า จุดอ่อนที่สุดของเขาคืออวี้หลาน ตราบใดที่เรื่องของบิดาถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้
ดังนั้นมันจึงจงใจเปิดเผยเรื่องอาการป่วยและพิษในร่างของอวี้หลานผ่านปากอู๋ซวง เพื่อทำให้เขาเริ่มหวาดวิตก เริ่มร้อนใจ และเริ่มสูญเสียความสุขุม
หากทุกอย่างดำเนินไปตามที่ฟ่านเจิ้นไห่คาดไว้ เมื่อได้ยินข่าวเรื่องกลิ่นอายมารและภัยคุกคามที่กำลังก่อตัวขึ้นเเนวชายหาด อวี้เหวินย่อมต้องหาทางออกไปสืบหาความจริงด้วยตนเอง
หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องติดตามกลุ่มยอดฝีมือของตระกูลซูออกจากตำหนัก และทันทีที่เขาก้าวพ้นกำแพงเมืองซูไห่... สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าคงมิใช่ร่องรอยของพวกมาร เเต่เป็นคมดาบที่ถูกเตรียมไว้เพื่อเอาชีวิตเขาโดยเฉพาะ
เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้อวี้เหวินหายสาบสูญไปนอกเมืองซูไห่ ผู้คนส่วนใหญ่ก็คงเชื่อว่าเป็นฝีมือของพวกมารหรือโจรผู้ร้ายระหว่างทาง และไม่มีผู้ใดสงสัยไปถึงฟ่านเจิ้นไห่
อวี้เหวินค่อย ๆ กำมือแน่น ยิ่งมองเห็นหมากกระดานทั้งหมดชัดเจนขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า ฟ่านเจิ้นไห่ผู้นั้นเป็นคนที่โหดเหี้ยมและรอบคอบถึงขีดสุด ทุกก้าวที่อีกฝ่ายเดิน ล้วนถูกคำนวณเอาไว้ล่วงหน้าแล้วแทบทั้งสิ้น
ทว่า... หมากกระดานที่ฟ่านเจิ้นไห่อุตส่าห์วางเอาไว้หลายชั้น กลับพังทลายลงเพราะความผิดพลาดเพียงอย่างเดียว
มันประเมินอวี้เหวินต่ำเกินไป ฟ่านเจิ้นไห่คิดว่าเด็กหนุ่มจะหวาดวิตก จะร้อนใจ จะค่อย ๆ เดินตามเส้นทางที่มันขีดเอาไว้ เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
แต่สุดท้าย... อวี้เหวินกลับเลือกหนทางที่มันคาดไม่ถึงที่สุด เขาไม่ร้องขอความช่วยเหลือ ไม่รอให้ศัตรูเปิดเผยหมากทั้งหมด และไม่คิดเสียเวลากับการคาดเดาแผนการของอีกฝ่าย
เขาเพียงชักกระบี่ขึ้นมา แล้วเดินตรงไปยังสมาคมการค้า จากนั้นก็ใช้วิธีที่เรียบง่ายที่สุด ตัดศีรษะของผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่ง ต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง แม้กระทั่งต่อหน้าฟ่านเจี่ย ผู้บ่มเพาะขอบเขตพลังปราณ
อุบายที่ถูกถักทอขึ้นอย่างประณีต สุดท้ายกลับพังทลายลงต่อหน้าคมกระบี่เพียงเล่มเดียว
อวี้เหวินพ่นลมหายใจยาวออกมา สายตาทอดมองเปลวไฟบนตะเกียงที่กำลังสั่นไหว เรื่องของฟ่านเจิ้นไห่จบลงแล้ว พร้อมกับชีวิตของมัน
ทว่า... คำเตือนของไป๋เหวินเทียนกลับยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเขา
เรื่องกลิ่นอายมาร เรื่องความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง รวมถึงเงามืดที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
สิ่งเหล่านั้นต่างหาก... คือภัยคุกคามที่แท้จริง เมื่อเทียบกับมันแล้ว ฟ่านเจิ้นไห่ก็เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็ก ๆ ลูกหนึ่งเท่านั้น
อวี้เหวินค่อย ๆ หรี่ตาลง ภายนอกหน้าต่างราตรียังคงเงียบสงบ แต่เขารู้ดีว่า ภายใต้ความเงียบงันนั้น บางสิ่งกำลังคืบคลานเข้ามาทีละน้อย