บทที่ 3 (2/2)
จะช่วยเก็บไว้เป็ความลับ(2)
จนเวลาผ่านล่วงเลยไปถึงบ่ายสามโมงภัสสรที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงบ้าน เธอก็เดินขึ้นไปดูครูสอนพิเศษกับบุตรชายบนห้องนอนของเ้าตัวแล้วเมื่อเห็นว่าเตชินท์กำลังตั้งใจเรียนภัสสรจึงอยู่พูดคุยกับคนทั้งคู่เพียงเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ขอตัวกลับลงมาจัดการงานของตนเองต่อด้านล่าง
พอถึงเวลาหกโมงเย็น ธารดาราก็กล่าวลาภัสสรกับเตชินท์เพื่อขอตัวกลับบ้าน ซึ่งคนทั้งคู่ก็ได้เอ่ยชวนเธอให้อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนกลับแต่ก็ด้วยเพราะที่บ้านของธารดารามีกฎว่าหากไม่ติดธุระหรือมีนัดสังสรรค์ ทุกคนจะต้องกลับไปทานข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านทุกวันซึ่งกฎประจำบ้านของธารดาราข้อนี้สองคนตรงหน้าต่างก็รู้ดี เธอจึงไม่สามารถหยิบเอาเื่นี้ขึ้นมาพูดได้ธารดาราก็ได้แต่หาข้ออ้างอย่างอื่นมาใช้กล่าวปฏิเสธคนทั้งคู่ ก่อนที่เธอจะขอตัวกลับออกมาจากบ้านหลังนั้นได้แบบเนียนๆ
หลังจากวันนั้นชีวิตของธารดาราก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่องจากเวลาส่วนตัวรวมไปถึงเวลาที่เคยมีให้กับกลุ่มเพื่อนเริ่มลดน้อยลงเพราะทุกวันเสาร์กับวันอาทิตย์เธอจะต้องไปเป็ครูสอนพิเศษให้กับเตชินท์ถึงที่บ้าน แล้วเวลาส่วนตัวที่เคยมีหลังเลิกงานเธอก็ต้องจัดแบ่งบางส่วนไปให้กับจัดเตรียมแบบเรียนและแบบสดสอบในแต่ละสัปดาห์ไว้ให้กับเตชินท์อีก
ซึ่งใน่เวลาที่ผ่านมาธารดาราก็สามารถจัดการกับทุกอย่างจนดูเหมือนว่า...มันก็น่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ส่วนเื่ที่ธารดาราสงสัยเกี่ยวกับเื่ความชอบของเตชินท์เื่นี้เธอก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้สักที เพราะไม่ว่าเธอจะเอาวิธีจับสังเกตจากในโลกอินเทอร์เน็ตหรือวิธีจากเพื่อนสาวเทียมของเธอมาใช้แต่สุดท้ายคำตอบที่ได้กลับมา...มันก็ยังดูคลุมเครืออยู่ดี
จนตอนนี้ก็เข้าสู่สัปดาห์ที่สามของการมาสอนพิเศษให้กับเตชินท์แล้ว
โดยพัฒนาการทางด้านภาษาของเตชินท์ในแต่ละสัปดาห์ก็ดูเหมือนว่าจะดีขึ้นมาเรื่อยๆ จึงทำให้ธารดาราเริ่มหมดห่วงเื่การไปใช้ชีวิตในต่างประเทศของอีกฝ่าย
แล้วในขณะที่ธารดารานั่งมองเตชินท์ทำแบบทดสอบเ้าตัวก็ได้ขออนุญาตออกไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ซึ่งเมื่อเตชินท์เดินกลับเข้ามาในห้องเ้าตัวก็เอาแต่นั่งเหม่อลอย จนธารดาราตัดสินใจเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปว่า
“เตเป็อะไรหรือเปล่าคะ?”
“เปล่าครับ... เฮ้อ!”
ธารดารามองเด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆ อย่างระอา ปากตอบว่า ‘เปล่า’แต่ถอนหายใจออกมาดังเสียขนาดนี้ เธอจึงกล่าวว่า
“เตมีเื่อะไรในใจสามารถพูดคุยกับพี่ได้นะคะแล้วถ้าหากเื่ที่เตจะเล่า...เป็เื่ที่ไม่อยากให้ใครรับรู้ พี่ก็สัญญาว่าจะช่วยเก็บไว้เป็ความลับให้ดีไหมคะ?”
เพราะเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าและท่าทางของเตชินท์แล้วธารดาราก็เดาได้ว่าเื่ที่เ้าตัวกำลังจะเล่าคงอยากให้เธอช่วยปิดไว้เป็ความลับซึ่งถ้าหากความลับนี้ไม่ใช่เื่ที่ผิดกฎหมาย เื่ที่ทำผิดร้ายแรง หรือเป็เื่ที่เ้าตัวไปลงมือการทำร้ายใครจนได้รับาเ็สาหัสเธอก็ยินดีที่จะช่วยอีกฝ่ายปิด...
ถือเสียว่าเป็การตอบแทนเื่ในวัยเด็กเพราะใน่เวลานั้นธารดารามักจะแอบพาเตชินท์ไปทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การแอบไปปีนต้นไม้ยิงนก ตกปลาหลังโรงเรียน หรือแม้แต่แอบไปต่อยหน้าใคร เตชินท์ก็มักจะช่วยเธอเก็บไว้เป็ความลับทุกครั้งซึ่งที่ผ่านมาหากไม่ใช่เพราะาแตามร่างกายหรือเพราะคนที่โดนพวกเธอต่อยไปฟ้องพ่อกับแม่ธารดาราก็เชื่อว่าพ่อกับแม่ของเตชินท์ และพ่อกับแม่ของเธอจะไม่มีวันได้รับรู้เื่ที่พวกเธอแอบไปทำผิดมาเป็แน่!
“คือ...เพื่อนทุกคนในกลุ่มชวนกันออกไปเที่ยวในคืนนี้น่ะครับแต่ผมไม่อยากไป”
‘ผิดคาดแฮะ!’ธารดาราคิดในใจ ก่อนจะปรับอารมณ์แล้วพูดว่า
“ทำไมล่ะคะ?”
“ก็เวลาที่เหล้าเข้าปากพวกมันมักจะพูดกันแต่เื่ผู้หญิงหรือไม่ก็เื่แฟนของพวกมัน ผมก็เลยี้เีไปนั่งฟังแล้วที่สำคัญคนแรกที่เอ่ยปากชวนไปเที่ยวในคืนนี้ก็คือไอ้คิม เพื่อนผู้ชายในกลุ่มที่เพิ่งมาสารภาพว่าชอบผมแต่ผมก็ได้ให้คำตอบกับมันไปแล้วว่า...ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย ผมชอบผู้หญิง!
แล้วที่ผมบอกว่า...ผมไม่อยากไปก็ไม่ใช่ว่าเพราะผมโกรธมัน ที่มันดันมาคิดไม่ซื่อกับผม แล้วก็ไม่ใช่เพราะผมรับไม่ได้ในเื่ของความชอบหรือรับไม่ได้ในสิ่งที่มันเป็แต่ผมก็แค่อยากจะเว้นระยะห่างกับมันใน่เวลานี้ไปก่อน เพื่อที่มันจะได้มีเวลากลับไปคิดทบทวนและตัดใจไปจากผมดังนั้นผมก็เลยคิดว่าระหว่างผมกับมันยังไม่ควรรีบกลับมาเจอกันในตอนนี้” พูดจบ เตชินท์ก็เห็นธารดาราทำสีหน้าแปลก ๆ ออกมา เขาจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปว่า
“ทำไม...พี่น้ำหวานถึงทำสีหน้าแบบนั้นล่ะครับ? หรือว่าที่ผ่านมาพี่ก็คิดว่าผมชอบผู้ชาย?”
.......................................................................
ผู้เขียนขอขอบคุณทุกยอดวิวยอดกดหัวใจ ยอดกดติดตาม และทุกข้อความของผู้อ่านทุกท่านมาก ๆ นะคะทุกยอดคือกำลังใจที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆของผู้เขียนเลยค่ะ