จินเยว่ เสี่ยวชวนและเพ่ยเหยาได้เดินทางเข้าเมืองเพื่อซื้อของใช้จำเป็สำหรับ 1 เดือน
“เอ… หนึ่งเดือนในป่าเขา ต้องใช้อะไรบ้างล่ะเนี่ย?” เพ่ยเหยากล่าว
“ก็พวกเสบียงอาหารทั่วไปเล็กน้อย แล้วก็ของดำรงชีพอีกนิดหน่อย” เสี่ยวชวนกล่าว
“พี่เสี่ยวชวน ท่านว่าพวกเราต้องมีอะไรบ้าง?” เพ่ยเหยาถาม
“อันดับแรกเราต้องมีอาหารก่อน พวกอาหารแห้งที่สามารถกินได้ตลอดเวลา หากในเทือกเขาหลังสำนักเราเจอการต่อสู้ที่ดุเดือด บางทีเราอาจไม่มีเวลาหาอาหารกิน” เสี่ยวชวนกล่าว
จินเยว่มองไปยังเสี่ยวชวนด้วยสายตาสงบนิ่ง ในใจนางคิดว่าศิษย์น้องผู้นี้รอบคอบดี
“ฟังแล้วพวกเราจำเป็ต้องมีอาหารแห้งจริงๆนั่นแหละ แล้วพวกเราจะซื้อมากเท่าไรดีล่ะ?” เพ่ยเหยาถาม
“แน่นอนว่าต้องให้เพียงพอสำหรับ 1 เดือนสิ” เสี่ยวชวนกล่าวยิ้มๆ
“เยอะขนาดนั้นจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนล่ะพี่เสี่ยวชวน?” เพ่ยเหยาถามด้วยหน้าซื่อๆ
“เอ่อ… นั่นสิ บางทีอาจต้องใช้แหวนมิติในการเก็บของ” เสี่ยวชวนกล่าว
“เอ๋…? แหวนมิติ! ท่านมีแหวนมิติด้วยหรอพี่เสี่ยวชวน”
“ข้ายากจนจะไปมีได้ไง” เสี่ยวชวนกล่าวด้วยสีหน้าอึมครึม
“อ้าว แล้วพวกเราจะทำยังไงล่ะทีนี้” เพ่ยเหยาถาม
“ข้ามี…” จินเยว่กล่าวเสียงเรียบ
“หื้มมม? ศิษย์พี่หญิงจินเยว่ ท่านมีแหวนมิติด้วยงั้นหรอ? สุดยอดเลย รวยมากๆเ้าค่ะ” เพ่ยเหยากล่าวอย่างตกตะลึง
แหวนมิตินั้นราคาไม่ธรรมดา คนระดับชั้นล่างไม่มีทางมีแหวนมิติได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยต้องเป็ครอบครัวที่มีเงิน หรือร่ำรวยหน่อยจึงจะมีแหวนมิติให้ลูกหลานใช้
“นอกจากอาหารแล้วเ้าคิดว่าต้องมีอะไรอีกบ้างศิษย์น้องเสี่ยวชวน?” จินเยว่ถามด้วยเสียงอบอุ่น
“เอ่อ… ข้าคิดว่า พวกเราควรจะมีเต๊นท์นอนด้วยสักห้าถึงเจ็ดหลัง ที่ต้องมีเยอะหน่อย ข้าเผื่อไว้ว่ามันอาจพังไปบางหลังในการต่อสู้” เสี่ยวชวนกล่าว
“อืม… ข้าเห็นด้วยกับเ้า” จินเยว่กล่าว
“งั้นเราไปหาซื้อกันเถอะ เวลาไม่คอยใคร ป่านนี้กลุ่มอื่นๆคงล่าแกนอสูรแรกกันได้หมดแล้วมั้ง หากพวกเราได้ที่ 1 เราจะได้โอสถกลืนฟ้าตั้ง 10 เม็ดเลยนะ แค่เม็ดเดียวระดับฝึกฝนก็พุ่งกระฉูดแล้ว ได้มา 10 เม็ดนี่รับรองว่าข้าต้องกลายเป็ยอดฝีมือเหมือนศิษย์พี่หญิงจินเยว่แน่ คริๆ” เพ่ยเหยากล่าว
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็เดิินหาซื้อของใช้จำเป็สำหรับการอยู่รอดในเทือกเขาหลังสำนัก 1 เดือนจนเสร็จสิ้น
“เอาล่ะพวกเราไปกันเถอะ” จินเยว่กล่าวพร้อมเดินนำไปทางเทือกเขาหลังสำนัก
ทั้งสามเดินทางอยู่ราวไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าเทือกเขา
“ก่อนจะเข้าไปทำภารกิจกัน พวกเ้าจะต้องฟังคำสั่งของข้า” จินเยว่กล่าว
“….” เสี่ยวชวน
“ได้เลยศิษย์พี่จินเยว่ ท่านอยากได้แบบใดบอกข้ามาได้เลย” เพ่ยเหยากล่าวอย่างร่าเริง
“อันดับแรกถ้าเจอสัตว์อสูร หรือเจอศัตรูกลุ่มอื่น พวกเ้าจะต้องฟังคำสั่งข้า ข้าบอกให้สู้ จงสู้ ข้าบอกให้ถอย จงถอย เข้าใจหรือไม่?” จินเยว่กล่าว
“เข้าใจขอรับ” เสี่ยวชวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“เข้าใจเ้าค่ะ” เพ่ยเหยากล่าวตาม
“ดีงั้นเราไปกันเลย” จินเยว่กล่าวจบนางก็เดินนำเข้าไปในเทือกเขาหลังสำนักทันที
ทั้งสามเดินกันมาราวครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่เจอสัตว์อสูรหรือศิษย์กลุ่มอื่นสักคน
เสี่ยวชวนสังเกตภูมิประเทศรอบๆ แถวๆนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็เทือกเขาสูงมากมายหลายลูก อีกทั้งยังมีป่าที่กว้างใหญ่
“โฮกกกก!!!”
เสียงของสัตว์อสูรตัวแรกดังขึ้น
ทั้งสามหันไปมองที่มาของเสียงทันที พวกเขาพบกับอสูรหมาป่าลมปราณก่อกำเนิดขั้นปลายสามตัวกำลังพุ่งเข้ามาทางพวกเขา
อสูรหมาป่าพุ่งเข้าหาทั้งสามอย่างรวดเร็วและว่องไวเป็อย่างยิ่ง
เสี่ยวชวนเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย
เพ่ยเหยามองไปยังอสูรหมาป่าทั้งสามด้วยรอยยิ้ม
เมื่ออสูรหมาป่าทั้งสามมาถึงกลุ่มของทั้งสามมันก็ทะยานใส่ทันที
แสงกระบี่สาดประกายวาบ
“ฉัวะ!!”
จินเยว่ลงมืออย่างสง่างามจัดการสังหารอสูรหมาป่าทั้งสามในพริบตา
เพ่ยเหยาตาเป็ประกาย
เสี่ยวชวนคิดในใจ ‘นางแข็งแกร่งกว่าที่คิด’
“สุดยอดเลยพี่หญิงจินเยว่ ท่านจัดการอสูรหมาป่าขั้นก่อกำเนิดลมปราณขั้นปลายสามตัวในกระบี่เดียว ยอดเยี่ยมนัก! เท่านี้พวกเราก็ได้มา 9 คะแนนแล้ว” เพ่ยเหยากล่าวอย่างตื่นเต้น
“อืม… เราไปเก็บแก่นอสูรกันเถอะ” จินเยว่กล่าว
“ให้ข้าจัดการเอง” เสี่ยวชวนเสนอตัว
หลังจากเก็บแก่นอสูรมาได้ทั้งสามก็ได้เดินลึกเข้าไปในหุบเขาหลังสำนักมากขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างทางมักมีสัตว์อสูรโผล่มาให้ต่อสู้ตลอด ส่วนใหญ่แล้วเป็ระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นต้น และขั้นกลาง ยังไม่มีขั้นปลายสักตัว จินเยว่จึงปล่อยให้เสี่ยวชวนและเพ่ยเหยาลงมือแทน
จินเยว่สังเกตระดับพลังของเสี่ยวชวน นางเห็นเสี่ยวชวนอยู่ที่ขั้นก่อเกิดลมปราณขั้นปลายเหมือนเพ่ยเหยา ศิษย์น้องทั้งสองของนางนับได้ว่าไม่ธรรมดา นางมั่นใจว่ากลุ่มของนางจะต้องได้คะแนนเยอะอย่างแน่นอน
“ฝีมือไม่เลวเลยพี่เสี่ยวชวน” เพ่ยเหยากล่าวหลังจากเห็นเสี่ยวชวนเชือดสัตว์อสูรขั้นก่อกำเนิดลมปราณขั้นกลางตัวนึงลงไปในดาบเดียว
“เ้าเองก็ไม่ธรรมดา สังหารภายในพริบตาเช่นกัน” เสี่ยวชวนกล่าวยิ้มๆ
“ฮิฮิ ข้าเป็อัจฉริยะ ย่อมต้องมีดีบ้าง” เพ่ยเหยากล่าว
“อืม… แต่ถ้าหากเจอสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นปลาย เื่คงไม่ง่ายนัก” เสี่ยวชวนกล่าว
“เราก็รุมจัดการมันไปเลยสิ หรือไม่ก็ให้พี่หญิงจินเยว่ลงมือ คริๆ” เพ่ยเหยากล่าว
“เ้าทำตัวเหมือนผู้นำกลุ่มเลยนะ ลืมคำสั่งของศิษย์พี่หญิงจินเยว่แล้วรึไง?” เสี่ยวชวนกล่าวขำๆ
“ไม่ลืมหรอกน่า ข้ารอฟังคำสั่งของพี่หญิงจินเยว่ก่อนอยู่แล้ว หากข้าดื้อ นางเอาข้าตายแน่ ฮือๆ” เพ่ยเหยากล่าว
“ฮ่าๆๆ เ้านี่ตลกดีแฮะ” เสี่ยวชวนหัวเราะ
“แหะๆ” เพ่ยเหยา
“ไปกันต่อได้แล้ว สัตว์อสูรขั้นก่อกำเนิดลมปราณขั้นต้นกลางปลายข้าจะให้พวกเ้าลองลงมือกันดูก่อน ตอนนี้ข้าเห็นระดับฝีมือของพวกเ้าบ้างแล้ว นับได้ว่าเก่งกาจกันจริงๆ” จินเยว่กล่าว เสี่ยวชวนนั้นสงบนิ่ง เพลงดาบว่องไวแม่นยำแม้ไม่ได้รุนแรงอะไรมากแต่คมกริบสังหารทุกหนึ่งจังหวะ เพ่ยเหยาเพลงดาบรวดเร็วว่องไวไม่แพ้เสี่ยวชวน แต่ความแม่นยำยังต่ำกว่าเสี่ยวชวนอยู่อีกเยอะ
แต่เพ่ยเหยาเป็เพียงศิษย์ใหม่ระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นปลาย ด้วยอายุเพียงสิบห้าปี นางทำได้ขนาดนี้นับว่ายอดเยี่ยมเหนือศิษย์คนอื่นๆมากมายมหาศาลแล้ว
ทั้งสามล่าสัตว์อสูรกันจนมืดค่ำ เมื่อยามค่ำมาถึงเสี่ยวชวนก็กางเต๊นท์สามหลัง เขากางให้จินเยว่และเพ่ยเหยาด้วย พวกนางมองไปยังเสี่ยวชวนด้วยสายตาขอบคุณเพราะพวกนางกางเต๊นท์ไม่เป็
หลังจากกางที่นอนเสร็จ เสี่ยวชวนก็ก่อกองไฟ จากนั้นจึงกล่าวขึ้นมาว่า
“คืนนี้พวกเรากินเนื้อหมูป่ากันเถอะ”
“เอ๋…? เราจะไม่กินอาหารแห้งที่เตรียมไว้หรอ” เพ่ยเหยากล่าว
“ของพรรค์นั้นมันจะไปอร่อยได้ไง อีกอย่างเราต้องประหยัดเสบียงไว้ให้มากที่สุดด้วย” เสี่ยวชวนกล่าว
“แล้วท่านมีเนื้อหมูป่ารึไง?” เพ่ยเหยาถาม
“มีสิ ตอนล่าแกนอสูรกัน ข้าเชือดมันมาตัวนึง แล้วส่งให้ศิษย์พี่หญิงจินเยว่เก็บไว้ในแหวนมิติแล้ว เดี๋ยวข้าจะแสดงฝีมือการทำอาหารให้เ้ากินเอง หึๆ” เสี่ยวชวนกล่าว
“หว่ายยย!! ข้าอยากลองชิมแล้ว เริ่มเลยๆ หิวจะตายอยู่แล้วสู้มาทั้งวัน!” เพ่ยเหยากล่าว
จินเยว่ฟังเสี่ยวชวนกล่าวจบนางก็เอาหมูป่าออกมาให้
เสี่ยวชวนไม่พูดมากอีก เขาแล่เนื้อหมูป่าพร้อมปรุงรสด้วยเครื่องเทศที่ทั้งสามไปซื้อกันมาในเมืองเมื่อตอนกลางวัน จากนั้นจึงนำหมูป่าไปย่างไฟ
หมูป่าส่งกลิ่นหอมกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ
เพ่ยเหยากลืนน้ำลายดังอึก
แม้แต่จินเยว่เองก็เหลือบมองไปทางหมูป่าย่าง
เมื่อหมูป่าย่างพร้อม ทั้งสามก็ลงมือกินกันอย่างทันที
จินเยว่กินด้วยท่าทางสงบนิ่งสง่างาม
เพ่ยเหยากินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย
ส่วนเสี่ยวชวนนั่งกินอย่างเรียบร้อย
หลังจากกินอิ่มแล้ว เพ่ยเหยาก็กล่าวขึ้นมา “สุดยอดเลยพี่เสี่ยวชวน ฝีมือในการย่างหมูป่าของท่านนี่ระดับพ่อครัวสิบดาวเลยนะ!”
“หึหึ เ้าก็ชมข้าเกินไป”
“ข้าพูดจริงๆนะ ไม่เชื่อถามพี่หญิงจินเยว่ได้เลย จริงไหมเ้าคะ?”
“อืม… อร่อยดีนะ” จินเยว่กล่าวยิ้มๆ
เสี่ยวชวนยิ้ม
ทั้งสามเริ่มรู้สึกได้ว่าวันนี้พวกเขาทำงานกันได้ดีล่าแกนอสูรได้คะแนนกันมาเป็ร้อยคะแนน
“เอาล่ะค่ำคืนนี้ก็หลับฝันดีกันนะทุกคน” จินเยว่กล่าว
“ฝันดีขอรับพี่จินเยว่” เสี่ยวชวนกล่าว
“ฝันดีเ้าค่ะพี่หญิงจินเยว่” เพ่ยเหยากล่าว
หลังจากกล่าวจบทั้งสามก็เข้าที่นอนพร้ะลุยศึกในวันพรุ่งนี้ต่อ ไม่รู้ว่าในหนึ่งเดือนนี้เื่ราวจะเป็เช่นไร เสี่ยวชวนแอบกังวลเล็กน้อย
ทว่าในเงามืดลึกเข้าไปในป่าด้านหน้า
ดวงตาสีแดงคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมายังค่ายพักของพวกเขาอย่างเงียบงัน…