แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 12 “ก้าวแรกสู่เทือกเขา”

    จินเยว่ เสี่ยวชวนและเพ่ยเหยาได้เดินทางเข้าเมืองเพื่อซื้อของใช้จำเป็๲สำหรับ 1 เดือน

     

    “เอ… หนึ่งเดือนในป่าเขา ต้องใช้อะไรบ้างล่ะเนี่ย?” เพ่ยเหยากล่าว

     

    “ก็พวกเสบียงอาหารทั่วไปเล็กน้อย แล้วก็ของดำรงชีพอีกนิดหน่อย” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “พี่เสี่ยวชวน ท่านว่าพวกเราต้องมีอะไรบ้าง?” เพ่ยเหยาถาม

     

    “อันดับแรกเราต้องมีอาหารก่อน พวกอาหารแห้งที่สามารถกินได้ตลอดเวลา หากในเทือกเขาหลังสำนักเราเจอการต่อสู้ที่ดุเดือด บางทีเราอาจไม่มีเวลาหาอาหารกิน” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    จินเยว่มองไปยังเสี่ยวชวนด้วยสายตาสงบนิ่ง ในใจนางคิดว่าศิษย์น้องผู้นี้รอบคอบดี

     

    “ฟังแล้วพวกเราจำเป็๲ต้องมีอาหารแห้งจริงๆนั่นแหละ แล้วพวกเราจะซื้อมากเท่าไรดีล่ะ?” เพ่ยเหยาถาม

     

    “แน่นอนว่าต้องให้เพียงพอสำหรับ 1 เดือนสิ” เสี่ยวชวนกล่าวยิ้มๆ

     

    “เยอะขนาดนั้นจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนล่ะพี่เสี่ยวชวน?” เพ่ยเหยาถามด้วยหน้าซื่อๆ

     

    “เอ่อ… นั่นสิ บางทีอาจต้องใช้แหวนมิติในการเก็บของ” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “เอ๋…? แหวนมิติ! ท่านมีแหวนมิติด้วยหรอพี่เสี่ยวชวน”

     

    “ข้ายากจนจะไปมีได้ไง” เสี่ยวชวนกล่าวด้วยสีหน้าอึมครึม

     

    “อ้าว แล้วพวกเราจะทำยังไงล่ะทีนี้” เพ่ยเหยาถาม

     

    “ข้ามี…” จินเยว่กล่าวเสียงเรียบ

     

    “หื้มมม? ศิษย์พี่หญิงจินเยว่ ท่านมีแหวนมิติด้วยงั้นหรอ? สุดยอดเลย รวยมากๆเ๽้าค่ะ” เพ่ยเหยากล่าวอย่างตกตะลึง

     

    แหวนมิตินั้นราคาไม่ธรรมดา คนระดับชั้นล่างไม่มีทางมีแหวนมิติได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยต้องเป็๲ครอบครัวที่มีเงิน หรือร่ำรวยหน่อยจึงจะมีแหวนมิติให้ลูกหลานใช้

     

    “นอกจากอาหารแล้วเ๽้าคิดว่าต้องมีอะไรอีกบ้างศิษย์น้องเสี่ยวชวน?” จินเยว่ถามด้วยเสียงอบอุ่น

     

    “เอ่อ… ข้าคิดว่า พวกเราควรจะมีเต๊นท์นอนด้วยสักห้าถึงเจ็ดหลัง ที่ต้องมีเยอะหน่อย ข้าเผื่อไว้ว่ามันอาจพังไปบางหลังในการต่อสู้” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “อืม… ข้าเห็นด้วยกับเ๽้า” จินเยว่กล่าว

     

    “งั้นเราไปหาซื้อกันเถอะ เวลาไม่คอยใคร ป่านนี้กลุ่มอื่นๆคงล่าแกนอสูรแรกกันได้หมดแล้วมั้ง หากพวกเราได้ที่ 1 เราจะได้โอสถกลืนฟ้าตั้ง 10 เม็ดเลยนะ แค่เม็ดเดียวระดับฝึกฝนก็พุ่งกระฉูดแล้ว ได้มา 10 เม็ดนี่รับรองว่าข้าต้องกลายเป็๲ยอดฝีมือเหมือนศิษย์พี่หญิงจินเยว่แน่ คริๆ” เพ่ยเหยากล่าว

     

    หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็เดิินหาซื้อของใช้จำเป็๲สำหรับการอยู่รอดในเทือกเขาหลังสำนัก 1 เดือนจนเสร็จสิ้น

     

    “เอาล่ะพวกเราไปกันเถอะ” จินเยว่กล่าวพร้อมเดินนำไปทางเทือกเขาหลังสำนัก

     

    ทั้งสามเดินทางอยู่ราวไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าเทือกเขา

     

    “ก่อนจะเข้าไปทำภารกิจกัน พวกเ๽้าจะต้องฟังคำสั่งของข้า” จินเยว่กล่าว

     

    “….” เสี่ยวชวน

     

    “ได้เลยศิษย์พี่จินเยว่ ท่านอยากได้แบบใดบอกข้ามาได้เลย” เพ่ยเหยากล่าวอย่างร่าเริง

     

    “อันดับแรกถ้าเจอสัตว์อสูร หรือเจอศัตรูกลุ่มอื่น พวกเ๽้าจะต้องฟังคำสั่งข้า ข้าบอกให้สู้ จงสู้ ข้าบอกให้ถอย จงถอย เข้าใจหรือไม่?” จินเยว่กล่าว

     

    “เข้าใจขอรับ” เสี่ยวชวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

     

    “เข้าใจเ๽้าค่ะ” เพ่ยเหยากล่าวตาม

     

    “ดีงั้นเราไปกันเลย” จินเยว่กล่าวจบนางก็เดินนำเข้าไปในเทือกเขาหลังสำนักทันที

     

    ทั้งสามเดินกันมาราวครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่เจอสัตว์อสูรหรือศิษย์กลุ่มอื่นสักคน 

     

    เสี่ยวชวนสังเกตภูมิประเทศรอบๆ แถวๆนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็๲เทือกเขาสูงมากมายหลายลูก อีกทั้งยังมีป่าที่กว้างใหญ่

     

    “โฮกกกก!!!”

     

    เสียงของสัตว์อสูรตัวแรกดังขึ้น

     

    ทั้งสามหันไปมองที่มาของเสียงทันที พวกเขาพบกับอสูรหมาป่าลมปราณก่อกำเนิดขั้นปลายสามตัวกำลังพุ่งเข้ามาทางพวกเขา

     

    อสูรหมาป่าพุ่งเข้าหาทั้งสามอย่างรวดเร็วและว่องไวเป็๲อย่างยิ่ง 

     

    เสี่ยวชวนเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย

     

    เพ่ยเหยามองไปยังอสูรหมาป่าทั้งสามด้วยรอยยิ้ม

     

    เมื่ออสูรหมาป่าทั้งสามมาถึงกลุ่มของทั้งสามมันก็ทะยานใส่ทันที

     

    แสงกระบี่สาดประกายวาบ

     

    “ฉัวะ!!”

     

    จินเยว่ลงมืออย่างสง่างามจัดการสังหารอสูรหมาป่าทั้งสามในพริบตา

     

    เพ่ยเหยาตาเป็๲ประกาย

     

    เสี่ยวชวนคิดในใจ ‘นางแข็งแกร่งกว่าที่คิด’

     

    “สุดยอดเลยพี่หญิงจินเยว่ ท่านจัดการอสูรหมาป่าขั้นก่อกำเนิดลมปราณขั้นปลายสามตัวในกระบี่เดียว ยอดเยี่ยมนัก! เท่านี้พวกเราก็ได้มา 9 คะแนนแล้ว” เพ่ยเหยากล่าวอย่างตื่นเต้น

     

    “อืม… เราไปเก็บแก่นอสูรกันเถอะ” จินเยว่กล่าว

     

    “ให้ข้าจัดการเอง” เสี่ยวชวนเสนอตัว

     

    หลังจากเก็บแก่นอสูรมาได้ทั้งสามก็ได้เดินลึกเข้าไปในหุบเขาหลังสำนักมากขึ้นเรื่อยๆ 

     

    ระหว่างทางมักมีสัตว์อสูรโผล่มาให้ต่อสู้ตลอด ส่วนใหญ่แล้วเป็๲ระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นต้น และขั้นกลาง ยังไม่มีขั้นปลายสักตัว จินเยว่จึงปล่อยให้เสี่ยวชวนและเพ่ยเหยาลงมือแทน

     

    จินเยว่สังเกตระดับพลังของเสี่ยวชวน นางเห็นเสี่ยวชวนอยู่ที่ขั้นก่อเกิดลมปราณขั้นปลายเหมือนเพ่ยเหยา ศิษย์น้องทั้งสองของนางนับได้ว่าไม่ธรรมดา นางมั่นใจว่ากลุ่มของนางจะต้องได้คะแนนเยอะอย่างแน่นอน

     

    “ฝีมือไม่เลวเลยพี่เสี่ยวชวน” เพ่ยเหยากล่าวหลังจากเห็นเสี่ยวชวนเชือดสัตว์อสูรขั้นก่อกำเนิดลมปราณขั้นกลางตัวนึงลงไปในดาบเดียว

     

    “เ๽้าเองก็ไม่ธรรมดา สังหารภายในพริบตาเช่นกัน” เสี่ยวชวนกล่าวยิ้มๆ

     

    “ฮิฮิ ข้าเป็๲อัจฉริยะ ย่อมต้องมีดีบ้าง” เพ่ยเหยากล่าว

     

    “อืม… แต่ถ้าหากเจอสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นปลาย เ๱ื่๵๹คงไม่ง่ายนัก” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “เราก็รุมจัดการมันไปเลยสิ หรือไม่ก็ให้พี่หญิงจินเยว่ลงมือ คริๆ” เพ่ยเหยากล่าว

     

    “เ๽้าทำตัวเหมือนผู้นำกลุ่มเลยนะ ลืมคำสั่งของศิษย์พี่หญิงจินเยว่แล้วรึไง?” เสี่ยวชวนกล่าวขำๆ

     

    “ไม่ลืมหรอกน่า ข้ารอฟังคำสั่งของพี่หญิงจินเยว่ก่อนอยู่แล้ว หากข้าดื้อ นางเอาข้าตายแน่ ฮือๆ” เพ่ยเหยากล่าว

     

    “ฮ่าๆๆ เ๽้านี่ตลกดีแฮะ” เสี่ยวชวนหัวเราะ

     

    “แหะๆ” เพ่ยเหยา

     

    “ไปกันต่อได้แล้ว สัตว์อสูรขั้นก่อกำเนิดลมปราณขั้นต้นกลางปลายข้าจะให้พวกเ๽้าลองลงมือกันดูก่อน ตอนนี้ข้าเห็นระดับฝีมือของพวกเ๽้าบ้างแล้ว นับได้ว่าเก่งกาจกันจริงๆ” จินเยว่กล่าว เสี่ยวชวนนั้นสงบนิ่ง เพลงดาบว่องไวแม่นยำแม้ไม่ได้รุนแรงอะไรมากแต่คมกริบสังหารทุกหนึ่งจังหวะ เพ่ยเหยาเพลงดาบรวดเร็วว่องไวไม่แพ้เสี่ยวชวน แต่ความแม่นยำยังต่ำกว่าเสี่ยวชวนอยู่อีกเยอะ 

     

    แต่เพ่ยเหยาเป็๲เพียงศิษย์ใหม่ระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นปลาย ด้วยอายุเพียงสิบห้าปี นางทำได้ขนาดนี้นับว่ายอดเยี่ยมเหนือศิษย์คนอื่นๆมากมายมหาศาลแล้ว

     

    ทั้งสามล่าสัตว์อสูรกันจนมืดค่ำ เมื่อยามค่ำมาถึงเสี่ยวชวนก็กางเต๊นท์สามหลัง เขากางให้จินเยว่และเพ่ยเหยาด้วย พวกนางมองไปยังเสี่ยวชวนด้วยสายตาขอบคุณเพราะพวกนางกางเต๊นท์ไม่เป็๲

     

    หลังจากกางที่นอนเสร็จ เสี่ยวชวนก็ก่อกองไฟ จากนั้นจึงกล่าวขึ้นมาว่า 

     

    “คืนนี้พวกเรากินเนื้อหมูป่ากันเถอะ”

     

    “เอ๋…? เราจะไม่กินอาหารแห้งที่เตรียมไว้หรอ” เพ่ยเหยากล่าว

     

    “ของพรรค์นั้นมันจะไปอร่อยได้ไง อีกอย่างเราต้องประหยัดเสบียงไว้ให้มากที่สุดด้วย” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “แล้วท่านมีเนื้อหมูป่ารึไง?” เพ่ยเหยาถาม

     

    “มีสิ ตอนล่าแกนอสูรกัน ข้าเชือดมันมาตัวนึง แล้วส่งให้ศิษย์พี่หญิงจินเยว่เก็บไว้ในแหวนมิติแล้ว เดี๋ยวข้าจะแสดงฝีมือการทำอาหารให้เ๽้ากินเอง หึๆ” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “หว่ายยย!! ข้าอยากลองชิมแล้ว เริ่มเลยๆ หิวจะตายอยู่แล้วสู้มาทั้งวัน!” เพ่ยเหยากล่าว

     

    จินเยว่ฟังเสี่ยวชวนกล่าวจบนางก็เอาหมูป่าออกมาให้

     

    เสี่ยวชวนไม่พูดมากอีก เขาแล่เนื้อหมูป่าพร้อมปรุงรสด้วยเครื่องเทศที่ทั้งสามไปซื้อกันมาในเมืองเมื่อตอนกลางวัน จากนั้นจึงนำหมูป่าไปย่างไฟ

     

    หมูป่าส่งกลิ่นหอมกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ

     

    เพ่ยเหยากลืนน้ำลายดังอึก

     

    แม้แต่จินเยว่เองก็เหลือบมองไปทางหมูป่าย่าง

     

    เมื่อหมูป่าย่างพร้อม ทั้งสามก็ลงมือกินกันอย่างทันที 

     

    จินเยว่กินด้วยท่าทางสงบนิ่งสง่างาม

     

    เพ่ยเหยากินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย

     

    ส่วนเสี่ยวชวนนั่งกินอย่างเรียบร้อย

     

    หลังจากกินอิ่มแล้ว เพ่ยเหยาก็กล่าวขึ้นมา “สุดยอดเลยพี่เสี่ยวชวน ฝีมือในการย่างหมูป่าของท่านนี่ระดับพ่อครัวสิบดาวเลยนะ!”

     

    “หึหึ เ๽้าก็ชมข้าเกินไป”

     

    “ข้าพูดจริงๆนะ ไม่เชื่อถามพี่หญิงจินเยว่ได้เลย จริงไหมเ๽้าคะ?”

     

    “อืม… อร่อยดีนะ” จินเยว่กล่าวยิ้มๆ

     

    เสี่ยวชวนยิ้ม

     

    ทั้งสามเริ่มรู้สึกได้ว่าวันนี้พวกเขาทำงานกันได้ดีล่าแกนอสูรได้คะแนนกันมาเป็๲ร้อยคะแนน

     

    “เอาล่ะค่ำคืนนี้ก็หลับฝันดีกันนะทุกคน” จินเยว่กล่าว

     

    “ฝันดีขอรับพี่จินเยว่” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “ฝันดีเ๽้าค่ะพี่หญิงจินเยว่” เพ่ยเหยากล่าว

     

    หลังจากกล่าวจบทั้งสามก็เข้าที่นอนพร้๵๬๻ะลุยศึกในวันพรุ่งนี้ต่อ ไม่รู้ว่าในหนึ่งเดือนนี้เ๱ื่๵๹ราวจะเป็๲เช่นไร เสี่ยวชวนแอบกังวลเล็กน้อย

     

    ทว่าในเงามืดลึกเข้าไปในป่าด้านหน้า

     

    ดวงตาสีแดงคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมายังค่ายพักของพวกเขาอย่างเงียบงัน…