บทที่ 44
เรื่องคนรับใช้ในตำหนัก
“ชิงหลัว แล้วไป๋เฉาอยู่ที่ใด?” เมิ่งอวิ๋นเสียงหันมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เห็นไป๋เฉา นางจึงอดกังวลใจเล็กน้อยไม่ได้ สตรีผู้นี้เป็นคนที่จัดการได้ยากที่สุดในตำหนัก อารมณ์ของนางนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเจ้านายของนางเสียอีก และในแต่ละวันก็แทบจะไม่เห็นนางเลย
“ไม่ทราบเพคะ นางอาจกำลังผ่าฟืนอยู่ในสวนหลังตำหนักก็ได้” ชิงหลัวพูดเสียงอู้อี้ขณะเคี้ยวผลไม้เคลือบน้ำตาลในปากจนแก้มป่อง
“ผ่าฟืนหรือ? เหตุใดไป๋เฉาถึงต้องไปผ่าฟืนด้วย? คนรับใช้และแม่ครัวของเราไปอยู่ที่ไหน?” ทันทีที่เมิ่งอวิ๋นเสียงได้ยินว่าไป๋เฉากำลังผ่าฟืน นางก็รู้สึกโกรธและประหลาดใจมากที่นางต้องทำงานหนักเช่นนั้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชิงหลัวก็มองนางแปลก ๆ ก่อนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยความประหม่าว่า “ไท่จื่อเฟยลืมไปแล้วหรือเพคะ? เป็นเพราะเมื่อก่อนท่านอารมณ์ฉุนเฉียวนัก เมื่อใดก็ตามที่ท่านโกรธไท่จื่อ ท่านจะระบายความโกรธของท่านกับคนรอบข้าง และทุกครั้งจะต้องมีคนถูกสั่งโบย ตราบใดที่ทำงานในตำหนักนี้ก็จะไม่มีใครไม่โดนไม้ของท่าน คนเหล่านั้นไม่สามารถทนได้อีกต่อไป พวกเขาจึงยื่นคำร้องขอย้ายออก ไท่จื่อจึงสั่งย้ายคนรับใช้ทั้งหมดที่นี่ออกไปเพื่อดัดนิสัยท่าน และทำให้ไม่มีผู้ใดรับใช้ท่านอีกเพคะ”
เดิมทีไท่จื่อต้องการให้นางและไป๋เฉาออกไปด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากพวกนางเป็นหญิงรับใช้คนสนิท ทั้งสองจึงไม่อาจปล่อยให้ไท่จื่อเฟยอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ หลังจากอ้อนวอนอยู่นาน พวกนางจึงได้อยู่รับใช้เคียงข้างไท่จื่อเฟยต่อไป
เมิ่งอวิ๋นเสียงเอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่นาน เหตุใดนางถึงไม่มีความทรงจำส่วนนี้เลย “เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตำหนักของเราดูรกร้างว่างเปล่าถึงเพียงนี้”
ชิงหลัวพูดไม่ออก ไท่จื่อเฟย ท่านความรู้สึกช้าเกินไปหรือไม่เพคะ
“แล้วแม่ครัวเล่า? ยังมีแม่ครัวอยู่ใช่หรือไม่?” นางทำอาหารไม่เป็น และนางจำได้ว่าไป๋เฉาและชิงหลัวไม่เคยแตะต้องงานครัวเลย แล้วทุกวันนี้ใครเป็นคนทำอาหาร?
ชิงหลัวอุทานออกมาราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ่า... มีแม่ครัวอีกคนหนึ่งอยู่เพคะ ตอนนั้นหลังจากที่ไท่จื่อให้ทุกคนออกไปหมดแล้วก็เหลือเพียงเราสามคนในตำหนัก โดยไม่มีแม้แต่แม่ครัว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน แม้ว่าการเข้าครัวจะยากสำหรับพวกเรา แต่พวกเราก็ต้องไม่ปล่อยให้ไท่จื่อเฟยหิวหรือเข้าครัวเอง ไม่สิ เมื่อถึงเวลาอาหาร ไป๋เฉาและข้าน้อยจะไปขออาหารที่ครัวใหญ่มาให้ท่านโดยเฉพาะเพคะ”
ชิงหลัวไม่อยากจะนึกถึงช่วงเวลานั้นเลย ในขณะนั้นนางถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างหนัก
“แล้วแม่ครัวคนปัจจุบันมาจากไหน?” ในเมื่อจิ่งหรงโหดร้ายนักก็น่าจะปล่อยให้นางอดตายไปเสียเลย เหตุใดเขาถึงยังใจดีปล่อยให้มีคนทำอาหารให้นางอยู่อีก นี่เรียกว่าเป็นความเห็นอกเห็นใจได้หรือไม่?
“แม่เฒ่าอิงใจดีนัก เดิมทีนางเป็นผู้ช่วยในครัวใหญ่ เมื่อนางเห็นว่าไป๋เฉากับข้าน้อยไปขออาหารที่ครัวใหญ่ทุกวัน นางก็ทนดูไม่ได้ ดังนั้นนางจึงทูลขอมารับใช้ที่ตำหนักแห่งนี้ ซึ่งก็โชคดีที่ไท่จื่อทรงอนุญาต มิฉะนั้นพวกเราคงอดตายอยู่ที่นี่ไปนานแล้วเพคะ” ในตอนที่พวกนางรู้ว่าแม่เฒ่าอิงจะมา ชิงหลัวและไป๋เฉาต่างก็ดีใจและกังวลเล็กน้อย พวกนางดีใจที่รู้ว่าในโลกนี้มียังมีคนดีที่สามารถช่วยพวกนางได้ แต่พวกนางก็กังวลว่าหลังจากแม่เฒ่าอิงมาแล้ว นางจะทนอารมณ์เกรี้ยวกราดของไท่จื่อเฟยไม่ได้และจากไปในชั่วพริบตา แต่โชคดีที่เมื่อแม่เฒ่ามาอยู่ได้ไม่นาน ไท่จื่อเฟยก็มีอาการดีขึ้นและกลายเป็นคนที่แตกต่างจากคนเดิมอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าชิงหลัวจะสงสัยยิ่งนัก แต่นางก็ชอบไท่จื่อเฟยคนนี้มากกว่า ดังนั้นนางจึงไม่คิดจะถามต่ออีก เพราะเกรงว่าหากนางถามคำถามมากเกินไป ไท่จื่อเฟยอาจจะจำเรื่องราวทั้งหมดได้และเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนเดิม ซึ่งไม่คุ้มเอาเสียเลย เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็ข่มใจตัวเองด้วยการกัดผลไม้เคลือบน้ำตาลอีกคำ