สองปีก่อนหน้า
วันนั้น ลั่วจวินยังไม่รู้ว่า การวางฝ่ามือลงบนแท่นหินเพียงครั้งเดียว จะทำให้ชื่อของเขาเกือบหลุดพ้นจากเว่ยกู่ไปไกลกว่าเส้นทางใดที่เขาเคยเดิน
หมอกลงตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง
มันไหลเลียตามลาดเขา ผ่านหลังคาไม้สีหม่น รั้วเตี้ย ลานดินชื้น และแนวสนรอบหมู่บ้านอย่างคุ้นทาง แต่สิ่งที่ทำให้เช้านั้นต่างจากทุกวัน ไม่ใช่หมอก หากเป็นคนจากสำนักภายนอกที่รออยู่กลางลานพิธีแล้วต่างหาก
ลั่วจวินเดินขึ้นมาตามทางดินจากธารน้ำ
ไม้คานพาดอยู่บนบ่า ถังไม้สองใบแกว่งเบา ๆ ตามจังหวะก้าว น้ำในถังเต็มจนกระเพื่อมล้นมาเปียกหลังเท้าเป็นระยะ แต่ฝีเท้าของเขาไม่ช้าไม่เร็ว มั่นคงเหมือนเดินทางเส้นนี้มานานจนไม่จำเป็นต้องก้มมองอีก
เขาอายุสิบห้า
วัยที่ใบหน้ายังไม่พ้นความเยาว์ หากโครงกระดูกกลับเริ่มชัดพอจะดึงสายตาคนได้โดยไม่ต้องพยายาม ผมดำมัดหลวมไว้ท้ายทอย ปลายผมตกลงข้างแก้มตามแรงหมอกชื้น เส้นกรามคม ริมฝีปากบางมักปิดสนิทเหมือนคนไม่ค่อยยิ้ม ส่วนดวงตาสีอ่อนนั้น หากมองผ่าน ๆ จะนึกว่านุ่ม แต่ถ้าจ้องนานอีกนิด ความนุ่มนั้นจะคล้ายเปลือกบางที่ปิดบางสิ่งไว้ข้างในมากกว่า
เช้านี้เขากลับช้ากว่าปรกติ
ไม่ใช่เพราะหมอก
ขาลงไปทางธาร หญิงชราเจ้าของแผงสมุนไพรสะดุดก้อนหินจนตะกร้าคว่ำ รากไม้แห้ง ใบยา และถุงผ้าหลายใบกลิ้งกระจายเต็มทาง ลั่วจวินเพียงวางถังลง เก็บของใส่คืนให้ทีละชิ้น ผูกเชือกที่หลุดให้ใหม่ แล้วจึงแบกน้ำเดินต่อเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขาไม่ได้คิดว่าตนเองใจดี
อย่างมากก็แค่ไม่อยากเดินข้ามของพวกนั้นให้เสียเวลา
อย่างน้อยเขาก็บอกตัวเองเช่นนั้น
แต่ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใด ผลลัพธ์ก็คือเขากลับมาช้า
ตรงทางแยกก่อนถึงบ้าน คนวัยใกล้กันสามคนยืนอ้อยอิ่งอยู่ข้างรั้วไม้
คนที่ยืนหน้าอีกสองคนชื่อเฉินฝู บุตรชายช่างไม้ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน แขนเสื้อข้างหนึ่งปะด้วยผ้าคนละสีเพราะปีนหลังคาบ้านตนเองจนขาดเมื่อหลายวันก่อน เขามักยกคางเวลาพูด ราวกับต้องการให้คนอื่นเห็นว่าตนสูงกว่าความจริงสักครึ่งชุ่น
ตอนยังเล็กกว่านี้ เฉินฝูเคยวิ่งตามลั่วจวินไปจับปลาที่ธาร เคยแย่งลูกสนกันจนกลิ้งตกเนิน และเคยถูกหยวนชิงไล่กลับบ้านเพราะปีนรั้วเข้ามาดูลั่วจวินฝึก แต่หลังจากคนรุ่นเดียวกันในหมู่บ้านเริ่มรู้ว่าใครแตะระดับได้ ใครแตะไม่ได้ ระยะระหว่างคนที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันก็เหมือนถูกบางสิ่งขีดไว้โดยไม่มีใครพูดตรง ๆ
พอเห็นลั่วจวินเดินมา เฉินฝูก็หัวเราะออกทางจมูก
“ยังแบกน้ำอยู่อีกหรือ”
อีกคนชายตามองถังไม้ทั้งสองใบแล้วแค่นยิ้ม
“ฝึกพื้นฐานมาหลายปี สุดท้ายก็ยังหนีงานแบกน้ำไม่พ้น”
“วันนี้เป็นวันพิธีแล้วไม่ใช่หรือ” คนที่สามยกคางขึ้นเล็กน้อย “หากของที่ตาเฒ่าหยวนสอนใช้ได้จริง ก็คงได้เห็นกันเสียที”
เฉินฝูหัวเราะเบา ๆ
“พูดเหมือนมีอะไรให้เห็น”
เสียงหัวเราะไม่ได้ดังมาก
แต่ดังพอให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่นกันเอง หากตั้งใจให้เขาได้ยิน
ลั่วจวินเดินผ่านไป
ไม่ตอบ ไม่มอง ไม่ชะลอฝีเท้า
เขารู้จักคนพวกนี้ดีพอจะรู้ว่า ยิ่งตอบ ยิ่งยืด ยิ่งทำให้เช้านี้เสียเวลาเปล่า
แต่สำหรับคนผู้หนึ่งในบ้านไม้ปลายทาง ต่อให้ช้าไปเพียงชั่วครู่ มันก็ยังนับว่าช้าอยู่ดี
“ช้ากว่าปรกติ”
เสียงนั้นดังขึ้นตั้งแต่ลั่วจวินยังไม่ทันวางถังลงถึงพื้น
หยวนชิงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้หน้าบ้าน ถ้วยชาอยู่ในมือเหมือนถือไว้นานจนความร้อนหายไปหมดแล้ว ผมขาวยาวประบ่าถูกมัดลวกไว้ด้านหลัง ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งวัย แต่แทนที่จะทำให้ดูอ่อนลง กลับยิ่งขับความแข็งกระด้างให้ชัดขึ้น คล้ายหินผาชิ้นหนึ่งที่ผ่านลมฝนมานานปีจนไม่เหลือส่วนเกินใดให้จับต้องง่ายอีก
ดวงตาน้ำตาลทองเข้มนั้นมองมาตรง ๆ อย่างคนที่ไม่ต้องขึ้นเสียงก็ทำให้ผู้อื่นไม่อยากพูดเล่น
ลั่วจวินวางถังไว้ใต้ชายคา
“หมอกหนา”
“แล้วบ่อหนีไปไหนหรือ”
ลั่วจวินเหลือบตามองเขาเล็กน้อย แล้วเมินหนี
หากต่อคำกับหยวนเหลาโถว เรื่องย่อมยืดยาวออกไปอีกแน่ และส่วนใหญ่ก็มักจบลงด้วยถ้อยคำที่ฟังคล้ายคำสอน แต่แทงลึกกว่าคำดุหลายเท่า
ลั่วจวินไม่เคยเถียงชนะเรื่องพวกนี้
เพราะต่อให้เถียงไป ชายชราก็ไม่ใช่คนเปลี่ยนความคิดเพราะคำพูดอยู่แล้ว
เขาจึงเดินเข้าไปในบ้านเงียบ ๆ
ด้านในเรียบจนแทบโล่ง โต๊ะไม้เตี้ยหนึ่งตัว ม้านั่งยาวสองอัน ชั้นวางของติดผนัง และไหดินเผาไม่กี่ใบสำหรับเก็บน้ำกับสมุนไพรแห้ง ไม่มีสิ่งฟุ่มเฟือย ไม่มีของตกแต่ง มีเพียงความรู้สึกว่าของทุกชิ้นถูกวางไว้เพราะจำเป็นเท่านั้น
“กินก่อน” หยวนชิงกล่าว
ชามข้าวต้มยังมีไอจาง ๆ ลอยอยู่ เนื้อเค็มหั่นหยาบกับผักดองวางอยู่ข้างกัน ลั่วจวินนั่งลง กินไปไม่กี่คำก็รู้ว่าตนเองหิวกว่าที่คิด
เงียบอยู่พักหนึ่ง หยวนชิงจึงพูดต่อ
“วันนี้ทั้งหมู่บ้านจะไปลานพิธี”
ลั่วจวินพยักหน้ารับแบบขอไปที
เรื่องนี้เขารู้อยู่แล้ว ผู้ที่อายุครบสิบห้าทุกคนในหุบเขาต้องไปวัดการตอบสนองต่อแก่นพลัง เป็นธรรมเนียมที่ทำกันมานาน
“วันนี้เจ้าต้องไปด้วย”
ช้อนในมือเขาหยุดกึก
“ข้าหรือ”
“อายุครบแล้ว”
“ข้ารู้ว่าครบแล้ว” เขาวางช้อนลง “แต่ที่ผ่านมา ท่านก็ไม่เคย...”
“ครั้งนี้เลี่ยงไม่ได้แล้วจริง ๆ”
คำตอบสั้นเกินจะอธิบายอะไร
ลั่วจวินขมวดคิ้ว เขาเคยคิดมาตลอดว่าหยวนเหลาโถวคงมีทางให้หลบเรื่องพวกนี้ได้เหมือนที่หลบเรื่องอื่นมาตลอด แต่เมื่ออีกฝ่ายพูดเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าครั้งนี้ไม่มีทางเลี่ยง
“ไปก็ไป”
หยวนชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้นมาอีกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดเช้านี้ข้ายังให้เจ้าลงลานฝึกเหมือนเดิม”
ลั่วจวินเงยหน้า
“ถ้าเรื่องแค่นี้ทำให้หยุดฝึกได้ สิ่งที่ฝึกมาก่อนก็ไม่มีค่า” ลั่วจวินแค่นหัวเราะเบา ๆ “คำของท่านทั้งนั้น”
“อย่างน้อยเจ้าก็ยังจำได้”
นั่นคงนับเป็นคำชมในแบบของหยวนเหลาโถวแล้ว
หลังจากกินเสร็จ ลั่วจวินเก็บชามไปล้างเอง ก่อนเดินออกไปยังลานดินข้างบ้าน
ลานดินยังเงียบ หมอกยังไม่ยอมจาง พื้นดินชื้นแน่น มีรอยเท้าเก่าซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ จากการซ้อมที่ทำซ้ำมาหลายปี
เขายืนกลางลาน หลับตาลงช้า ๆ
หายใจเข้า แล้วปล่อยออก
เมื่อความคิดเงียบลง โลกทั้งใบก็เหมือนเผยอีกชั้นหนึ่งให้เห็น ใต้หมอก ใต้ดิน ใต้ลมหายใจของตัวเอง มีบางอย่างไหลอยู่ตลอดเวลา เงียบ ลึก และไม่เคยหยุดนิ่ง มันแทรกอยู่ในอากาศ ในหญ้าเปียกน้ำค้าง ในลมหายใจ แม้กระทั่งในร่างของเขาเอง
ลั่วจวินดึงมันเข้ามาทีละน้อย
กระแสอุ่นไหลตามแนวที่ร่างกายคุ้นชิน มันคล้ายแสงอ่อนที่ไม่แผดเผา วิ่งจากภายนอกเข้าสู่ภายในอย่างราบเรียบ
เหยียน
พลังที่เขาได้รับอนุญาตให้ใช้
พลังที่ดูปลอดภัยในสายตาคนทั่วไป
เขาขยับเท้าซ้ายออกครึ่งก้าว หัวเข่าผ่อนลง น้ำหนักตกต่ำพอให้มั่นคง แต่ไม่จมจนถอนตัวช้า
จากนั้นทั้งร่างก็เริ่มเคลื่อน
ฝ่ามือเปล่าไม่มีอาวุธบังคับแนว มันจึงยิ่งหลอกตัวเองไม่ได้ ท่าต้องถูก ฐานต้องนิ่ง แรงต้องไหลต่อกัน ระยะต้องไม่พลาด จังหวะต้องไม่ขาด ทุกอย่างเกี่ยวกันจนแยกไม่ออก หากผิดหนึ่ง จุดอื่นย่อมเสียตามทันที
“ไหล่ขวาสูง”
เสียงหยวนชิงดังมาจากริมลาน
ลั่วจวินไม่หันไปมอง เพียงผ่อนไหล่ลงเล็กน้อย แนวแรงที่เคยเบนก็กลับเข้าที่ทันที
“ขาหลังช้า”
เขาปรับอีกครั้ง
“ดีขึ้น”
คำสั้น ๆ นั้นทำให้เขาแค่นหัวเราะในใจ
คนวัยเดียวกันหลายคนเคยหัวเราะเยาะว่าหยวนชิงเอาแต่ให้เขาซ้อมของพื้น ๆ ไม่ยอมสอนวิชางดงามเหมือนสำนักใหญ่ เดี๋ยวอีกไม่นานคนอื่นก็ทิ้งห่าง
ลั่วจวินไม่เคยตอบโต้
เขาเพียงฝึกของตนต่อไป
ร่างกายเร่งขึ้นทีละน้อย จากช้าเป็นเร็ว จากเร็วเป็นลื่นต่อเนื่อง ฝ่ามือกรีดผ่านหมอกจนเกิดเสียงเบา ๆ จังหวะเท้าแนบพื้นและถอนออกพอดี ราวกับเขาไม่ได้คิดทีละส่วนอีกแล้ว แต่ปล่อยให้ร่างทั้งร่างจำและทำเอง
จากนั้นบางอย่างขยับอยู่ลึกลงไป
มันไม่อุ่น
ไม่สว่าง
ไม่อ่อนโยน
เป็นความเย็นที่ลึกและเงียบกว่า คล้ายแอ่งน้ำดำสนิทซึ่งไม่สะท้อนอะไรเลย
เสวียน
พลังอีกส่วนที่อยู่ในตัวเขามาตลอด ส่วนที่หยวนชิงสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามแตะถ้าไม่จำเป็น
ลั่วจวินรั้งมันไว้ทันที
แต่การเคลื่อนไหวเมื่อครู่เปิดช่องเพียงเสี้ยวหนึ่ง และเสี้ยวนั้นก็พอให้ความเย็นจาง ๆ เล็ดลอดมาถึงปลายนิ้ว คลื่นไร้สีไร้รูปแผ่ออกไปชั่วอึดใจแล้วหายวับ
“หยุด”
เสียงชายชราดังมาจากข้างหลัง
เขาหยุดกลางท่า
ความเงียบหลังคำสั่งนั้นหนักกว่าเสียงดุใด ๆ
หยวนชิงเดินเข้ามาช้า ๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร เขาก้มลงหยิบกิ่งไม้แห้งข้างเท้า ก่อนใช้ปลายกิ่งแตะหลังมือขวาของลั่วจวินเบา ๆ
สัมผัสนั้นไม่เจ็บ
แต่ลั่วจวินรู้สึกได้ถึงแรงบางอย่างที่สอดเข้ามาตรวจข้างใน เหมือนมีคนเคาะผนังเพื่อฟังว่ารอยร้าวอยู่ตรงไหน หยวนชิงชะงักเพียงนิด ก่อนทิ้งกิ่งไม้นั้นลง
“เล็ดลอดอีกแล้ว”
“ข้ารู้”
“รู้แล้วก็ยังปล่อยให้มันออกมา”
ลั่วจวินเม้มปาก
จะเถียงว่าไม่ได้ตั้งใจ หรือเถียงว่าควบคุมไว้แล้วก็ไม่มีความหมาย เพราะอีกฝ่ายดูออกอยู่ดี
ชายชรายืนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดช้า ๆ
“พลังในตัวเจ้าไม่เหมือนคนอื่น”
ลั่วจวินนิ่ง
เขารู้มานานว่ามีบางอย่างต่าง แต่หยวนชิงแทบไม่เคยพูดเรื่องนี้ตรง ๆ
“คนส่วนใหญ่รับได้แค่สายเดียว” ชายชรากล่าว “ไม่เหยียนก็เสวียน ยิ่งตรงไปตรงมา ยิ่งเสถียร ยิ่งปลอดภัย ส่วนที่เจ้าแบกไว้...ไม่ใช่เช่นนั้น”
“เหยียนกับเสวียน”
ดวงตาน้ำตาลทองเข้มสบเขานิ่ง
“ใช่”
หมอกบางชั้นหนึ่งเคลื่อนผ่านระหว่างคนทั้งคู่ กลิ่นดินเปียกกับไม้ชื้นหนักขึ้นในอากาศ
หยวนชิงพูดต่อ
“ข้าไม่สนว่าคนทั้งแผ่นดินจะเรียกมันว่าอะไร แต่เจ้าต้องจำให้แม่น ว่าสิ่งที่ผู้คนเชื่อ สำคัญพอ ๆ กับความจริง บางครั้งสำคัญกว่าเสียอีก”
“คนเชื่อว่าเสวียนคือมาร”
“และคนที่เชื่อเช่นนั้น มีอำนาจพอจะฆ่าคนได้โดยไม่ต้องฟังเหตุผล”
น้ำเสียงนั้นเรียบจนแทบไม่ขยับ แต่ยิ่งทำให้ประโยคหนักขึ้น
ชายชราชี้มาที่อกของเขา
“เพราะฉะนั้น หากไม่ถึงชีวิต ห้ามปล่อยมันออกมา”
ลั่วจวินก้มมองปลายนิ้วตัวเองชั่วครู่ ก่อนกำมือแน่น
“ข้าเข้าใจ”
หยวนชิงไม่พูดซ้ำ เขาเพียงหันหลังกลับ ราวกับถือว่าคำเตือนนั้นต้องจบลงที่การจำ ไม่ใช่การอธิบาย
ไม่นานนักหมอกก็เริ่มบางลง แสงเช้าซึมผ่านยอดสนลงมาทีละเส้น หยวนชิงโบกมือแบบไม่หันมา
“ไปเปลี่ยนเสื้อ”
ลั่วจวินเดินเข้าบ้าน หยิบเสื้อคอตั้งสีน้ำเงินเข้มกับสนับเพลาผ้าหยาบสีเทาที่พับไว้เรียบร้อย มันเป็นชุดธรรมดาจนแทบไม่มีสิ่งใดให้น่าจำ ไม่มีลาย ไม่มีเครื่องหมายสังกัด ไม่มีสีสว่างสะดุดตา เหมือนทุกสิ่งที่หยวนชิงเลือกให้เขามาตลอด
ใช้ได้จริง
และไม่ชวนให้ใครสนใจเกินจำเป็น
เมื่อออกจากบ้านอีกครั้ง ชายชราก็พร้อมอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งสองเดินไปยังลานกลางหมู่บ้านโดยแทบไม่คุยกัน
ทางเดินเริ่มมีผู้คนมากขึ้น คนวัยเดียวกับลั่วจวินแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่บ้านตนมี ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ตามมาด้วยสีหน้าหลากหลาย บ้างตื่นเต้น บ้างคาดหวัง บ้างประหม่าเหมือนกำลังจะถูกตัดสินไปพร้อมลูกตัวเอง เสียงพูดคุยเบา ๆ ลอยอยู่ในหมอกเช้าเหมือนฝูงแมลงที่ไม่ยอมเกาะตรงไหนนาน
ลานพิธีอยู่กลางหมู่บ้าน
เป็นลานดินกว้างพอสมควร ตรงกลางตั้งแท่นหินสีเทาทึบสูงระดับเข่า พื้นผิวด้านบนถูกลูบจนเรียบจากการใช้งานมาหลายปี ลวดลายสลักรอบฐานเลือนจนแทบอ่านไม่ออกแล้ว แต่ยังให้ความรู้สึกเก่าแก่และหนักแน่นบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
ที่สำคัญกว่าคือคนแปลกหน้า
พวกเขายืนอยู่อีกฟากของลาน เสื้อคลุมและปกคอปักเครื่องหมายต่างกันไปตามสังกัด
คนในอาภรณ์ขาวแขนแคบมีลายกระบี่เงินตรงปลายแขน ยืนตรงเหมือนคมเหล็กที่ยังไม่ออกจากฝัก
ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งสวมเสื้อหนังดำขอบแดง มือหนากดอยู่บนด้ามขวานสั้นข้างเอว แม้ไม่ขยับก็ยังให้ความรู้สึกหนักเหมือนผาหิน
ไม่ไกลกัน สตรีในอาภรณ์เทาหม่นปักปิ่นจันทร์เสี้ยวไว้บนมวยผม ยืนอยู่เงียบ ๆ จนเงาหมอกใกล้พื้นดูเหมือนขยับตามชายกระโปรงของนาง
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งสวมชุดเขียวอ่อนลายเมฆ ท่าทางสงบจนดูห่างจากฝุ่นดินในหมู่บ้านแห่งนี้ไปคนละชั้น
ทุกคนวางท่าทีเรียบเฉย ทว่าสายตาไม่พลาดสิ่งใดแม้แต่น้อย มีทั้งคนอายุมาก คนหนุ่มสาว และบางคนที่แค่ยืนเฉย ๆ ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกรั้งให้ตึงขึ้น
สำนักใหญ่จากภายนอก
สำหรับหุบเขาเล็ก ๆ อย่างเว่ยกู่ คนเหล่านี้ไม่ต่างจากเงาของโลกอีกชั้นหนึ่ง โลกที่อยู่หลังภูเขา หลังเมืองใหญ่ และหลังประตูสำนักที่ชาวบ้านส่วนมากไม่มีวันได้ก้าวเข้าไป
ลั่วจวินเพียงกวาดตามองครั้งเดียว ก่อนก้มสายตาลง ยืนต่อท้ายกลุ่มคนอายุสิบห้าโดยไม่พยายามทำตัวเด่น
ไม่ไกลออกไป หยวนชิงถอยไปอยู่ด้านหลังอย่างแนบเนียน ในชั่วพริบตาหนึ่ง ชายชราก็กลืนหายไปกับฝูงชนได้อย่างน่าประหลาด เหมือนไม่มีใครเคยนึกอยากจับตาดูเขาอยู่แล้ว
พิธีเริ่มขึ้นเมื่อผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านก้าวออกมากลางลาน กล่าวคำเปิดพิธีสั้น ๆ ตามธรรมเนียม ก่อนอธิบายสิ่งที่ผู้เข้าพิธีหลายคนรู้อยู่แล้ว แต่ยังต้องพูดทุกปี
แท่นหินนี้ใช้วัดการตอบสนองของภาชนะต่อแก่นพลัง
ขอเพียงภายในภาชนะเริ่มเชื่อมรับแก่นพลังได้ แท่นจะตอบสนองเป็นแสงให้เห็นด้วยตาเปล่า ยิ่งแสงชัด ยิ่งนิ่ง ยิ่งแปลว่ารากฐานการรับรู้มั่นคงกว่าเดิม
ลานที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงกระซิบค่อย ๆ เงียบลง
เพราะสำหรับหมู่บ้านเช่นหุบเขาเว่ยกู่ การมีคนรุ่นเยาว์สักคนก้าวข้ามเส้นแบ่งแรกของผู้ฝึกได้จริงในแต่ละปี ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว
คนที่มีระดับ ย่อมหาได้ยาก
ส่วนคนที่ไม่มีระดับนั้น มีมากเสียยิ่งกว่า
คนส่วนใหญ่ในใต้หล้าเกิดมา เติบโต แต่งงาน ทำไร่ ล่าสัตว์ เปิดร้าน แก่เฒ่า และตายไป โดยไม่เคยแตะเส้นแบ่งนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว โลกของผู้ฝึกจึงดูยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ยิ่งใหญ่เพราะมันไม่ได้เปิดประตูให้ทุกคนเดินเข้าไปได้ง่าย ๆ
ผู้เข้าพิธีคนแรกเดินออกไปตามเสียงเรียก
เขาวางฝ่ามือลงบนแท่นหินอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
ชั่วอึดใจต่อมา แสงสีขาวอ่อนก็ซึมขึ้นจากใต้ผิวหิน คล้ายหมอกสว่างบาง ๆ ที่ถูกปลุกให้ตื่น ก่อนค่อย ๆ รวมตัวเป็นประกายจางอยู่รอบฝ่ามือนั้น
ผู้อาวุโสพยักหน้าแล้วประกาศเสียงดัง
“สัมผัสขั้นต้น”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นจากผู้ปกครองฝั่งหนึ่ง ผู้เข้าพิธีคนนั้นถอนมือกลับไปด้วยใบหน้าแดงจัด ครึ่งหนึ่งเพราะตื่นเต้น อีกครึ่งเพราะโล่งอก
คนที่สอง คนที่สาม คนที่สี่
แสงสีขาวอ่อนปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนสว่างชัด บางคนเพียงริบหรี่เหมือนจะดับ แต่สุดท้ายก็ยังพอได้รับคำประกาศว่าอยู่ในระดับเดียวกัน
“สัมผัสขั้นต้น”
“สัมผัสขั้นต้น”
“สัมผัสขั้นต้น”
มีบ้างบางคนที่แท่นหินเงียบสนิทอยู่นานกว่าปรกติ จนผู้ใหญ่ด้านหลังเริ่มกำมือแน่น บางครอบครัวถึงกับลืมหายใจ
ก่อนสุดท้ายจะมีแสงขาวบางเท่าเส้นไหมปรากฏขึ้นอย่างยากเย็น
พอให้ยังนับว่าแตะเส้นแรกได้
และก็มีบางคนเช่นกันที่แม้จะวางมือนานเพียงใด แท่นก็ไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีแสง
ไม่มีประกาย
ไม่มีคำประกาศ
ผู้เข้าพิธีคนนั้นได้แต่เดินกลับไปเงียบ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบลงชั่วคราว
ภาพนั้นทำให้เห็นชัดกว่าคำอธิบายใด ๆ ว่า คนที่พ้นจากสามัญชนไปได้จริง มีน้อยเพียงใด
ถึงคราวลั่วจวินในที่สุด
เขาก้าวออกไปกลางลานอย่างไม่รีบร้อน เสียงรอบตัวเหมือนเบาลงเล็กน้อยเมื่อเขายืนอยู่หน้าแท่น
ลั่วจวินยกมือซ้ายขึ้นวางบนผิวหินเย็นจัดนั้น
ในวินาทีแรก เขารู้สึกถึงแรงดึงบางอย่างจากแท่น ราวกับมันกำลังเรียกให้สิ่งที่อยู่ภายในตอบกลับออกมา
และในภาชนะของเขา สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นไม่สมดุลเหมือนคนทั่วไป
ส่วนที่อุ่นและสว่างมีอยู่ไม่มากนัก
พอให้เขาดึงขึ้นมาปิดหน้าแท่นได้
ส่วนที่ลึกกว่า เย็นกว่า และหนักกว่า กลับนอนนิ่งอยู่ลึกลงไป
ลั่วจวินจึงปล่อยออกไปเพียงเหยียนส่วนน้อยที่ปลอดภัยในสายตาคนอื่น และกดปรับมันจนดูธรรมดา
ส่วนที่เหลือนั้นนอนนิ่งอยู่ก้นภาชนะ ราวกับเงามืดก้นบ่อที่ไม่สะท้อนแสงใดทั้งสิ้น
แสงสีขาวอ่อนเริ่มซึมขึ้นจากแท่นช้า ๆ ก่อนชัดขึ้นทีละน้อย ไหลอ้อยอิ่งอยู่รอบฝ่ามือเขาเหมือนหมอกสีขาวนวลที่มีชีวิต
ไม่แรง
ไม่พุ่ง
ไม่โดดเด่น
แต่มั่นคงพอให้ผู้อาวุโสประกาศออกมาชัดเจน
“สัมผัสขั้นต้น”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นตามธรรมเนียม ไม่มากไม่น้อยไปกว่าคนก่อนหน้า
ลั่วจวินถอนมือออก
ควรจะจบเพียงเท่านั้น
ควรจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบห้าธรรมดาคนหนึ่งที่วัดออกมาได้แค่สัมผัสขั้นต้น แล้วเดินกลับเข้าที่อย่างไม่มีใครคิดจดจำ
แต่ในเสี้ยวขณะที่มือของเขาแยกจากแท่นหิน ความกดคุมที่ขึงแน่นมาตลอดกลับคลายลงเพียงนิดเดียว
เพียงนิดเดียวเท่านั้น
ความเย็นบางเฉียบสายหนึ่งเล็ดลอดผ่านปลายนิ้วออกมา วาบเบาจนแทบไม่มีรูปร่าง ก่อนหายไปพร้อมอากาศ
ชาวบ้านไม่มีใครเห็น
คนในแถวยังมองแท่นหิน ผู้ปกครองยังคุยกันเบา ๆ ผู้อาวุโสยังเตรียมเรียกคนถัดไป ตัวแทนสำนักส่วนใหญ่ยังสนใจเพียงผลระดับที่เพิ่งปรากฏ
แต่ตรงมุมหนึ่งของลาน ชายในชุดสีเทาเข้มหยุดนิ่ง
เดิมทีเขายืนอยู่หลังคนอื่น ราวกับไม่คิดแสดงตัวมากนัก ทว่าตอนนี้สายตาคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย เหมือนคนที่เพิ่งเห็นบางอย่างซึ่งไม่ควรปรากฏในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้
ลั่วจวินไม่รู้ตัว
เขาเดินกลับเข้าสู่แถว สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
ชายชุดเทาไม่ขยับมากนัก เพียงพลิกข้อมือในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน จนแผ่นหกเหลี่ยมชิ้นหนึ่งเลื่อนลงมาอยู่ในอุ้งมือ
วัสดุของมันคล้ายหยกสีหม่น แต่ผิวหน้ากลับซ้อนด้วยรอยกลไกละเอียดและทางเดินผนึกที่ประสานกันอย่างซับซ้อน
ผนึกเทียบสาร
อุปกรณ์ส่งสารที่ต้องอาศัยแก่นพลังขับเคลื่อน และปลายทางต้องมีตัวรับรองรับไว้แล้วเท่านั้น
ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนผนึกเทียบสารเบา ๆ
แก่นพลังสายหนึ่งซึมลงไปในแผ่นหกเหลี่ยมนั้นอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่พลังไหลเข้าสู่แกนกลาง กลไกภายในก็เริ่มทำงาน รอยผนึกบนผิวแผ่นเรืองขึ้นทีละเส้น ก่อนบีบอัดแก่นพลังที่รับเข้าไปให้กลายเป็นเส้นบางเฉียบยิ่งกว่าไหม เส้นพลังนั้นทำหน้าที่นำสารที่ถูกถักรวมจากเจตนา ภาพจำ และข้อสังเกตภายในใจผู้ใช้ไปยังจุดหมายซึ่งอยู่ไกลออกไป
สารที่เขากำลังส่งจึงไม่ใช่ถ้อยคำ
หากเป็นข้อมูลที่ถูกย่อและตรึงไว้ในพลังโดยตรง
เด็กหนุ่มจากหุบเขาเว่ยกู่
ภายนอกเป็นเหยียนระดับต่ำ
แต่มีแก่นพลังผิดปรกติอีกชั้น
ลักษณะไม่ใช่เหยียนบริสุทธิ์
มีความเป็นไปได้ว่า...
รอยผนึกบนแผ่นสว่างต่อเนื่อง
หนึ่งส่วน
สามส่วน
ห้าส่วน
เจ็ดส่วน
อีกเพียงเล็กน้อย การส่งครั้งนี้ก็จะสมบูรณ์
ทันใดนั้นเอง
สายลมเย็นสายหนึ่งพาดผ่านลานพิธี
เบาเสียจนผู้คนรอบข้างไม่แม้แต่จะหันมอง
แต่สำหรับชายชุดเทา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในอึดใจเดียว
แสงบนผนึกเทียบสารดับวูบ
รอยผนึกที่กำลังทำงานขาดสะบั้นกลางทาง ราวกับเส้นพลังที่ถูกยืดขึงจนตึงถูกของมีคมไร้รูปเฉือนขาดในคราวเดียว แก่นพลังที่ควรพุ่งออกไปกลับถูกกดสะท้อนย้อนคืนเข้าสู่แผ่น แล้วกระแทกกลับมาที่ปลายนิ้วของเขาจนชาวาบ
ชายชุดเทาเงยหน้าขึ้นทันที
หลังฝูงชน หยวนชิงยังยืนอยู่ตรงที่เดิม สีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างจากชาวบ้านชราธรรมดาคนหนึ่งที่มาดูพิธีของคนรุ่นเยาว์ในหมู่บ้าน
ทว่าในดวงตาน้ำตาลทองเข้มนั้น ไม่มีความธรรมดาเหลืออยู่แม้แต่น้อย
ทั้งสองมองกันเพียงชั่วอึดใจ
ไม่มีคำพูด
ไม่มีการเคลื่อนไหวที่ใครอื่นจะสังเกตเห็น
แต่ชายชุดเทาเข้าใจในทันทีว่า การส่งสารเมื่อครู่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะผนึกมีปัญหา
มันถูกตัด
และคนที่ตัดได้ก่อนสารจะส่งครบ ย่อมไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่
ลั่วจวินเดินกลับเข้าที่แถวโดยไม่รู้เลยว่า ในช่วงหายใจเข้าออกเพียงไม่กี่ครั้ง ชื่อของตนเกือบถูกส่งออกไปไกลพ้นจากหุบเขาแห่งนี้แล้ว
ส่วนหยวนชิงเพียงลดสายตาลงช้า ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใต้แขนเสื้อที่นิ่งสนิท นิ้วมือของเขายังคงเกร็งอยู่เล็กน้อย
เพราะเขารู้ดี
ครั้งนี้เขาตัดการส่งได้ทัน
ทว่าทันทีที่ชายคนนั้นเริ่มสงสัย
หุบเขาเว่ยกู่ก็อาจไม่ปลอดภัยเหมือนเดิมอีกต่อไป