มาเรียนยืนชั่งใจอยู่ตรงหน้าประตูฉุกเฉินนายแพทย์วิคฟิลด์ลับร่างไปนานแล้ว ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเดินช้าๆขึ้นไปตามขั้นบันไดที่ทอดขึ้นสู่ชั้นบนซึ่งจัดไว้เป็ชั้นของผู้ป่วยอาการหนักที่พ้นขีดอันตรายแล้วเธอเดินดูหมายเลขห้องไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง มาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องหนึ่ง
ในห้องนั้นค่อนข้างสรัวลาง ม่านถูกดึงลงเพื่อปิดบังแสงสว่างไม่ให้สาดส่องเข้ามารบกวนผู้ป่วยซึ่งนอนอยู่บนเตียงที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องได้มาเรียนหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องนั้น เป็ครู่ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปแต่พอเลยลึกเข้าไปไม่กี่ก้าวก็ชะงักฝีเท้าลงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์จะเหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้ แต่แล้ว...ก็ตัดสินใจเธอจำเป็ต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งเป็สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของไมเคิลฮิลยาร์ด เมื่อตัดสินใจตกฝีเท้าของเธอก็มั่นคงขึ้น
“ใครอยู่ตรงนั้นคะ?” เสียงแ่ๆดังมาจากเตียง “ใครคะ...ฉัน...มองไม่เห็น
“ใช่จ้ะ ก็เขาเอาผ้าพันแผลปิดตาเธอไว้นี่จ๊ะทำไม...เธอไม่หลับเสียล่ะ?” น้ำเสียงของมาเรียนกังวานปรานีอย่างลึกซึ้งธรรมชาติของความเป็แม่นั้นไม่มีสิ่งใดจะมาขวางกั้นไว้ได้เธอบังเกิดความเวทนาต่อผู้ป่วยที่นอนอยู่ตรงหน้าขึ้นมาจับใจ
“นอนไม่หลับค่ะ...ตื่นอยู่นานแล้ว”
“เจ็บมากไหม?”
“ไม่ค่ะ รู้สึกชาเท่านั้นเอง คุณ...คุณเป็ใครคะ?”ความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในใจของมาเรียน...เธอไม่กล้าพอที่จะบอกเด็กสาวคนนี้ไปว่าเธอเป็ใครแต่เธอกลับเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงซึ่งจัดไว้สำหรับพยาบาลเฝ้าไข้มองดูร่างที่อยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ร่างนั้นถูกผูกตรึงอยู่กับเตียงเพื่อป้องกันไม่ให้ขยับเขยื้อนซึ่งอาจตกลงมาเป็อันตรายได้ท่อนบนของร่างมีผ้าพันแผลพันไว้จนถึงศีรษะ เปิดไว้เฉพาะตรงปากกับจมูกเท่านั้น
มาเรียนกำลังคิด...ชีวิตหวานของเด็กสาวคนนี้ได้ยุติลงแล้วทั้งวัย ความงาม ความน่ารัก รวมทั้งชีวิตการเป็จิตรกรและแม้แต่ความรักของเธอ...
“แนนซี่...” นับบเป็ครั้งแรกที่ชื่อนั้นหลุดออกจากปากของมาเรียน“มีใครบอกเธอเื่ใบหน้าบ้างหรือเปล่า...?”
น้ำเสียงที่ถามนั้นอ่อนหวาน ราบเรียบ ไม่บอกความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น...ความเงียบยังคงปกคลุมห้องนั้นอยู่เป็ครู่ มีเสียงสะอื้นแ่ๆ ดังมาจากใต้ผ้าพันแผล
มาเรียนรู้ว่าเมื่อเริ่มเื่แล้วเธอจะต้องดำเนินต่อไปจนถึงที่สุดเธอจำเป็จะต้องทำให้ไมเคิลหลุดจากบ่วงพิศวาสของเด็กสาวคนนี้ให้ได้ไมเคิลเป็ฮิลยาร์ด...แต่เด็กคนนี้ไม่ได้เป็อะไรเลย...
“เขาบอกเธอหรือเปล่าว่ารอยที่ฉีกขาดบนใบหน้านั้นมันรักษาให้หายไม่ได้มันจะต้องเป็รอยแผลเป็อยู่อย่างนั้นตลอดไป...?”
“ไม่จริงค่ะ...ก็...หมอบอกว่า...”
“มีหมอเพียงคนเดียวเท่านั้นนะแนนซี่ที่จะทำศัลยกรรมตกแต่งให้เธอได้ แต่ก็จะต้องใช้เงินเป็แสนๆเหรียญทีเดียวแล้วฉันก็เชื่อว่า เธอคงจะไม่มีเงินจำนวนนั้นแน่...ไมเคิลก็เหมือนกัน”
“ฉันก็จะไม่ยอมให้เขาต้องมาเสียเงินมากๆอย่างนั้นเพื่อฉันหรอกค่ะ...ฉันไม่เคย...”
“นั่นสินะ ก็แล้วถ้ามันเป็อย่างงั้นเธอคิดจะทำยังไงต่อไปล่ะ?”
“ฉัน...ฉันยังไม่ทราบหรอกค่ะ” เสียงสะอื้นไห้นั้นน่าเวทนานัก
“เธอคิดว่าเมื่อหายดีแล้วเธอจะเอาหน้าตาปุปะฉีกขาดอย่างนี้ไปเผชิญหน้ากับเขาได้หรือ...แล้วเธอคิดว่าเขาจะยังรักเธอเหมือนเดิมหรือในเมื่อเธอเป็อย่างนี้...ฉันจะบอกให้นะว่าถึงเขาจะพยายามทำใจซึ่งอาจจะเป็เพราะด้วยความรักหรือความซื่อสัตย์ต่อเธอมากมายสักแค่ไหนก็ตามแต่มันก็คงจะไม่ยืดเยื้อไปสักแค่ไหนหรอกแล้วเธอคิดหรือว่าชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็สุข...”
มาเรียนหยุดนิดนึงเมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนของแนนซี่...รูปลักษณ์ที่เธอวาดขึ้นนั้นแม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกว่ามันน่ากลัว...
“แนนซี่ เธอจะต้องคิดดูให้ดีจะไม่มีอะไรเหลือไว้สำหรับชีวิตของเธออีกแล้ว ไม่มีเลยจริงๆ...มันจะไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะเหมือนกับชีวิตก่อนๆของเธอก่อนหน้าที่จะเกิดเื่นี้ขึ้น...แนนซี่เธอรู้ไหมว่าเธอสูญเสียเขาไปแล้ว...ถ้าเธอเอาหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างนี้ไปหาเขาก็เท่ากับว่า...เธอมีเจตนาที่จะทำลายความรู้สึกของเขาอย่างสิ้นเชิง...แล้วเขาล่ะเธอคิดถึงความรู้สึกของเขาบ้างหรือเปล่าเธอทำกับเขาอย่างนั้นไม่ได้แน่...จริงไหม...ไมเคิลเป็คนที่เธอรักแล้วเขาควรจะได้รับการตอบแทนอย่างนี้จากเธอหรือ...ถ้าเธอรักเขาจริงเธอก็จะต้องไม่ทำอย่างนั้น...”
มาเรียนหยุดพักหายใจ บัดนี้เธอได้เดินมาจนเกือบจะถึงจุดสุดท้ายแล้วและหวังว่ามันจะเป็จุดหมายแห่งชัยชนะ...เธอหยุดเพื่อจะรอฟังเสียงสะอื้นไห้ แต่ห้องนั้นกลับเงียบสงัดเงียบเสียจนได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง
“แนนซี่แต่เธอก็อาจมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่านี้ได้นะ ได้จริงๆ ฉันรับรอง...ถ้าเพียง...”
ร่างที่ถูกพันผูกไว้ด้วยผ้าพันแผลสั้นระริก...
“แนนซี่ เธอรู้ไหมว่าฉันอยากช่วยเธอเธอสามารถจะมีชีวิตใหม่ได้ ออกไปเผชิญกับโลกใหม่ได้...โลกใหม่ที่สวยสดงดงามกว่าเก่าหลายเท่านัก”
“ด้วยวิธีใดล่ะคะ...?”
“มีหมอคนหนึ่งอยู่ในซานฟรานซิสโกเขาเป็หมดที่เก่งมาก มือหนึ่งทีเดียวที่จะทำให้เธอสดสวยได้ยิ่งกว่าเดิมเสียอีกเขาจะให้ชีวิตใหม่แก่เธอ ทำให้เธอกลับไปวาดรูปได้อย่างเดิมแล้วก็ไม่ต้องใช้เวลานานด้วยแต่มันจำเป็จะต้องใช้เงินมาก แต่มันก็คุ้มค่านะ...ดีไหมล่ะ แนนซี่?”
รอยยิ้มแห่งชัยชนะฉาบขึ้นตรงมุมปากของมาเรียน...ชีวิตของนักธุรกิจทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องใช้เงินซื้อทั้งนั้น...แต่เอาล่ะ...แม้ว่ามันจะต้องใช้เงินสักล้านเหรียญเพื่อซื้ออิสรภาพครั้งนี้ให้กับลูกชายเธอก็จำเป็ต้องทำ
เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังลอดออกมาจากใต้ผ้าพันแผล...ช่วยไม่ได้...คำว่า“เรา” นับแต่บัดนี้ เป็ต้นไป จะต้องหมายถึงเธอกับไมเคิลเท่านั้นเด็กสาวคนนี้จะไม่มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องได้อีก เธอสูดลมหายใจลึก
“ฉันรู้ว่าเธอไม่มีเงินจำนวนมากขนาดนั้นแน่...แต่ฉันมี...ตอนนี้เธอคงรู้แล้วสินะว่าฉันเป็ใคร...?”
“ค่ะ”
“แล้วเธอเห็นด้วยกับที่ฉันพูดหรือยังละว่าเธอได้สูญเสียไมเคิลไปแล้วจริงๆเข้าใจไหมว่ามันเป็เื่เศร้าที่เกิดขึ้นซึ่งก็น่าเห็นใจมากแต่การที่เธอจะหวังให้เขามาทนร่วมชีวิตกับเธอต่อไปนั้นมันไม่มีทางที่จะเป็ไปได้เหมือนกัน”
“ค่ะ”
“เธอจะต้องรู้ว่า ถ้าเธอฉลาดพอ เธอควรจะทำอย่างไรเธอจะไปหวังให้เขามาทนทุกข์ทรมานร่วมกับเธอตลอดชีวิตนั้นเป็ความหวังที่เธอจะต้องใช้ชีวิตเป็เครื่องพิสูจน์ทีเดียว...แม้ว่านั่นจะเป็เครื่องพิสูจน์ว่าซื่อตรงต่อเธอเข้าใจแล้วนะแนนซี่...เข้าใจที่ฉันพูดอย่างดีเลยใช่ไหม?”
“ค่ะ”
“เธอยอมรับใช่ไหมว่าได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้วใช่ไหม?”
“ค่ะ” คำตอบรับนั้นว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย
“แนนซี่...เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างนี้ซึ่งฉันก็บอกแล้วว่ามันเป็เื่ที่น่าเห็นใจมากแล้วก็อยากจะได้ทำความตกลงกับเธอเสียก่อน...ฉันอยากให้เธอได้คิดถึงใบหน้าที่ได้รับการตกแต่งเสียใหม่คิดถึงชีวิตใหม่ เป็แนนซี่คนใหม่...คิดสิว่าฉันจะมีความหมายสำหรับเธอมากแค่ไหนเธอจะกลายเป็คนที่สะสวย มีเพื่อนฝูงใหม่ๆไปไหนต่อไหนได้อย่างอิสรเสรี...ไปทานอาหาร ไปดูหนัง ไปซื้อของ ได้แต่งตัวสวยๆแล้วก็มีเพื่อนชายคนใหม่อีกสักคนหรือสองคน...แต่งตัวต้องหยุดให้คนเหลียวหลังมองขณะเธอเดินผ่านทีเดียว...ดีไหม...แต่ถ้าเธอยังเป็อยู่อย่างนี้อย่าว่าแต่คนจะมองเลย แม้แต่เด็กๆ ถ้ามาเห็นเข้าก็ร้องแล้ว คิดดูให้ดีสิว่าอย่างไหนจะเป็กำไรของชีวิตมากกว่ากัน...หรือเธอคิดว่าเธอยังมีทางเลือกอื่น...?”
“คงไม่มีหรอกค่ะ”
“ใช่...เธอพูดถูก...เพราะฉะนั้นฉันก็จะขอเป็ผู้ชี้แนะแนวทางให้กับเธอเอง ฉันจะเป็ผู้ให้ชีวิตใหม่นั้นแก่เธอเองให้ใบหน้าใหม่ ให้โลกใบใหม่ หาบ้านให้เธออยู่อย่างสุขสบายที่สุดในระหว่างที่เธอกำลังรับการตกแต่งรูปโฉม ไม่ว่าอะไรที่เธอปรารถนา ที่เธอ้าจะไม่มีอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น...แนนซี่...แล้วพออีกสักปีหนึ่งฝันร้ายของเธอก็จะได้ยุติลงเสียที...ดีไหมล่ะ?”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ มาเรียนถอนหายใจอย่างหนักหน่วงธงชัยกำลังสะบัดพลิ้วอยู่ตรงหน้า เด็กสาวๆ อย่างนี้จะครณาอะไรกับน้ำคำที่หว่านล้อม
“แล้วยังไงต่อไปล่ะคะ...ฉันหมายถึงฉันจะต้องมีข้อผูกมัดอะไรกับคุณบ้าง?”
“ไม่มีเลย” มาเรียนแต่งน้ำเสียงให้รื่นเริง“แล้วจะเป็ยังไง...เธอก็เป็อิสระน่ะสิไม่มีข้อผูกมัดอะไรกับฉันเลย ชีวิตใหม่ก็จะเป็ของเธอ ตราบเท่าที่...” เธอเว้นจังหวะเพื่อหาคำพูดที่เหมาะสม “ตราบเท่าที่เธอกับไมเคิลไม่มีการติดต่อกันอีกชีวิตใหม่ก็จะเป็ของเธอถ้าเธอเลิกราเสียจากไมเคิลได้แต่ถ้าเธอไม่ยอมรับ...เอ้อ...ของขวัญจากฉัน...เธอก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าเธอได้สูญเสียเขาไปแล้วทั้งชีวิตเพราะฉะนั้น ทำไมเธอจึงจะยอมให้ชีวิตสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดายอย่างนั้นล่ะ?”
“ก็แล้ว...ถ้า...ถ้าไมเคิลเป็ฝ่ายไม่รักษาคำมั่นสัญญาอันนี้แม้ว่าฉันจะพยายามห่างจากเขา แต่เขาเป็ฝ่ายไม่ยอมเลิกเองล่ะคะ?”
“แนนซี่...ที่ฉัน้าจากเธอก็คืนคำมั่นสัญญาว่าเธอจะแยกตัวออกจากเขาเสียเท่านั้นส่วนไมเคิลจะทำยังไง มันก็เื่ของเขา”
“หมายความว่าคุณยังจะทำตามข้อตกลงอยู่หรือคะแม้ว่าไมเคิลจะ...เอ้อ...มาหาฉันอีกก็ตาม?”
“ใช่สิ...เื่นั้นฉันสามารถรับประกันด้วยเกียรติยศทีเดียว”
แนนซี่มองเห็นเงาแห่งชัยชนะที่ลอยอยู่ตรงหน้าเธอรู้จักไมเคิลดีกว่าที่แม่ของเขารู้จักหลายเท่านัก ไมเคิลจะไม่มีวันทอดทิ้งเธอเขาจะติดตามหาเธอจนพบและจะอุ้มชูอุปถัมภ์ตลอดไป เหมือนดังคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกันแม่ของเขาจะไม่มีวันได้รับชัยชนะในเื่นี้อย่างแน่นอนไม่ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากมายสักเพียงใดก็ตาม
“ว่ายังไงล่ะ เธอจะยอมตกลงไหม?” มาเรียนกลั้นใจถาม “ตอบฉันสิแนนซี่ฉันอยากรู้ว่าเธอจะตอบฉันยังไง?”
เงียบ...
แนนซี่กำลังคิด...ไมเคิล...คำมั่นสัญญาของเขาที่กล่าวย้ำยืนยันกับเธอว่า...ผมจะไม่มีวันกล่าวคำอำลาจากคุณชั่วชีวิต...แนนซี่...
“ว่าไงล่ะ แนนซี่?” เสียงมาเรียนเร่งเร้าอยู่ข้างหู
“ค่ะ...ฉันตกลง”