“ถึงเวลาแล้ว เ้าจะต้องแสวงหาหนทางสู่พลังแล้ว”เสียงปริศนาดังขึ้นในห้วงความฝัน
“ถึงเวลาอันใดกัน? แล้วข้าจะแสวงหามันได้ที่ใด?แล้วนี่ท่านเป็ใครกัน?” หนิงเฟยหลงเกิดความรู้สึกฉงนสงสัยจึงรีบถามออกไป
“เ้าจงเดินทางไปทางทิศตะวันออกแต่จงอย่าได้เร่งรีบไม่นานเ้าจะได้พบกับสิ่งที่สามารถช่วยเ้าได้เอง”เสียงปริศนาได้บอกกล่าวต่อโดยไม่ได้สนใจคำถามที่หนิงเฟยหลงไถ่ถาม
..........
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระทบใบหน้าชายหนุ่มที่กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงความฝันให้ตื่นมันค่อยๆลืมตาขึ้นดวงตาจ้องมองไปยังหน้าต่างที่เปิดอยู่มันจำได้ว่าเมื่อคืนมันไม่ได้เปิดหน้าต่างไว้กลับมาถึงห้องก็ฟุบตัวลงที่เตียงแต่ก็สังเกตมองไปรอบๆห้องก่อนที่จะหลับก็ไม่พบว่าหน้าต่างนั้นเปิดอยู่
“เป็เื่จริงหรือนี่?!” หนิงเฟยหลงยังคงเหม่อมองดูหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ในใจก็เกิดความตระหนกอยู่บ้าง “ยอดคนผู้ใดกันที่นำพาแสงสว่างมาสู่เรา”ชายหนุ่มนั้นอดขบคิดไม่ได้ แต่อีกใจก็บังเกิดความยินดีลิงโลด ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะออกเดินทางหาหนทางให้ตนกลับมาฝึกยุทธ์ใหม่อีกครั้งให้ได้!
หนิงเฟยหลงหลังจากที่ใช้เวลาครุ่นคิดถึงสิ่งที่เสียงปริศนาได้บอกไว้ก็จัดแจงสัมภาระเตรียมตัวออกเดินทางแสวงหาหนทางตะวันออก มันคิดเดินทางไปพร้อมกับองครักษ์สี่คนที่บิดาเตรียมไว้ให้มันเร่งรีบออกจากจวน ทว่ายังไม่ทันจะได้ออกจากจวนก็มีเด็กสาวคนหนึ่งมายืนขวางประตูใหญ่ไว้!
“พี่หยุดนะ! พี่จะทิ้งข้าไปไหนอีกแล้ว!” หนิงอันอันร้องเรียกอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาจ้องเขม็งมาที่หนิงเฟยหลง
“หืม?.....ใครจะกล้าจะทิ้งน้องสาวที่น่ารักอย่างเ้ากันเล่าพี่แค่ไปหาวิธีการฝึกพลังยุทธ์ไม่กี่วันก็จะกลับมา เ้าอยู่ทางนี้ก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดี”หนิงเฟยหลงลูบหัวน้องสาวของตนพลางพูดปลอบ
“แต่ข้าอยากไปด้วย ท่านให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่?” หนิงอันอันส่งสายตาเป็ประกายขอร้องให้หนิงเฟยหลงพานางไปด้วย
“ครั้งนี้คงไม่ได้หรอกข้างนอกนั่นอันตรายเกินไปสำหรับเด็กน้อยอย่างเ้า” หนิงอันอันผละตัวออกห่างจากพี่ชายของนางก่อนจะหันหลังทำหน้างอน้อยใจที่พี่ชายไม่พานางไปด้วย
“ท่านพี่ท่านใจร้ายที่สุดเลย!”หนิงอันอันกระแทกเสียงใส่!
“เอาอย่างนี้เป็ไง คราวหน้าพี่จะพาเ้าไปเที่ยว ตกลงหรือไม่?” หนิงเฟยหลงกล่าวออกมาเพื่อปลอบโยนน้องสาวอย่างจนใจ แววตาของหนิงอันอันเปลี่ยนกลับมาเป็สดใสทันทีที่ได้ยิน
“ตกลง! ท่านห้ามเบี้ยวข้าเด็ดขาดเลยนะ”หนิงอันอันกล่าวกำชับพร้อมชี้นิ้วไปที่หนิงเฟยหลงด้วยสีหน้าที่จริงจังและดุดัน
“ฮ่าฮ่า ตกลงตามนี้ พี่ไปก่อนนะ”หนิงเฟยหลงกล่าวจบก็ขึ้นม้าไปพร้อมกับองครักษ์ออกนอกเมืองไปทางทิศตะวันออกพร้อมกับใบหน้าทที่บิดเบี้ยวเล็กน้อย
การกระทำของหนิงเฟยหลงนั้นอยู่ในสายตาบุคคลผู้หนึ่งมาโดยตลอดชายผู้สวมอาภรณ์สีม่วงถือพัดโบกสะบัดอยู่บนหอสูงหนึ่งในหอสังเกตการณ์ของจวนสกุลหนิงสายตายังคงเฝ้ามองหนิงเฟยหลงอยู่จนลับสายตาไป
“หึหึ คงใกล้ถึงเวลากำจัดอดีตคุณชายน้อยอันดับหนึ่งแล้วสินะ”ชายสวมอาภรณ์สีม่วงค่อยๆกระตุกยิ้มมุมปากขณะกล่าว
..........
หนิงเฟยหลงเดินทางออกจากจวน ก็พบเห็นผู้คนมากมายออกมาเตร็ดเตร่ซื้อของกันขวักไขว่ไปมาทั่วทั้งเมืองบรรยากาศดูคึกคักตลอดทั้งวัน กว่าจะออกจากเมืองได้ก็กินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม นั่นเพราะเมืองเซียงนั้นเป็หนึ่งในสามเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเยว่มีพื้นที่กว้างใหญ่ประชากรมีมากกว่าล้านคน จวนสกุลหนิงตั้งอยู่กลางเมืองเ้าเมืองคนปัจจุบันคือลุงใหญ่ของหนิงเฟยหลงนาม ‘หนิงหลิน’ บรรดาศักดิ์เซียงโหวขุนนางขั้นสี่
หนิงเฟยหลงเดินทางต่อเนื่องไม่หยุดพักจนใกล้ถึงเวลาพลบค่ำจึงพากันตั้งกระโจมพักขณะนี้หนิงเฟยหลงอยู่ห่างจากเมืองเซียงไปทางตะวันออกแปดสิบลี้(1 ลี้=500 เมตร) พึ่งออกจากเขตรอบเมืองเซียง
“พี่ชงหยางหากเรามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอีกเราจะเข้าเขตใด?”
“จะเข้าเขตป่าสมบัติแห่งโชคชะตาขอรับข้าน้อยเคยได้ยินมาว่าที่นั่นเป็ป่าที่แปลกพิสดารนัก ผู้แสวงโชคและผู้ฝึกยุทธ์มักจะไปที่นั่นกันว่ากันว่าต้องมีโชคชะตาถึงจะค้นพบสมบัติแต่สถานที่แห่งนั้นก็เต็มไปด้วยสัตว์อสูรทั้งนั้น ทำให้ยากต่อการสำรวจ”ชงหยางครุ่นคิดสักครู่ก่อนเอ่ยตอบ
“สมบัติแห่งโชคชะตางั้นหรือ ดี! งั้นเราจะมุ่งหน้าไปที่ป่านั่นกันแต่เราคงต้องอ้อมไป” กล่าวจบหนิงเฟยหลงก็เข้าที่กระโจมของตน
หลังราตรีผ่านพ้นไปหนิงเฟยหลงก็เดินทางต่อไปยังป่าสมบัติแห่งโชคชะตาใช้เวลาเดินทางกว่าสิบวันก็มาถึงเขตป่าสมบัติแห่งโชคชะตาตอนย่ำค่ำพอดีเพียงแค่เริ่มเข้าสู่เขตป่าก็ััได้ถึงสัตว์อสูรจำนวนมากวนเวียนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลค่ายพัก
“พี่ชงหยางคืนนี้พวกเราคงต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้วสัตว์อสูรพวกนี้อยู่ใกล้เรามากเกินไปหาไม่พวกเราคงได้เป็อาหารอันโอชะของพวกมันเป็แน่”ถึงแม้หนิงเฟยหลงจะไม่มีพลังยุทธ์แล้ว แต่จากประสบการณ์ทำให้มันทราบถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรในบริเวณโดยรอบได้มันจึงไม่ประมาทจัดแบ่งเวรยาม ถึงแม้จะมีองครักษ์ข้างกายเพียงสี่คน แต่พวกมันล้วนอยู่อยู่ในขอบเขตแดนพลังทั้งสิ้นนับได้ว่ามีฝีมืออยู่บ้างหากเป็ทหารหลวงคงได้รับตำแหน่งอย่างน้อยก็ผู้บัญชาการกองร้อย
“ขอรับนายน้อย”ชงหยางได้สั่งการให้องครักษ์หนึ่งคนออกไปสำรวจบริเวณโดยรอบทันทีจะได้มีเวลาวางแผนรับมือได้ทันท่วงที
โฮก!!
“นั่นเสียงสัตว์อสูร! หยวนจงคงเกิดเื่เป็แน่พวกเ้าสองคนคุ้มกันนายน้อยให้ดี เดี๋ยวข้าจะไปช่วยหยวนจงเอง”เสียงอสูรคำรามทำให้ชงหยางรับรู้ได้ถึงการต่อสู้ของหยวนจงกับสัตว์อสูรจึงได้รีบพุ่งตัวออกไปช่วยทันที
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น?” หนิงเฟยหลงที่กำลังนอนอยู่นั้นได้ยินเสียงคำรามและเสียงเอะอะข้างนอกจึงเดินออกมาถามองครักษ์
“นายน้อยพี่ชงหยางได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูร จึงคาดว่าเกิดการปะทะขึ้นระหว่างสัตว์อสูรกับหยวนจงจึงรีบเข้าไปช่วยขอรับ นายน้อยท่านไม่ต้องเป็ห่วง พี่ชงหยางและหยวนจงคงไม่เป็อะไรหรอกขอรับ”ชงเป่าหนึ่งในองครักษ์ทั้งสี่และยังเป็น้องของชงหยางได้กล่าวตอบ
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย ในใจเกิดความวิตกกังวลยิ่งมันได้ตัดสินใจออกคำสั่งให้ชงเป่าออกไปช่วยสู้อีกคนคาดว่าสัตว์อสูรที่พบดูจากรอยเท้าก่อนหน้านี้คงเป็สัตว์อสูรระดับสองที่มีพลังไม่ต่างไปจากขอบเขตแดนกายขั้นแปดถึงขั้นสิบ
ตามจริงก็ไม่เป็ปัญหาสำหรับชงหยางและหยวนจงที่อยู่ในขอบเขตแดนพลังทว่าเสียงคำรามนั้นกลับมีมากกว่าห้าสิบเสียงปนเปออกมาต่อให้เป็ชนชั้นแดนพลังอย่างไรก็ต้องหวาดหวั่นกันบ้าง ที่สำคัญคือมันยังไม่รู้ว่ามีสัตว์อสูรขั้นสามอยู่ด้วยหรือไม่หากมีคงเป็ปัญหาแน่!
ชงเป่าพยายามปฏิเสธที่จะออกไปช่วยเหลือเพราะเป็ห่วงนายน้อยหนิงเฟยหลงจึงต้องทำยืนกรานใช้คำสั่งที่เด็ดขาดออกไปสีหน้าชงเป่าค่อนข้างกังวลแต่สุดท้ายมันก็ยอมปฏิบัติตาม
เมื่อชงเป่าไปถึงได้เห็นการปะทะที่รุนแรงระหว่างชงหยางและหมาป่าสีเทาสัตว์อสูรขั้นสองชงหยางนั้นรับรู้ได้ถึงการมาของชงเป่าเพียงแต่มันไม่สามารถละสมาธิไปจากการต่อสู้นี้ได้ส่วนหยวนจงนั้นนั่งเอาหลังพิงต้นไม้หายใจรวยรินไม่ไกลจากบริเวณที่เกิดการต่อสู้