หลังจากเดินเล่นมาเกือบครึ่งชั่วโมง น่านน้ำก็เลือกที่จะขับรถเล่นต่อ โดยที่ตัวเองเป็คนซ้อนและคินทร์เป็คนขับ สองข้างทางเป็ต้นไม้และพื้นหญ้าเนื่องจากเป็ูเา
ก่อนจะขับมาจอดที่จุดชมวิว ครั้นมองไปข้างหน้าจะเห็นทะเลกว้าง และหาดทรายที่ตัวเองเดินเล่นก่อนหน้านี้
“ไปนั่งตรงนั้นได้ไหมครับ” นิ้วเรียวชี้ไปที่พื้นหญ้าตรงเนิน พลางหันมาทำตาเป็ประกาย
“ครับ” แแล้วคินทร์จะปฏิเสธได้อย่างไร
บนูเาหญ้าเป็จุดชมวิวที่เห็นทิวทัศน์ทะเลได้กว้างที่สุด ลมพัดโชยมาเป็ระลอกสม่ำเสมอ เด็กหนุ่มนั่งมองไปยังเบื้องหน้าเงียบ ๆ เช่นเดียวกับคินทร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
เวลาผ่านมาหลายนาทีน่านน้ำยังไม่คิดจะลุกออกไปจากตรงนี้ เขาไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้มานานมากแล้ว
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เฮียอยากแก้ไขเื่อะไรในอดีตหรือเปล่าครับ”
จู่ ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย น่านน้ำเพียงรอฟังคำตอบโดยที่ไม่หันมามอง คินทร์ถอนหายใจเล็กน้อย พลางครุ่นคิดคำตอบในสิ่งที่อีกคนถาม
“อืม.. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เฮียก็คงจะให้ทุกอย่างเป็เหมือนเดิม เพราะมันคือบทเรียนที่ทำให้เฮียโตขึ้นเป็เฮียในทุกวันนี้ หากทุกอย่างสมบูรณ์ไปซะหมดมันก็คงไม่ใช่ชีวิต”
มีหลาย ๆ อย่างที่เขาเคยทำผิดไป ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจล้วนแล้วแต่เป็บทเรียนสอนให้เขาเติบโตขึ้น พัฒนาตนเองไม่ให้ทำผิดซ้ำในเื่เดิม หากไม่ผ่านสิ่งนั้นมาเขาก็อาจจะทำผิดในสักวัน เพราะฉะนั้นคินทร์ไม่คิดที่จะแก้ไขเื่ราวในอดีตแม้จะย้อนเวลากลับไปได้
ทว่ากลับกันน่านน้ำไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาอยากที่จะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไปเพื่อให้ทุกอย่างออกมาดี
“ดีจังเลยครับ.. เพราะถ้าเป็น่าน น่านคงจะแก้ไขทุกอย่างให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด หากย้อนเวลากลับไปได้น่านจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณพ่อกับคุณแม่ยังอยู่กับน่าน”
“ไม่มีชีวิตของใครสมบูรณ์แบบที่สุดหรอก”
น่านน้ำยังต้องเรียนรู้ชีวิตบนโลกนี้อีกเยอะแยะมากมาย การเติบโตขึ้นในแต่ละวัน เื่ราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะช่วยขัดเกลาและสั่งสอนให้เข้าใจในความเป็มนุษย์มากขึ้น
“ที่ผ่านมาน่านเคยคิดว่าน่านอยู่คนเดียวได้.. แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าน่านอยากอยู่คนเดียว” เป็ครั้งแรกที่เขาพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาไม่รู้เพราะบรรยากาศพาไป หรือเพราะเขาไม่อึดอัดใจที่จะเล่าเื่ราวให้อีกคนฟัง “น่านคิดถึงตอนที่อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ คิดถึงตอนที่ตัวเองมีความสุข”
“เฮียเข้าใจแล้ว” เสียงทุ้มอ่อนนุ่มเอ่ยพูดพลางวางมือลงบนศีรษะเด็กหนุ่มข้างกาย ดวงตากลมเอ่อคลอน้ำตาเมื่อพูดถึงบิดามารดาที่เสีย “ต่อไปนี้เฮียจะไม่ปล่อยให้น่านต้องอยู่คนเดียว แม้ว่าจะแทนที่คุณพ่อคุณแม่น่านไม่ได้ แต่เฮียขอสัญญาว่าเฮียจะทำทุกอย่างเพื่อให้น่านกลับมามีความสุข”
“…”
“รู้ตัวหรือเปล่าว่าน่านเก่งมากที่ผ่านมันมาได้ด้วยตัวคนเดียว”
“…”
“ตอนนี้น่านมีเฮียแล้ว เฮียจะพาน่านก้าวผ่านทุก ๆ อย่างไปเอง”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจ กำแพงที่ก่อสูงพังทลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ คำพูดของคินทร์ทำให้เขาเชื่อได้โดยไม่มีข้อแม้ ความจริงใจที่สื่อผ่านทางสายตา น้ำเสียงอ่อนโยน และััจากฝ่ามืออุ่นที่เช็ดหยดน้ำตาให้ ทำให้น่านน้ำรับรู้ได้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้ตัวคนเดียว แต่ยังมีใครอีกคนที่พร้อมจะอยู่ข้าง ๆ
ชีวิตลูกคนเดียวอย่างเขาพอได้ัักับคำว่าพี่ชายมันดีแบบนี้นี่เอง..
คินทร์ยกยิ้มให้ก่อนจะโคลงศีรษะทุยเบา ๆ เปลี่ยนเื่คุยเพื่อไม่ให้อีกคนเศร้าไปมากกว่านี้
“ไปหาอะไรกินกันดีกว่า เสร็จแล้วจะได้มีเวลาเดินเล่นก่อนกลับฝั่ง”
“ครับ”
.
.
หลังจากเที่ยวเล่นบนเกาะมาครึ่งวันก็ถึงเวลาต้องกลับฝั่ง เพราะไม่ได้เตรียมตัวจะมาค้างคืนที่นี่ อีกอย่างเขาไม่ได้บอกพ่อกับแม่ไว้ก่อน เกรงว่าทานกลับมาไม่เจอคงจะเป็ห่วง
ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงฝั่งโดยสวัสดิภาพ หากเดินทางกลับกรุงเทพฯ คงใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตอนนี้หกโมงเย็นแล้วคาดว่าถึงบ้านคงจะค่ำพอดี
ระหว่างที่คินทร์กำลังจะพาน่านน้ำเดินกลับมาที่รถ ทว่าฝนกลับตกลงมาราวกับฟ้ารั่ว แม้ก่อนหน้านี้จะตั้งเค้ามืดจนพอสังเกตได้ คิดว่าคงจะไม่ตกสุดท้ายก็เดาผิด
“เฮียว่าเราคงต้องวิ่ง—”
ในตอนแรกคินทร์กำลังมองไปรอบ ๆ เพื่อคาดการณ์ว่าฝนมีท่าทีจะซาหรือเปล่า แต่ดูแล้วคงไม่ หากยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปก็คงเปียกสู้วิ่งไปให้ถึงรถเลยก็คงจะค่าเท่ากัน
แต่ทว่าเมื่อหันกลับมาหาเด็กที่ยืนอยู่ด้านหลังคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ
น่านน้ำทรุดตัวลงนั่งยองปิดหูตัวเองแน่น เนื้อตัวสั่นเทาคล้ายกับคนหวาดกลัว แม้ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาจากปาก แต่น้ำตากลับเอ่อนองหน้า
“น่าน..” ร่างสูงย่อตัวลงตรงหน้าน่านน้ำ จับไหล่ทั้งสองข้างเพื่อเรียกคนที่คล้ายจะไม่มีสติ “น่านเป็อะไร”
“ฮึก!” เปลือกตาสีมุกข่มลงปิดตาแน่น ภาพเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นย้อนกลับมาในหัวเป็ฉาก ๆ รู้สึกเจ็บจุกในอก ปั่นป่วนในท้องจนอยากจะอ้วก
“น่านครับ.. น่านน้ำมองหน้าเฮีย” คินทร์พร่ำพูดให้อีกฝ่ายตั้งสติ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล “ไปที่รถกันนะ แค่นิดเดียวเฮียจะพาน่านไปเอง”
ร่างสูงถอดเสื้อเชิ้ตตัวนอกออกคลุมหัวให้กับคนน้องโดยที่ท่อนบนของตัวเองเหลือแค่เสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียว
เมื่อเห็นสภาพน่านน้ำแล้วคงลุกขึ้นเดินไม่ไหว จึงถือวิสาสะอุ้มร่างเล็กไว้ชิดอก วิ่งไปที่รถโดยเร็วที่สุด
คินทร์วางน่านน้ำลงบนเบาะรีบปิดประตูก่อนจะอ้อมไปขึ้นรถ เขาพอจะดูออกว่าอาการตอนนี้ของน่านน้ำเป็อะไร ซึ่งไม่ค่อยสู้ดีนัก เ้าของรถหยิบหูฟังราคาแพงที่มีติดรถออกมาใส่ให้กับน้อง เปิดเพลงจากมือถือให้ดังพอที่จะกลบเสียงฝนด้านนอก
ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมเปียกชื้นแ่เบา ทั้งยังเกลี่ยนิ้วเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกให้ ทำอยู่แบบนี้ซ้ำ ๆ จนร่างเล็กเริ่มดีขึ้น เนื้อตัวสั่นเทาเมื่อครู่กลับมาเกือบปกติ มีเพียงเสียงหอบหายใจคล้ายคนกลั้นหายใจมานาน
ทั้งสองคนอยู่ในรถด้วยกันจนฝนเริ่มซ่า ท้องฟ้ามืดดำปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ มีเพียงแสงไฟจากเสาต้นสูงที่ช่วยส่องสว่างให้พอเห็นรอบ ๆ อยู่บ้าง
น่านน้ำช้อนตาขึ้นมองใบหน้าคมที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว ฝ่ามือเย็นััแก้มเนียนแ่เบาราวกับปลอบโยนเขาถึงที่สุด ความเป็ห่วงส่งผ่านสายตามาอย่างชัดเจน ก่อนจะได้ยินคำพูดจากคนตรงหน้าในจังหวะที่เพลงหยุดพอดิบพอดี
“ไม่เป็ไรนะ.. ไม่เป็ไร เฮียอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัวนะครับ”
ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายทั้งน้ำตา เอียงหน้าซบฝ่ามือเฮียคินทร์ ปิดเปลือกตาลงช้า ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอีกระลอก
จนเวลาผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีร่างเล็กก็หลับไป คินทร์เอี้ยวตัวไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กบริเวณเบาะหลังมาคลุมตัวให้น้อง ทั้งยังเบาแอร์ลงเพราะเกรงว่าคงจะหนาว
ตลอดทางมีฝนตกไม่ขาดสาย หนักบ้างเบาบ้าง คินทร์เลยโทรบอกที่บ้านว่าคงนอนค้างที่นี่สักคืน หากให้ขับรถกลับไปเขาก็ไม่อยากจะเสี่ยง ถ้าระหว่างทางฝนตกหนักอีกกลัวน่านน้ำจะเป็อย่างเช่นก่อนหน้านี้
สุดท้ายขับรถหาโรงแรมที่ยังมีห้องว่างเหลืออยู่ เขาไม่ปลุกให้น่านน้ำตื่น แต่เลือกที่จะอุ้มขึ้นไปบนห้อง ปล่อยให้ได้นอนพัก ดีที่โรงแรมมีชุดนอนให้ คินทร์ถือวิสาสะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้น่านน้ำเพราะกลัวจะเป็หวัดหากปล่อยให้นอนทั้งที่ชุดยังเปียกอยู่แบบนี้
ทั้งยังหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ ทำทุกอย่างอย่างระมัดระวังและเบาที่สุด ไม่อยากรบกวนน่านน้ำไปมากกว่านี้ ววันนี้คงจะเพลียมาแล้ว
จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยไม่ลืมที่จะห่มผ้าให้ ก่อนจะปิดไฟพลางเดินไปนอนอีกเตียง ยังดีหน่อยที่ได้ห้องเตียงคู่มาอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปนอนเบียดคนน้อง
…
แสงแดดลอดผ่านม่านหน้าต่างยามเช้า ปลุกคนขี้เซาให้ตื่นขึ้นมาพบเช้าวันใหม่ ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้เมื่อวานนี้ส่งผลให้รู้สึกปวดจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
“ตื่นแล้วเหรอครับน่าน เป็ยังไงบ้างปวดหัวไหม?”
เมื่อคืนนี้หลังจากหลับไปได้สักพัก เสียงพึมพำดังขึ้นเป็ระยะ คินทร์เปิดไฟข้าง ๆ เตียงถึงได้รู้ว่าน่านน้ำนอนละเมอร้องไห้ ทั้งยังมีพิษไข้อ่อน ๆ
จากที่ตั้งใจว่าจะไม่ขึ้นไปนอนเบียดสุดท้ายต้องไปนอนกอดปลอบเด็กขวัญเสียเอาไว้ทั้งคืน
“นิดหน่อยครับ”
“ลุกไปล้างหน้าล้างตาไหวหรือเปล่า เฮียซื้อข้าวซื้อยามาให้กินสักหน่อยแล้วเราจะได้เดินทางกลับกัน”
“ไหวครับ”
เอ่ยตอบก่อนจะพยายามตั้งสติหย่อนขาลงจากเตียงเพื่อเข้าห้องน้ำ โดยมีสายตาของคินทร์คอยมองอยู่ตลอด
ใช้เวลาจัดการตัวเองครู่หนึ่งก็ออกมานั่งที่โต๊ะเล็ก ๆ มุมห้อง ทานข้าวทานยาที่คนพี่เตรียมไว้ให้
หลังกินข้าวเสร็จคินทร์รอให้น่านน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เขาเพิ่งซื้อมา ก่อนจะพากันลงไปที่รถ
“ถ้ายังง่วงจะนอนต่อก็ได้นะ ถึงบ้านแล้วเฮียค่อยเรียก”
เด็กหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอนศีรษะพิงเบา อีกทั้งเ้าของรถยังปรับเบาะให้เอนไปเล็กน้อยเพื่อให้นอนสบายขึ้น
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นน่านน้ำก็หลับไปเป็ที่เรียบร้อย อาจเป็เพราะพิษไข้ทำให้รู้สึกเพลีย คินทร์ชำเลืองมองอยู่เป็ระยะคอยสังเกตอาการ จนถึงบ้านตอนเที่ยงตรงพอดี
น่านน้ำตื่นขึ้นมาก็ถูกคีนจู่โจมเข้ามากอดด้วยความเคยชิน ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวและผิวเนื้อร้อน พลันใบหน้าฉายแววเป็ห่วงขึ้นชัดเจน
“พี่น่านไม่สบายเหรอ?” เสียงเพิ่งแตกหนุ่มเอ่ยถามพร้อมอังมือไปที่หน้าผากคนพี่
“ใช่ น่านน้ำไม่ค่อยสบายคีนปล่อยให้พี่เขาไปพักได้แล้ว”
“เดี๋ยวคีนดูแลเอง”
น่านน้ำไม่รู้แล้วว่าตอนนี้สำหรับสองพี่น้องมองเห็นเขาอายุเท่าไร ถึงทำเหมือนเขาดูแลตัวเองไม่ได้ คอยประคบประหงมอย่างดี
“พาน่านขึ้นห้องไปก่อน เฮียจะเอายาไปให้”
คนที่เหมือนไม่สนใจใครกลับเสนอตัวขึ้นหลังจากนั่งนิ่งอยู่นาน เคนไม่พูดอะไรต่อเพียงแค่เดินไปหยิบยาในตู้ยาสามัญ เช่นเดียวกับคีนที่คอยประคองร่างคนพี่ที่ตัวเล็กกว่าขึ้นห้อง
คินทร์ไม่ได้ขัดความตั้งใจของน้องชาย เห็นทั้งสองคนดูแลเอาใจใส่น่านน้ำก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยคงทำให้น่านน้ำมั่นใจขึ้นมาได้อีกสักนิดว่าไม่ได้ตัวคนเดียว
ร่างสูงกลับห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เสร็จแล้วถึงได้เดินไปห้องน่านน้ำ เคนยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงมองน้องเล็กเช็ดตัวให้คนป่วยหลังกินยาน่านน้ำก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง
“เฮียไม่ต้องไปทำงานหรือไง” เคนเอ่ยถามพี่ชายที่เดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ ตนเอง
“พรุ่งนี้ถึงจะไป”
รังสรรค์เห็นว่านาน ๆ ทีคินทร์จะได้ไปพักผ่อนจึงให้หยุดเพิ่มอีกวัน เพราะก่อนหน้านี้ลูกชายคนโตเพิ่งปิดไปดูกิจการของลูกค้าที่ต่างประเทศมาหลายวัน
เคนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวไปก่อน”
ไม่รอให้อีกคนพูดอะไรต่อก็เดินออกไปเลย ชินเสียแล้วกับท่าทางนิ่ง ๆ ของน้องชายคนนี้
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์