ตอนที่สิบสี่
วันนี้บรรยากาศในห้องเรียนดูครึกครื้นเป็พิเศษ อาจเป็เพราะว่าเป็วันสุดท้ายแล้วที่ครูบังคับให้เข้าชั้นเรียนเพื่อล่าลายเซ็น เหลือเพียงลายเซ็นจากครูประจำชั้นคนเดียวเท่านั้น ส่วนพรุ่งนี้เย็นก็เป็งานเลี้ยงส่งและหลังจากนั้นจะเหลือเวลาอีกห้าวันถ้ารวมวันหยุด ก็จะเป็วันจบการศึกษาของที่นี่
ผมรู้สึกว่าเวลามันกระชั้นชิดเข้ามาทุกที ไม่ใช่แค่วันจบการศึกษาเท่านั้น แต่เป็วันที่ผมจะต้องย้ายจากเมืองนี้ไปด้วย
ผมลอบมองเหนือแล้วอมยิ้มขึ้นอย่างที่เคยทำมาตลอด จนถึงตอนนี้แล้ว ผมยังหาโอกาสเข้าไปคุยกับเหนือไม่ได้สักที จะดีก็แค่ตอนนี้มินย้ายกลับมานั่งข้างๆ ผมเหมือนเดิมแล้ว
ถึงการกระทำของมินจะสร้างความไม่พอใจให้เพื่อนๆ หลายคน แต่คิดว่ามินคงไม่แคร์เพราะมีคนคอยดูแลเป็อย่างดี แค่ใครจะแตะต้องหรือทำอะไรมัน พอเห็นสายตาเดปที่มองไปก็ต้องสงบเสงี่ยมกันแทบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนในกลุ่มเดปเอง
ว่าแล้วก็อิจฉาชะมัด ถึงมินกับเดปจะเริ่มต้นมาไม่ดี แต่ตอนนี้กลับไปกันได้ดีสุดๆ ไหนจะท่าทางที่มินมองเดปแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นั่นอีก
ปัง!
อยู่ๆ เดปก็ตบโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ทำให้ทุกคนหันไปมองเดปเป็ตาเดียว ภายในห้องเกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ผมมองมินแล้วส่งสายตาเชิงถามว่าเดปกำลังจะทำอะไร แต่มินกลับมองไปที่เดปอย่างไม่วางตา เหมือนกำลังรอดูสิ่งที่เดปจะทำ
“อิง มีอะไรจะพูดหรือเปล่า ไหนๆ ก็จะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้อีกไม่กี่วันแล้ว” เ้าของชื่อที่ได้ยินแบบนั้น ก็หลบสายตาจากคนอื่นทันที
ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายจากเดปไปที่เธอแทน ต่างจากเป้ที่มองผมมาอย่างคาดโทษ
“เดป ทำบ้าอะไรของมึงอยู่ว่ะ” เป้เข้าไปกระชากไหล่เดป ให้หันไปเผชิญหน้าแล้วถามขึ้นอย่างไม่พ่อใจ พร้อมกับเสียงซุบซิบของเหล่าเพื่อนๆ ที่พูดถึงการกระทำของทั้งสอง
“เดปคิดจะทำอะไรของมันเหรอมิน” ผมหันไปกระซิบถามมินด้วยความอยากรู้อีกคน
“ก็จะช่วยแทนให้เคลียร์กับเพื่อนๆ ไง” มินยิ้มกว้างแล้วตอบกลับ นี่ผมได้ยินไม่ผิดไปใช่หรือเปล่าอย่างเดปเนี่ยนะ จะยื่นมือเข้ามายุ่งเื่ของคนอื่น
“แน่ใจเหรอมิน เหมือนเดปจะมีเื่กับเพื่อนมันมากกว่านะ” ผมตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้เหมือนว่าเดปจะมีเื่กับเป้มากกว่า การช่วยผมเคลียร์กับเพื่อนๆ สะอีก
“เอาน้า แทนคอยดู คนที่ใส่ร้ายแทนจะยอมรับออกมาเองเลยแหละ” ผมฉีกยิ้มเจื่อนๆ ให้เมื่อได้ยินแบบนั้น เพราะมันไม่ใช่อย่างที่ผมตั้งใจไว้เลย
“กูมันถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะได้รับรู้ความจริงสักที ใช่หรือเปล่าเหนือ” เดปตอบกลับเป้ ก่อนจะหันไปถามความเห็นเหนือ นั่นทำให้เพื่อนในกลุ่มเหนือได้แต่มองหน้ากันเลิกลั่กเหมือนกำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เหนือไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่หันมามองผมเล็กน้อย ในจังหวะที่ผมเองก็หันไปมอง ทำให้พวกเราได้สบตากันอยู่แวบหนึ่ง ก่อนเหนือจะละสายตาหันกลับไปมองที่เดปแทน
“นี่เื่อะไรกันว่ะ พวกมึงบอกกูดิ” บีมถามขึ้นแล้วเดินไปแทรกกลางระหว่างเป้กับเดป
“จะให้กูพูด” เดปถามเธอกลับไปแล้วหันมองเป้อย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
“ตอนนี้แหละแทน พูดเลย” มินสะกิดผมพลางพูดขึ้น ถ้าผมพูดออกไปตอนนี้ มันจะไม่แย่ไปกว่าเดิมใช่มั้ย
“จะดีเหรอมิน” ผมรีบถามกลับไป ถึงจะเตรียมใจมาบ้างแล้วแต่ผมรู้สึกไม่ดีเลย ถ้าพูดออกไปแล้วความสนใจจะพุ่งไปที่อิงแทน กลัวเธอจะรับมือกับเื่พวกนี้ไม่ได้
“ดีสิแทน ถ้ามันผิดพลาดยังไง เรากับเดปจะช่วยเสริมเอง” มินตอบกลับอย่างหนักแน่นแล้วดันให้ผมลุกขึ้น
“เอางั้นจริงเหรอ”
“เอ่อ...พูด” จบเสียงมิน ผมก็ได้แต่ถอนหายใจลากยาว หันไปมองรอบๆ ห้องอย่างประหม่า
ทำไมวันนี้ทุกคนถึงไม่รีบกลับกันอย่างที่เคยเป็นะ หรือว่าอยากรู้เื่ที่เดปพูดจนไม่ยอมพากันลุกออกไปกัน
“ทุกคนคือว่าเรา เราเอ่อ....” ผมกลั้นหายใจแล้วโพล่งขึ้นเสียงดัง ถ้าเป็ไปตามที่มินคาดเพื่อนๆ อาจจะรับฟังผม แต่เท่าที่เห็นตอนนี้แทบไม่มีใครสนใจผมด้วยซ้ำ แถมบางคนยังคงจับจ้องไปที่เดปกับเป้อยู่
“พูดออกไปสิแทน” มินคะยั้นคะยอให้ผมพูดออกไปอีกครั้ง
“ทุกคน ฟังเราหน่อยนะ ที่ผ่านมาทุกคนกำลังเข้าใจผิด เราไม่ได้ทำอะไรแบบที่เป้กล่าวหาเลย” ผมพูดเสียงดังขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า หวังว่าครั้งนี้ทุกคนจะได้ยินและไม่เมินคำพูดที่ผมเอ่ยออกไปหรอกนะ
“กว่าจะพูดออกมาได้นะแทน” สิ่งที่หัวหน้าห้องเอ่ยขึ้น ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ อย่าบอกนะว่าหัวหน้ารับรู้เื่นี้อยู่แล้ว
“มึงพูดอะไรของมึง” ตามด้วยคนที่เคยชนผมจนล้มถามขึ้น เหมือนไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ผมพูด
“มึงไม่ต้องมาแก้ตัว” และตามด้วยเพื่อนในกลุ่มเหนือเอ่ยขึ้นมาอีกคน มันเป็ไปตามที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด ทุกคนดูไม่เชื่อและไม่ยอมรับในสิ่งที่พูดผมออกไปเลยสักนิด
“เงียบ!!” เสียงของเดปทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ บางคนเหมือนจะพูดอะไรก็ได้แต่อึกอักแล้วเงียบปากลง
“พูดต่อสิ” เดปหันมาบอกผมแล้วหันไปมองรอบๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของเพื่อนๆ ว่าจะมีใครพูดหรือขัดอะไรขึ้นมาอีกหรือเปล่า
“เื่ที่ห้องเราแกล้งพรพัชชาจนเธอลาออกไป แล้วทุกคนคิดว่าเราไปคนไปฟ้องครู ทำให้ห้องเราโดนทำโทษเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเื่นี้เลยจริงๆ นะ” สิ่งที่ผมพูดทำให้ทั้งห้องเกิดเสียงซุบซิบกันขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับสายตาที่มองกันไปมาเหมือนจะหาคำตอบจากเื่ที่เพิ่งได้รับรู้
“งั้นเหรอ ถ้ามึงไม่รู้แล้วใครจะรู้” บีมละสายตาจากเพื่อนเธอแล้วหันมาเลิกหน้าถามผมอย่างไม่ค่อยเชื่อ เพื่อนๆ ทุกคนก็ต่างมองมาที่ผมเป็ตาเดียว
“จะไปไหนเหรออิง” เสียงของเดปทำให้ทุกคนละความสนใจจากผมแล้วมองไปที่อิงแทน
เธอกำลังกวาดทุกอย่างลงกระเป๋าเพื่อออกจากห้อง พอได้ยินเดปท้วงไปอย่างนั้นก็หันมามองแล้วยิ้มเจื่อนๆ ให้
“พอดีว่าเรารีบกลับนะ” คำตอบของเธอเหมือนจะสร้างความไม่พอใจให้เดปอยู่มาก ก่อนจะเดินตรงไปที่เธออย่างเอาเื่
“ใช้เพื่อนกูเป็เครื่องมือทำลายคนอื่น มีความสุขมั้ย” คำถามนี้ไม่ใช่แค่อิงเลิกลั่ก เพื่อนเดปแต่ละคนก็เลิกลั่กไม่แพ้กัน
“มันไม่ใช่แบบนั้นนะ นายกำลังเข้าใจผิด แทนก็แค่กำลังแก้ตัว” อิงโบกมือปฏิเสธแล้วโยนความสนใจมาที่ผม เดปไม่ได้สนใจและยังจับจ้องไปที่เธอ คล้ายกับว่ากำลังต้อนให้เธอพูดความจริงออกมาด้วยตัวเอง
“แน่ใจเหรออิง”
คำพูดที่ออกมาจากปากเดปไม่เท่าไหร่ แต่การที่เดปฉีกยิ้มให้หลังจากนั้น ใครได้เห็นคงจะเสียวสันหลังไปตามๆ กัน
“พอแล้วเดป เื่นี้ไม่เกี่ยวกับอิง” เป้เข้าไปกระชากไหล่เดปออกห่างจากอิง แล้วใช้ตัวเองบังอิงไว้เพื่อไม่ให้เดปพูดหรือทำร้ายอิงไปมากกว่านั้น
“หึ ไม่เกี่ยวงั้นเหรอ” เดปพูดขึ้นอีกครั้งแล้วมองไปรอบๆ ทุกคน ที่เดปมองผ่านต่างก้มหลบสายตาลง เว้นแต่มินกับเพื่อนในกลุ่มที่ยังมองหน้าเดปด้วยความไม่เข้าใจ
“เงียบเถอะน้า มันก็เป็แบบนี้มาตั้งนานแล้ว จะมาพูดเอาอะไรตอนนี้” เป้รีบตอบกลับเพื่อนไปไม่วายหันมาจ้องผมตาเขม็ง
ผมจ้องหน้าเป้กลับก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างไม่มีทางสู้ ผมผิดเหรอที่อยากแก้ต่างให้ตัวเอง ผมผิดเหรอที่เลือกเก็บเื่นี้ไว้จนถึงตอนนี้ เพราะอยากเซฟความรู้สึกของคนที่ก่อเื่ ไม่ให้โดนอย่างที่ผมเคยโดน
ถ้าผมรู้ว่ามันจะลงเอยแบบนี้ ผมน่าจะเป็คนเห็นแก่ตัวสักนิด จะได้แก้ต่างให้ตัวเองั้แ่ตอนที่ได้รับรู้ว่าใครเป็คนทำเลยก็ดี
“จะไม่อยู่รอฟังหน่อยเหรออิง จะได้รู้ไงใครเป็ตัวต้นเหตุของเื่นี้” พอเป้บังสายตาเดปไม่ให้จับจ้องไปที่อิง เธอก็ได้จังหวะเดินหนีแต่ก็นั้นแหละ พอเดินไปถึงประตูเดปกลับท้วงขึ้นอีก ทำให้เธอไม่กล้าที่จะก้าวขาออกจากห้องไป
“ไอ้เดป กูบอกให้มึงหยุดพูดไง” เป้ก็ตอบกลับเดปเสียงแข็ง ก่อนที่ทั้งสองจะกระโจนเข้าหากันแล้วกระชากคอเสื้อกันอย่างเอาเื่ ผมว่าเื่นี้มักชักจะแปลกๆ เดปแค่ต้อนให้อิงสารภาพสิ่งที่เธอเคยทำ ทำไมเป้ถึงได้ปกป้องอิงขนาดนั้น
“พวกเธอมีเื่อะไรกัน” อยู่ๆ ครูพละก็โผล่มาหน้าห้องทั้งๆ ที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ จะบอกว่าเื่บังเอิญเหรอก็คงไม่ใช่ เพราะคนที่หันมายิ้มกว้างให้ผมตอนนี้ มันบ่งบอกทุกอย่างแล้วว่าเป็คนขอให้ครูมาแน่นอน
“เปล่าครับครู/เปล่าครับ” เป้กับเดปผละตัวออกจากกันแล้วรีบปฏิเสธครูกลับไป
“ครู ช่วยหนูด้วย พวกเพื่อนๆ กำลังใส่ร้ายหนูค่ะ” ครูมองข้ามพวกนั้นมาที่ผมแล้วยิ้มกว้างให้ ก่อนจะหันกลับไปหาอิงแล้วบอกในสิ่งที่เธอควรต้องทำ เพื่อจบปัญหา
“ขอโทษเพื่อนหน่อยมั้ย อย่างน้อยๆ เื่ที่ผ่านมาจะได้เลิกแล้วต่อกัน”
“ครูรู้” เป้เลิกหน้าถามครูขึ้นอย่างแปลกใจ
“ครูถึงได้อยากให้พวกเธอทุกคนเคลียร์กันไง เพราะเื่นี้ครูก็มีส่วน” เพื่อนๆ ได้ยินสิ่งที่ครูพูดก็หันมองหน้ากันเลิกลั่ก
“หนูไม่ผิดสักหน่อย ใครใช้ให้แทนมันเสนอหน้ามาช่วยหนูเองละ มันสมควรที่จะโดนแบบนั้นแล้ว” อิงตะคอกขึ้นเสียงดัง ไม่ยอมรับผิดไม่พอยังหันมาแสยะยิ้มมุมปากให้ผมอีก
“ไม่มีใครสมควรโดนแบบนั้นหรอกนะ เธอควรจะขอบคุณเพื่อนด้วยซ้ำ” ครูตะคอกเธอกลับไปเหมือนลืมตัวก่อนจะฉีกยิ้มเจื่อนๆ ให้
“งั้นเหรอค่ะครู แล้วพรพัชชาผิดอะไร ทำไมเพื่อนๆ ถึงทำแบบนั้นกับเธอ” อิงเงยหน้าถามครูในสิ่งที่เธอคาใจเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเธอมาตลอด
“เื่พรพัชชามัน...”
“พัชชามันทำตัวเองทั้งนั้น ไม่มีใครทำอะไรมันหรอกนะอิง” ครูกำลังจะอธิบายก็ต้องเงียบลงเมื่อมีเสียงใครสักคนแทรกขึ้นมา
“ไม่จริงถ้าพวกมึงไม่ทำร้ายเธอ ไม่แกล้งเธอ เธอคงไม่ย้ายออกไปอย่างนั้น” อิงตอบโต้กลับอย่างไม่เชื่อ
“เธอเข้าใจผิดแล้วอิง เธอสนิทกับพัชชาที่สุด เธอน่าจะรู้เื่ทั้งหมดดีไม่ใช่เหรอไง” ซันเพื่อนในกลุ่มเหนือพูดขึ้นมาอีกคน
“ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น” อิงรีบปฏิเสธพร้อมยกมือขึ้นปิดหูตัวเองไว้แน่น
“เื่ที่เกิดขึ้นกับแทน เธอเป็คนทำมันเหรอ” เหนือเลิกหน้าถามขึ้นแล้วหันมองผมแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตามองไปที่เป้กับอิงอย่าง้าคำตอบ
“พอเถอะ ผมผิดเองครับ กูเองเว้ย กูทำทุกอย่างเองไม่เกี่ยวกับอิงเลย” เป้ขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนจ้องไปที่อิงเป็ตาเดียว
“เป้...” อิงขานชื่อเป้ขึ้นเสียงอ่อน
“พอเถอะนะอิง มึงด้วยเป้ เื่ที่เคยเกิดขึ้นกับพัชชา มันไม่ใช่แบบที่พวกเราคิดกันหรอก พัชชากุเื่ทั้งหมดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเธอโดนแกล้งจนต้องย้ายโรงเรียนออกไป ความจริงแล้วเธอท้อง” สิ่งที่ได้ยินจากหัวหน้าห้องทำเอาเพื่อนๆ ต่างอึ้งกันไปยกใหญ่
“พูดบ้าอะไรของเธอหัวหน้า” อิงเดินตรงเข้าไปหาหัวหน้าอย่างเื่ เหมือนไม่พอใจที่หัวหน้าพูดถึงพัชชาแบบนั้น
“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ทั้งที่รู้เื่ทั้งหมดอยู่แล้ว ก็ยังปล่อยให้เื่แบบนี้เกิดขึ้น ขอโทษนะแทน ขอโทษนะทุกคน” หัวหน้าไม่ได้สนใจสิ่งที่อิงพูด ก้มหัวให้ทุกคน ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าผมแล้วก้มหัวขอโทษอีกที
ผมพยักหน้ารับแล้วยิ้มกว้างให้หัวหน้า เพื่อบอกเธอว่าไม่เป็ไร มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย
“ทำไมกัน ทำไมมันถึงเป็แบบนี้ไปได้ ทั้งๆ ที่กูกลัวแทบตาย กลัวว่าจะโดนแบบพัชชา กูเลยเขียนเื่ทั้งหมดให้ครูรับรู้ เผื่อว่ามันจะเป็เกราะป้องกันไม่ให้กูโดนแกล้ง แต่กูก็ยังโดนแกล้งอยู่ดี ถ้าไม่มีแทนยื่นมือเข้ามาช่วย จนกูคิดแผนที่จะโยนความผิดไปที่มันออก” อิงพล่ามขึ้นเหมือนคนสติหลุดแล้วเดินมาหยุดอยู่กลางห้อง
“คิดให้ดีๆ นะอิง เหตุผลที่เพื่อนๆ เริ่มทำแบบนั้นเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าเธอเป็คนทำมัน” หัวหน้าพูดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมส่งสายตามองไปที่อิงเหมือนจะบอกว่าให้อิงพอได้แล้ว
“งั้นเหรอ งั้นกูต้องขอบคุณเป้สินะ ที่ช่วยเบี่ยงเบนทำให้ทุกคนคิดว่าแทนเป็คนทำ จนทุกคนเลิกสนใจกู” เธอพูดจบก็ยิ้มกว้างขึ้นเหมือนพอใจสุดๆ ที่ได้ระบายออกไป
“เธอเป็คนใส่ความคิดที่ว่าแทนเป็คนทำ ให้เป้มันเองไม่ใช่เหรอไง” คำพูดของซันทำให้เธอหุบยิ้มลงแล้วหันไปมองเป้อย่างรู้สึกผิด
“พอเถอะซัน กูขอร้อง” เป้ท้วงเพื่อนขึ้นเสียงอ่อน เพราะแบบนี้เองสินะอยู่ๆ เป้ถึงได้โยนความผิดพวกนั้นมาที่ผม
“ไม่ได้เว้ย มึงฟังไว้นะอิง ที่ไอ้โง่นี้มันทำทั้งหมด เพราะมันชอบมึง มันไม่รู้หรอกว่ามึงเป็คนบอกครูหรือยังไง มันเกือบโดนไล่ออกขนาดนั้นมึงไม่คิดบ้างเหรอ ที่มันทำให้ทุกคนเปลี่ยนเป้าหมายจากมึงไปเป็แทน เพราะอยากปกป้องมึงไงอิง มันไม่อยากให้มึงโดนแบบที่มึงกลัวไง” สิ่งที่ซันพล่ามยาวออกมา ยิ่งทำให้อิงมองเป้ด้วยสายตาที่รู้สึกผิดไปใหญ่
“พอเถอะๆ ครูอยากให้เคลียร์กันดีๆ ไม่ใช่ทะเลาะ เอาเป็ว่าทุกคนรับรู้ เข้าใจตรงกันแล้วนะ อย่าลืมขอโทษเพื่อนพวกเธอด้วยแล้วกัน” คำพูดของครูเหมือนเป็การตัดบทสนทนาไปซะดื้อๆ
พอครูพูดจบก็หันมายิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป พร้อมกับเพื่อนๆ บางคนที่ทยอยออกตามไปด้วย
ผมหันมองหน้ามินที่ยิ้มกว้างให้อย่างไม่เข้าใจ นี่คือเคลียร์กันจบแล้วใช่หรือเปล่า ทำไมเื่มันยังดูงงๆ ยังมีคำถามที่ยังไม่เคลียร์เต็มไปหมด
“วันนี้รีบกลับหรือเปล่า คุยกันหน่ยได้มั้ย” เหนือเดินมาหยุดตรงหน้าแล้วถามขึ้นพร้อมกับมินที่สะกิดแขนเชียร์ให้ผมไปคุยกับเหนือได้เลย
ผมจ้องหน้าเหนือแล้วฉีกยิ้มกว้างให้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมอยู่ตรงหน้ามันเหมือนเหตุการณ์เดจาวู ก่อนหน้าที่จะเกิดเื่เข้าใจผิดขึ้นกับผมเลยว่ามั้ย จะต่างกันก็แค่ความรู้สึกที่ผมมีต่อเหนือในตอนนี้ มันมีเพิ่มมากขึ้นจนผมแทบไม่อยากปล่อยเหนือหลุดมือไป