"นั่นมัน..."
สายตาของกู่เฟิงทอดผ่านแสงดาราอันเลือนราง ไปหยุดลงที่ร่างไร้ิญญาสีทองซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
เืเนื้อของร่างนี้เน่าเปื่อยไปจนหมดสิ้นแล้ว หลงเหลือเพียงโครงกระดูกสีทองที่เปล่งประกายเจิดจรัส
ฝ่ามือขวายังคงกำหยกโบราณที่หักไปเสี้ยวหนึ่งเอาไว้แน่น
เขาเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ก็พบว่ามันคือป้ายหยกที่สลักอักขระลึกลับเอาไว้มากมาย ดูเผิน ๆ คล้ายกับเป็เคล็ดวิชาแขนงหนึ่ง
แกรก แกรก แกรก
เขายื่นมือออกไปคว้าป้ายหยก ทันทีที่ปลายนิ้วัักับโครงกระดูกสีทอง โครงกระดูกที่ดำรงอยู่มานานนับพันปีร่างนี้ ก็พลันแตกสลายจากฝ่ามือขวาลามไปทั่วทั้งร่าง กลายเป็เศษผงร่วงหล่นลงบนพื้นดิน
ตุบ
ป้ายหยกบิ่นที่ฝ่ามือโครงกระดูกสีทองกำเอาไว้แน่นร่วงหล่นลงพื้น กระแทกเศษผงกระดูกจนฟุ้งกระจายปลิวไปตามสายลม
กู่เฟิงหยิบหยกโบราณชิ้นนี้ขึ้นมา ศึกษาดูอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าเขากลับอ่านอักขระโบราณบนพื้นผิวของหยกโบราณชิ้นนี้ไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
"หยกชิ้นนี้คือสิ่งที่ผู้ล้มเหลวในการทดสอบเมื่อพันปีก่อนทิ้งไว้ก่อนสิ้นใจ ดูเหมือนจะเป็ของวิเศษที่เขาหวงแหนมาก"
ราชันเซียนเฝินเทียนมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายกู่เฟิงั้แ่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ เขากวาดสายตามองหยกโบราณในมือของกู่เฟิงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า "หยกชิ้นนี้น่าจะใช้บันทึกเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งบางอย่างเอาไว้ ภายในยังมีร่องรอยของมรรคาวิถีหลงเหลืออยู่ หากตามหาอีกครึ่งหนึ่งที่เข้าคู่กันพบ ไม่แน่ว่าอาจจะค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ก็เป็ได้"
ราชันเซียนเฝินเทียนเอ่ยบอกความคิดเห็นของตนเอง ทำให้กู่เฟิงให้ความสำคัญกับป้ายหยกบิ่นชิ้นนี้มากยิ่งขึ้น
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็โคจรเคล็ดวิชาพยายามหลอมรวมป้ายหยกชิ้นนี้ หากป้ายหยกชิ้นนี้เป็อาวุธิญญา ก็ย่อมสามารถหลอมรวมได้
"หลอมรวมได้จริง ๆ ด้วย!"
คิดไม่ถึงเลยว่าป้ายหยกชิ้นนี้จะสามารถหลอมรวมได้จริง ๆ เขาใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็สามารถหลอมรวมป้ายหยกชิ้นนี้ได้สำเร็จ
เ้าของเดิมของป้ายหยกชิ้นนี้ตายไปนานหลายปีแล้ว ซ้ำยังไร้ซึ่งจิติญญาอาวุธ การหลอมรวมจึงง่ายดายอย่างยิ่ง
"เอาล่ะ ในเมื่อเ้าผ่านการทดสอบแล้ว เช่นนั้นก็ถือว่าได้กลายเป็ศิษย์ของข้าอย่างเป็ทางการแล้ว"
"อาจารย์มีนามวิถีว่า 'ราชันเซียนเฝินเทียน' เ้าจำเอาไว้ในใจก็พอ ยามออกไปข้างนอกห้ามแพร่งพรายเื่นี้เด็ดขาด เพื่อไม่ให้ดึงดูดศัตรูเก่าของอาจารย์ จนนำพาภัยถึงชีวิตมาสู่ตัวเ้า"
"ส่วนเื่เคล็ดวิชาค่ายกล เคล็ดวิชาที่เ้าฝึกฝนนั้นดีกว่าของอาจารย์เสียอีก เช่นนั้นอาจารย์ก็จะไม่ถ่ายทอดสิ่งใดให้ วันหน้าหากพบเจอปัญหาขัดข้องเกี่ยวกับค่ายกล ค่อยมาสอบถามอาจารย์ก็แล้วกัน"
"ก่อนหน้านี้อาจารย์ลงมือช่วยเหลือเ้า สูญเสียพลังิญญาไปไม่น้อย คงต้องหลับใหลไปสักระยะหนึ่ง"
"ไม้เท้าเทวะไท่ชูเล่มนี้สามารถใช้ควบคุมค่ายกลัขดเพื่อสังหารศัตรูได้ ส่วนเ้าแมงมุมที่อยู่ด้านนอกนั่นก็จงใช้ค่ายกลสังหารมันเสีย"
"อีกอย่าง ภายในไม้เท้าเทวะไท่ชูยังมีพลังงานหลงเหลืออยู่บ้าง สามารถกระตุ้นเพื่อใช้สังหารศัตรูได้ แต่ของสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้ ทันทีที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกย่อมต้องสร้างความะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งแดนัอย่างแน่นอน หากไม่ถึงคราวคับขันถึงขีดสุด ห้ามนำออกมาใช้โดยพลการเด็ดขาด!"
หลังจากที่ราชันเซียนเฝินเทียนสั่งเสียจบ ยังไม่ทันที่กู่เฟิงจะได้เอ่ยสิ่งใด เขาก็แปรเปลี่ยนเป็ควันสีครามสายหนึ่ง มุดเข้าไปในไม้เท้าเทวะไท่ชู และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
"คำสั่งสอนของท่านอาจารย์ ศิษย์จะจดจำเอาไว้ในใจอย่างแน่นอน!"
กู่เฟิงะโบอกราชันเซียนเฝินเทียนที่มุดเข้าไปในไม้เท้าเทวะไท่ชู ไม่รู้ว่าราชันเซียนเฝินเทียนจะได้ยินหรือไม่
"รอให้ท่านอาจารย์ฟื้นฟูกลับมา เมื่อมีท่านอาจารย์คอยชี้แนะเื่ค่ายกล ความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลของข้าจะต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน"
กู่เฟิงกำไม้เท้าเทวะไท่ชูเอาไว้แน่น ความรู้สึกฮึกเหิมสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาจากกลางอก
นับั้แ่ที่เขาควบแน่นกระดูกราชันเซียนออกมาได้ ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากมาอย่างต่อเนื่อง ความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่เต็มอกไม่มีที่ระบาย
โชคดีที่ในที่สุดเขาก็ถือว่าผ่านพ้นความทุกข์ยากจนได้พบกับความสุข ตบะบารมีทะลวงถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงสุด ความแข็งแกร่งยิ่งพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด หากเทียบกับคนรุ่นเยาว์ในแดนัแล้ว ย่อมจัดอยู่ในระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน
เขาอยากจะรีบเดินทางไปที่เส้นทางิญญาให้เร็วที่สุด เพื่อประจัญบานกับอัจฉริยะทั้งหมดของแดนัอย่างดุเดือดสักตั้ง
โดยเฉพาะศัตรูพวกนั้นที่ถูกรางวัลนำจับของกู่เว่ยล่อลวง จนหมายมั่นจะมาเด็ดหัวของเขา
เขาอยากจะใช้กระบี่ฟันพวกมันให้ตายตกไปทีละคน!
"หากไม่สังหารให้ฟ้าดินพลิกคว่ำคงคิดว่ากู่เฟิงผู้นี้รังแกได้ง่าย ๆ สินะ!"
กู่เฟิงแค่นเสียงเ็า กำไม้เท้าเทวะไท่ชูเอาไว้ แล้วก้าวยาว ๆ ตรงไปยังสุดขอบของค่ายกลัขด
ค่ายกลโบราณแห่งนี้ถูกจัดวางขึ้นมาจากไม้เท้าเทวะไท่ชู เมื่อเขาหลอมรวมไม้เท้าเทวะไท่ชูแล้ว ก็ย่อมสามารถควบคุมค่ายกลแห่งนี้ได้ตามใจนึก
เขามองผ่านม่านพลังค่ายกลออกไป ก็เห็นแมงมุมหยินเก้าหัวตัวมหึมากำลังจ้องมองค่ายกลเขม็งด้วยดวงตานับสิบ ดูท่าทางแล้วคงกำลังรอให้เขาออกไป
ประสาทััในการดมกลิ่นของมันเฉียบคมราวกับสุนัขล่าเนื้อ มันจับกลิ่นอายของมนุษย์ในอากาศได้ จึงคาดเดาว่าน่าจะมีคนก้าวเข้าไปในค่ายกล
มันเข้าไปในค่ายกลไม่ได้ จึงคิดจะเฝ้ารออยู่ตรงนี้ รอให้มนุษย์ที่เข้าไปในค่ายกลออกมาเอง
ทั้งมันและเสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวนั้นต่างก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของค่ายกลัขด เพียงแค่รู้สึกว่าค่ายกลแห่งนี้ลึกลับมาก มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ธรรมดา
ตึก ตึก
กู่เฟิงเดินตามหุบเขาตรงไปยังทิศทางที่แมงมุมหยินเก้าหัวอยู่ เข้าใกล้สัตว์ิญญาอันน่าสะพรึงกลัวที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนักตัวนี้เข้าไปทุกที
กลิ่นอายพลังของสัตว์ิญญาขอบเขตสามตำหนักนั้นแข็งแกร่งเกินไป
ต่อให้มีค่ายกลัขดขวางกั้นเอาไว้ กู่เฟิงก็ยังสามารถััได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น กดทับจนเขารู้สึกหายใจไม่ออกอยู่บ้าง
แต่ทว่า ไม้เท้าเทวะไท่ชูที่กำอยู่ในมือ รวมถึงค่ายกลัขดที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย ทำให้ความมั่นใจพลุ่งพล่านขึ้นมาจนสามารถสลัดแรงกดดันของแมงมุมหยินเก้าหัวทิ้งไปได้จนหมดสิ้น
กู่เฟิงที่กำลังก้าวเดินเข้าไปหาแมงมุมหยินเก้าหัวทีละก้าว รวมถึงแมงมุมหยินเก้าหัวที่รอคอยอยู่ภายนอกค่ายกล ล้วนไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า บริเวณทางเข้าหุบเขามีชายชราขาขาดผู้หนึ่ง กำลังหิ้วเด็กหนุ่มใบหน้าซีดเผือดทะยานร่างเข้ามาในหุบเขา
สองคนนี้ คนหนึ่งคือผู้นำตระกูลกู่สาขาเมืองชิงหลงนามกู่ตง ส่วนอีกคนคือกู่อวิ๋นที่ถูกทำร้ายจนาเ็สาหัสเพราะกู่เฟิง
กู่ตงถูกเสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวไล่ล่า จนเกือบจะถูกพวกมันจับกินไปแล้ว
ท้ายที่สุด เขาก็ต้องสละขาไปหนึ่งข้าง หนีเข้าไปในหุบเขาที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสัตว์ิญญาขอบเขตสามตำหนัก จึงจะสามารถรอดพ้นวิกฤตมาได้
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เขาจะได้รับโชคจากเคราะห์ร้าย บังเอิญพบเจอโชควาสนาภายในหุบเขา ฟื้นฟูอาการาเ็ได้สำเร็จ ตบะบารมียังทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนักขั้นต้นอีกด้วย
เมื่อตบะบารมีของกู่ตงพุ่งทะยานขึ้น เขาก็คิดจะบุกกลับมาล้างแค้น
"ไม่ว่าจะเป็เสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวที่สมควรตายนั่น หรือว่ากู่เฟิง ข้าก็จะไม่ปล่อยไปเด็ดขาด!"
ใบหน้าของกู่ตงบิดเบี้ยวและอัปลักษณ์ ทั่วร่างปลดปล่อยจิตสังหารอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงออกมา
เขาถูกเสือดาวโลหิตขนแดงกัดกินขาไปหนึ่งข้าง นิสัยใจคอจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะคลุ้มคลั่ง เต็มไปด้วยความกระหายเื
แม้แต่กู่อวิ๋นที่ถูกจับไว้ในมือก็ยังถูกปฏิบัติอย่างทิ้งขว้างราวกับเป็เพียงสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง
เขาบังเอิญพบกู่อวิ๋นระหว่างทาง พอคิดถึงเื่ที่กู่อวิ๋นให้ความช่วยเหลือกู่เฟิง เขาก็โกรธแค้นจนแทบคลั่ง
ด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาจึงจับตัวกู่อวิ๋นมา หากหากู่เฟิงไม่พบ เขาก็จะสังหารกู่อวิ๋นเพื่อระบายโทสะ
ก่อนหน้านี้กู่อวิ๋นเพื่อช่วยเหลือกู่เฟิง จึงถูกกู่ตงทุบตีจนาเ็สาหัส ซ้ำยังถูกกู่ต้าซานเหยียบแขนขวาจนหัก าเ็สาหัสจนสภาพร่างกายย่ำแย่ถึงขีดสุด
กู่ตงไม่ได้ลงมือช่วยเหลือเขาอย่างทันท่วงที หนำซ้ำยังลากเขาบินไปมาราวกับเป็สัตว์เลี้ยง ทำให้าแของกู่อวิ๋นรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ดูท่าทางแล้ว ต่อให้รอดชีวิตมาได้ วันหน้าคิดจะยกระดับตบะบารมีก็คงยากเย็นแสนเข็ญ
โดยเฉพาะแขนขวาของกู่อวิ๋นที่ถูกเหยียบจนหักนั้น เกรงว่าคงจะพิการไปแล้ว
กู่ตงที่กำลังบินอยู่จู่ ๆ ก็หยุดชะงัก กู่อวิ๋นฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะเห็นแมงมุมั์ขนาดมหึมาอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
เบื้องหน้าของแมงมุมตัวนี้ ยังมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งยืนอยู่
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากกู่เฟิง!