ท่ามกลางร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นราเม็งเส้นสดย่านสุรวงศ์ ธานินท์ได้มาทำงานพาร์ทไทม์เป็ผู้ช่วยเชฟ เขามักลองทำหลากหลายแนว ปะปนทั้งในร้านอาหาร โรงแรม โรงงานหรือตามบริษัททั่วไป
ยิ่งลองหลายแบบขึ้น ธานินท์ก็พบว่าตัวเองชื่นชอบงานครัวเป็พิเศษ ไม่ว่าจะหั่นผัก แพ็คขนม ทุกอย่างล้วนสนุกเสมอยามได้จับของพวกนั้นหรือพาตัวเองเข้าครัว
เสียงของกลุ่มลูกค้าทยอยเข้ามากลุ่มหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจได้ชั่วขณะ หากลูกค้ามาก็หมายความว่าพวกเขาก็ต้องเตรียมวัตถุดิบแล้ว แต่….
“อ่าว เจย์”
อธิศที่สะดุดตากับรูปร่างสูงใหญ่ของเชฟหลังเคาน์เตอร์ครัวจำน้องรหัสได้แม่นยิ้มทักทายทันทีที่อ่านลักษณะรูปหน้าออก
ธานินท์ที่คิดว่าแมสและหมวกปิดปกคลุมมากพอโบกมือกลับเล็กน้อย จนกระทั่งร่างสูงใหญ่ของใครอีกคนปรากฎตัวข้างหลัง สองตาเลื่อนประสานในที่สุด
ตามด้วยรอยยิ้มกระจ่างคล้ายกับดีใจ
“เห้ย! บังเอิญจังเจย์”
แต่กับอีกคนฉุดกระชากลมหายใจไปได้ชั่วคราว หลุบมองต่ำหนีอย่างจำยอม
“กัสนั่งนู่นพี่ขอนั่งนี่”
“บอกให้ไปร้านอื่น ไม่เคยฟังกันเลย”
“อ่าวไอ้นี่ แพ้แล้วอย่าบ่น”
โชตะที่เวียนมาเที่ยวแถวห้างสรรพสินค้าบริเวณนี้กับเพื่อนสนิทและน้องชายเอ่ยบ่นแล้วจงใจเลือกที่นั่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากธานินท์ เหลือบตามองคนที่เล็งไว้ปรากฎว่าไม่มีอาการตื่นเต้นหรือดีใจใดๆ ให้เห็น วูบไหวหัวใจขยับดิ่งลงกับความรู้สึกประหลาดที่พานพบเป็ครั้งที่สอง….
“มึงกลับก่อนก่อนเลย”
“อ่าว แล้วมึงจะไปไหน”
อธิศถึงกับเหินเสียงสูงมองหน้าเพื่อนสนิทที่เดินมาถึงหน้าซอยเพื่อไปลานจอดรถ แต่กลับบอกให้กลับแยกเสียซะอย่างนั้น
แต่คนที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีตีความอออกทุกอย่าง มีอยู่อย่างเดียวที่เปลี่ยนใจโชตะได้รวดเร็วฉับพลันขนาดนี้
“กูจะรอวันที่น้องหนีมึง”
ยิ้มหัวเราะรับพลางกล่าวลากันในที่สุด เท้าแกร่งใต้ผ้าใบหมุนเวียนเดินไปรอริมกำแพงข้างฟุตบาท
เขาแอบกระซิบบอกโชตะว่าอยากเจอหลังเลิกงาน ซึ่งมันก็คืออีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้
เขาไม่จำเป็ต้องลงทุนมากมายขนาดนี้เพื่อแค่หาผู้ชายสักคนมานอนด้วย โชตะเชื่อว่าถ้าตัวเองพยายามเพียงนิดยังไงก็ต้องได้มา แต่ทำไมเขาถึงเจาะจงเอาเด็กคนนี้
หรือไม่…..
“โทษครับที่ให้รอนาน”
ก็เพราะความมัวหมองที่ยากจะเข้าถึงในดวงตาคู่นี้ที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก
“ไม่เลย”
“พี่มาร์ชมีเื่อะไรจะคุยกับผมหรือครับ”
“พี่แค่อยากคุยด้วยเฉยๆ”
“……..”
“เหงาน่ะ”
สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกตรงหน้าช่างน่ารักน่าเอ็นดู ยิ้มจางระหว่างสำรวจถนนซอกซอย
“กลับบ้านยังไง”
“เดินกลับครับ”
“งั้นเดี๋ยวพี่เดินกลับด้วย”
ร่างสูงใต้ชุดเสื้อยืดแขนยาวมุ่งเดินตรงออกทางซอยราวกับรู้เส้นทางดี ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้รู้อะไรเลย แต่ธานินท์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเดินประกบข้างไตร่ถามด้วยอาการตื่นๆ
“มันไกลอยู่นะพี่มาร์ช”
“ไม่เป็ไร”
“20 นาทีเลยครับ”
“พี่อยากเดินกลับด้วย“
มองหนุ่มรุ่นพี่ครู่นึงแล้วจึงไม่ได้พูดค้านอะไรต่อ เบี่ยงเดินเลี้ยวขวานำเล็กน้อยผ่านเหล่าร้านนวดมากมาย
โชตะดื่มด่ำวิวกลางคืนอย่างชื่นชม เขาเองก็ไม่ค่อยได้มาเดินแบบนี้นานแล้ว แถมยังได้มาเดินกับอาหารตาตัวเอง
เป็ใครจะไม่ชอบ
“ทำไมจู่ๆ ถึงอยากเดินกลับกับผมล่ะครับ”
ในที่สุดความสงสัยก็ถูกโพล่งออกมา โชตะนึกชอบในความกล้าจากเด็กคนนี้ที่เพิ่มมาทีละนิด
แต่ต้องถึงขั้นไหนที่ธานินท์จะกล้ารุกเขา
“พี่แค่สงสัยเื่หนึ่งน่ะ”
ความจริงเื่อาการแปลกๆ ตอนอยู่ในร้านนั้นมันกวนใจเขาเล็กน้อย ในฐานะที่อย่างน้อยก็รู้จักกันแล้ว เขาควรจะเรียนรู้ขอบเขตระหว่างกันบางเื่
คงไม่เป็ไรถ้าถามถามออกไปตรงๆ
“พี่ขอโทษที่ทักเจย์วันนี้ เจย์คงไม่ได้โอเคมากถ้าพี่ทักกลางที่ทำงานขนาดนั้น”
ยังไม่ได้ทันอธิบายเพิ่มเด็กหนุ่มก็เร่งสวนกลับมา
“ไม่ครับ! ทำไมคิดอย่างงั้นครับ ผมโอเคครับ ทำไมผมต้องไม่โอเค”
“..........”
แล้วสีหน้าหงอยๆ ตอนเจอกันมันคืออะไร
ถ้าตามความเข้าใจจากที่เห็นสีหน้าหรือท่าทางนั้น บางทีธานินท์คงไม่ได้สบายใจที่เขากับอธิศจะทักทายตามสบายใจนอกในที่ทำงาน ในแง่นึง
เขาไม่รู้ว่าธานินท์คิดยังไงต่องานพาร์ทไทม์ที่ตัวเองทำ เด็กคนนี้อาจจะโอเคหรือก็ไม่ได้รู้สึกยังไงกับมัน และเขาไม่อยากทำอะไรที่เสี่ยงต่อสภาพจิตใจของอีกฝ่าย
“พี่เห็นเจย์ดูนอยด์ๆ เลยคิดว่าอาจจะไม่โอเคที่พวกพี่ทัก-”
“ไม่เลยครับ อย่าคิดแบบนั้นสิครับ”
เน้นน้ำเสียงเต็มที่พร้อมตาเบิกๆ เรียกความโล่งใจได้เปราะหนึ่ง
ปฏิเสธขนาดนี้เขาคงคิดไปเอง
“ผมคงคิดเื่อื่นอยู่ ขอโทษด้วยนะครับถ้ามันกลายเป็ดูไม่อยากคุยกับพวกพี่”
“.........”
“แต่ผมไม่เคยไม่โอเคเลยนะครับที่เจอพวกพี่ พี่ทักผมได้ตลอด”
“โอเคๆ พี่ขอโทษที่คิดแบบนััน”
พูดประโลมเพราะตอนนี้เริ่มรู้สึกผิดเสียแล้วที่ทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกผิด
“พี่แค่กลัวน่ะ แบบถ้าเจย์ไม่สบายใจที่พี่ทักในที่ทำงาน พวกพี่ก็จะได้ระวังไว้ ซอรี่ด้วย”
ณ ตอนนี้อย่างนึงที่รู้สึกได้ คงเป็ความรู้สึกดีๆ ในฐานะเพื่อนต่อกัน จากเท่าที่ดู ธานินท์ไม่ได้เกร็งตอนอยู่กับเขาแล้ว
แต่บางอย่างในตัวเด็กคนนี้มีบางเื่ที่เขาอ่านไม่ออก
“พี่เดินกลับกับผมแล้วจะกลับยังไงหรือครับ”
“คงแท็กซี่น่ะ”
เหลือบมองก็พบสีหน้าเรียบนิ่งดั่งเดิม โชตะขยับตัวเอาไหล่ชนไหล่แ่เบาตามคารม
“อยากไปส่งพี่เหรอ?”
ั์เนตรสีเข้มเลื่อนสบประสานทว่าก็หลบหลีกหนีอย่างรวดเร็วเช่นกัน เห็นแล้วหนุ่มรุ่นพี่ก็ยิ่งอยากหยอกให้แก้มแดงไปอีก
“อยากไปส่งอยู่ครับ แต่ผมไม่มีรถ”
“..........”
“แต่ให้ผมไปส่งอีกถนนนึงไหมครับ ถ้าไปฝั่งหอผมเลยรถอาจจะต้องขับไปยูเทิร์นไกล”
ความใส่ใจเล็กๆ โดยไม่ทันตั้งตัวทำเอาหัวใจกระตุกขึ้นมา งั้นย่อมหมายความว่าธานินท์จำได้ทั้งคอนโดเขาและถนนหนทาง
“เอาสิ”
ไม่นานก็มาถึงถนนใหญ่ที่ธานินท์หมายถึง ถนนเส้นนี้ค่อนขางใหญ่แต่โล่งโปร่งไม่ชุกชุมต่างกับในเมืองชัดเจน โชตะเผลอไผลจดจ้องน้ำพลุหน้าคอนโดใหญ่แห่งหนี่งอย่างชื่นชม จนกระทั่งเสียงของคนข้างตัวที่ยืนรอแท็กซี่เป็เพื่อนดังขึ้น
“วันเสาร์นี้พี่ทำอะไรหรือครับ”
“ไม่ได้ทำอะไร ทำไมเหรอ”
ตอบไปโดยไม่คิดทวนความจำในหัวเลยแม้แต่นิด
ถึงมีนัดใดๆ เขาคิดว่าตัวเองสามารถแคนเซิลรวดเดียว….เพื่อมาใช้เวลากับเด็กหนุ่มคนนี้
“เผื่อพี่อยากเรียนว่ายน้ำ ผมไปสอนได้นะครับ แล้วผมก็อยากขอไปว่ายน้ำด้วย“
ครานี้โชตะเกือบจะะโออกมาดังๆ อย่างดีใจแต่ต้องเก็บลุคไว้ให้แน่น
“ได้สิ กี่โมงดี”
ฝ่ามือกว้างเนียนลูบโฟมครีมขาวทั่วกรามจรดคางพร้อมเสียงเพลงเกาหลีชื่อดังคลอไป่เช้า กดแรงปลายมีดโกนทาบขูดเส้นหนวดบางจนทั่วสนิทก่อนจะควักน้ำชะโลมล้างออกเกลี้ยง ร่างใหญ่ใต้กางเกงนอนตัวเดียวคว้าผ้ามาซับน้ำทั่วหน้าให้แห้ง
ตอนนี้พึ่งสิบโมงเช้าเท่านั้น และนี่ถือว่าไม่ปกติสำหรับโชตะ แต่เพื่อ ‘ผู้ชาย’ ตีห้าก็ยอมตื่น
สิ้นความคิดขบขันในหัวโทรศัพท์ก็ดังเด้งขึ้น มาตรงเวลาจริงเชียว….
“สวัสดีครับ”
สัดส่วนหนึ่งร้อยแปดสิบหกใต้ชุดเสื้อยืดและกางเกงสีดำทั่วไป กลับกันธานินท์เหมาะกับมันและดูดีคล้ายกับนายแบบคนนึง พูดไปก็น้ำลายไหลไป
ฉีกยิ้มกลับเนียนปกปิดิญญาหื่นกระหาย
“มายังไงเนี่ย”
“รถเมล์น่ะครับ”
ผงกหัวรับก่อนจะพาแขกรับเชิญเดินไปอีกทางที่อยู่ไม่ไกลจากตัวคอนโดมากนัก
“พี่เช่าไว้กี่เดือนหรือครับ”
ระหว่างที่เข้ามาสู่ลิฟต์ไปยังชั้นสูงสู่สะว่ายน้ำ เด็กหนุ่มก็ถามอย่างอยากรู้
“จริงๆ เดือนเดียว”
ไม่นานสระว่ายน้ำยาวใหญ่มหึมาก็ปะทะสายตาของธานินท์ เผลอยืนตัวแข็งกับความใหญ่โตไม่ต่างจากสเตเดียมแห่งหนึ่ง บริเวณโดยรอบตกแต่งเหมาะกับความไพรเวทส่วนตัว เพดานโปร่งโล่งสูงแต่ไม่ถึงกับเป็ยิม ทว่าความใหญ่ยาวของตัวสระ…
นึกว่าสนามแข่ง
โชตะนึกเอ็นดูกับความตะลึงงันที่ไม่คิดปิดซ่อน รอบนอนปกคลุมด้วยกระจกใสเห็นวิวรอบเมือง คงทำให้อีกฝ่ายอยากเวียนกลับมาไม่มากก็น้อย
และนั่นก็ย่อมดีต่อตัวเขา
“ห้องอาบน้ำอยู่ขวามือนะ”
ธานินท์เดินไปวางกระเป๋าเป้ที่หอบเสื้อผ้าจำเป็ลงบนเก้านอนนวหนังดำเงาดูดี สำรวจทางห้องอาบน้ำประตูไม้ตามคำแนะนำ ทว่าร่างหนาที่กำลังถอดเสื้อตัวบนออกเล่นเอาไปไม่เป็
“โอเคครับ”
โชตะถูกลากให้มาออกกำลังเล็กน้อยก่อนเริ่มเรียน ไม่นานเทรนเนอร์ชั่วคราวก็ปล่อยให้เขาลองลอยบนน้ำเหมือนที่ฝึกในตอนแรก
ฝ่ามือแกร่งทาบแ่เบาที่อกกว้างอย่างจงใจ แต่เขาเห็นเล็กๆ ว่าสายตาคู่คมนั่นมองตามดั่งตั้งตัวไม่ถูก
“เดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำมาไว้ให้กินกัน เจย์ว่ายน้ำไปก่อน”
“.......โอเคครับ”
จุดประสงค์หลักๆ ของธานินท์คือ้ามาว่ายน้ำเพียงอย่างเดียวเขารู้ดี ฉะนั้นการปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทำสิ่งที่อยากทำคงจะดีกว่ามาสอนเขาตลอดชั่วโมง
แค่ได้ให้มาอยู่ใกล้กันก็พอแล้ว
หลังจากได้น้ำมาสองขวดใหญ่ ร่างสูงกำยำก็มานั่งประจำเบาะนอนจดจ้องคนมากความสามารถที่กำลังว่ายไปขอบอีกฝั่ง แต่แล้วคลื่นน้ำก็สาดสะบัดตามแรงหมุนพลิกกลับไปทางเดิมรวดเร็ว
เสี้ยววินาที
จริงๆ เขาตะลึงงันั้แ่สระน้ำมหาวิทยาลัยคราวนั้น นึกไปนึกมา ต้องอยู่ในน้ำนานแค่ไหนถึงคล่องขนาดนี้ ระหว่างที่นั่งชมเงียบๆ เด็กหนุ่มก็โผล่เหนือน้ำมองเขาด้วยสายตาใ
….การได้นั่งมองคนที่มีความสุขในสิ่งที่ตัวเองทำก็ไม่ได้แย่แฮะ
“ว่ายไปก่อนเลย พี่อยากนั่งพักสักหน่อย”
ธานินท์ผู้ขี้เกรงใจพยักหน้ารับแ่เบาคล้ายกับไม่มีทางเลือกมาก
เ้าของสระยืดขานอนเกี่ยวบนที่นั่ง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดทักอวดอธิศที่เคยท้าไว้ว่าให้ตายยังไงก็จีบเด็กไม่ติด
ผ่านไปได้ราวสิบนาทีโชตะสังเกตเห็นว่าอีกคนขึ้นมานั่งหอบอยู่ริมสระ รวบจังหวะจับขวดน้ำและเดินเอาไปให้
“เอาน้ำหน่อยไหม”
“ขอบคุณครับ”
พร้อมกับหย่อนตัวลงข้างๆ กัน ไตร่ถามชวนคุยพอไม่ให้เงียบเหงา
“เจย์ว่ายน้ำเก่งมากเลยนะ เคยอยากลองไปแข่งอะไรพวกนี้ไหม?”
เท่าที่เขาเห็น ธานินท์ว่ายค่อนข้างไว ประกอบกับรูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อแน่นแข็งแรง ทุกอย่างในตัวผู้ชายวัยเพียงยี่สิบปีคนนี้ดูมีความสามารถไม่น้อย
ว่าแล้วธานินท์ก็วางขวดน้ำลง เบี่ยงตัวมาบอกเขาด้วยท่าทีคล้ายลังเล
“จริงๆ ่นี้ผมกำลังจะลองไปสอบคัดเลือกทีมชาติน่ะครับ”
“ห้ะ!!!!???”
อุทานสนั่นดังก้องทั่วบริเวณ
“ผมลงสมัครรอบคัดเลือกไปน่ะครับ แต่ไม่แน่ใจจะได้ไหม”
“เห้ย! เก่งว่ะ ได้แน่นอนเก่งขนาดนี้ แล้วทำไมถึงอยากลองล่ะ”
จะว่าไปแล้ว ‘สิงหา’ น้องชายเขาก็มีแพลนกำลังจะสอบคัดเลือกเป็ตัวแทนของกรุงเทพมหานครเช่นกัน เห็นทีครานี้คงได้มีตัวเต็งเพิ่มมา
การันตีเลยว่าธานินท์กำลังจะเป็ศัตรูชิ้นใหญ่ของใครหลายๆ คน
“ผมคิดว่าคงน่าจะสนุกน่ะครับถ้าได้แข่ง แล้วผมก็คิดว่าตัวเองแข็งพอแล้วด้วย เลยอยากลองดู”
“โห ระดับนี้ยังไงก็ได้ แล้วก่อนหน้านี้เคยแข่งที่ไหนไหม?”
“.....เคยแข่งแค่ตอนมอปลายครับ”
แต่โชตะรู้ตัวดีว่าทุกการััหรือแม้แต่คำพูดที่กล่าวบอกกับธานินท์คือความตั้งใจอย่างนึงที่อยากให้ผลต่อความรู้สึกเด็กหนุ่ม
ทว่าอีกเสี้ยว เขาอยากสนับสนุนเด็กคนนี้
“เจย์ทำได้แน่นอน”
ั์เนตรสีเข้มสั่นวูบไหวเพียงนิดยามมองรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าหนุ่มรุ่นพี่ผู้ใจดี คำกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ แต่มีอิทธิพลมากมาย
รวมถึงให้กำลังใจเขาได้สู้ต่อ เพราะมันก็หลายปีแล้วที่ไม่ได้ยินคำจำพวกนี้
“ขอบคุณนะครับ”
“อยากมาว่ายทุกวันป่ะ พี่จะให้คีย์การ์ดไว้”
“เอ่อ ไม่เป็ไรดีกว่าครับ ผมเกรง-”
“ไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าช่วยพี่ใช้”
ถ้าพูดตามตรง จุดประสงค์ที่ลากธานินท์ขึ้นเตียงอาจจะรองลงมาไปแล้ว
เขาชอบช่วยเหลือผู้คนถ้ามีโอกาส ไม่ว่ามันจะเป็เื่อะไรก็ตาม ขณะเดียวกับธานินท์ค่อนข้างตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ และเซ้นส์มนุษย์ด้วยกันเอง
ผู้ชายตรงหน้าคือคนดี
“ไม่เป็ไรจริงๆ ครับ”
แต่เอาตรงๆ ไอ้ความเกรงใจนี้ก็น่าหงุดหงิดเล็กๆ ทว่าจำต้องยอมรับเพราะมันจะดูยัดเยียดเกินไป
“ตามใจ งั้นถ้าอยากมาก็บอกพี่ได้ตลอด”
พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวลงน้ำทันที น้ำกระเซ็นเปียกปอนอีกคนไปด้วย โชตะเสยผมที่ปรกหน้าออก กวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้มบาดใจอีกครา
“มาสอนพี่อีกมา”
“.......”
สองหนุ่มเรียนว่ายน้ำด้วยกันสลับกับพักพอให้เนื้อตัวไม่เปื่อยเกินไปบาง่ โชตะเป็ผู้เอนเตอร์เทนที่ดีขยันคิดมุกเรื่อยเปื่อยมากมายจนบรรยากาศไม่เงียบเหงา ซ้ำหลายครั้งที่ธานินท์เผลอยิ้มขำตามหลายรอบ
โดยเด็กหนุ่มไม่อาจรู้ตัวว่ารอยยิ้มบนหน้านี้มีผลต่อใจคนแก่กว่าหนึ่งปีขนาดไหน
ความคิดหนึ่งอยากหยอกล้อเล่นแวบเข้ามาในหัว ระหว่างที่ธานินท์กลับออกมาจากห้องน้ำจึงแสร้งกวักมือช่วยเหลือ
“จะ เจย์!! ช่วย-”
แล้วมุดหายลงไปในน้ำหนึ่งที แต่เพียงไม่กี่วินาทีตัวเขาถูกรัดแน่นแล้วดึงพ้นเหนือน้ำ
“ฮ่าๆ ไวจัง”
“.........”
แรงรัดรอบตัวเขายังแนบสนิทชิดกับตัวเด็กหนุ่มจนไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน แต่เริ่มไปไม่เป็ยามสายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเป็ห่วงและตกตะลึงงัน
หรือว่าไม่ควรวะ
ยังไม่ทันได้พูดอะไร ธานินท์ก็ลากเขาขึ้นไปขอบสระ พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าไม่ใช่เื่ที่มาล้อเล่นจึงเตรียมพูดขอโทษ แต่เสียงทุ้มสั่นระเคือกลับดังขึ้นก่อน
“ไม่ทำแบบนี้อีกได้ไหมครับ”
ััได้เลยทันทีว่ามันมีความผิดหวังและไม่พอใจลึกๆ อยู่ในนั้น คำพูดยังรักษาความสุภาพแม้ท่าทางที่เป็อยู่จะไม่โอเคแค่ไหน
เล่นไม่รู้เื่เลยไอ้มาร์ช
“พี่ขอโทษจริงๆ อ่า พี่ไม่น่าเล่นเลย ขอโทษด้วย”
ทาบทับไปที่ไหล่กว้างเปลือย ทว่าแรงสะท้านกระตุกใจให้ดิ่งลงเหว
“ไม่เป็ไรครับ พี่ไม่ได้เป็ไรก็โอเคแล้ว”
“.........”
นั่นไม่ช่วยให้ชื้นใจแม้แต่นิด
หลังจากนั้นโชตะก็สังเกตได้ถึงอาการผิดแปลกไปของเด็กหนุ่ม แม้ธานินท์จะพยายามคุยกับเขาแค่ไหน ทว่ามันกลับซ่อนความมัวหมองไม่มิด
ดั่งเสี้ยวภายในที่ผิดหวังแต่ฝืนกลั้นไว้
ตกเย็นหลังจากส่งรุ่นน้องที่ป้ายรถเมล์เรียบร้อยก็เริ่มมานั่งครุ่นคิดในการกระทำอันใหญ่หลวง ไม่เอาอีกแล้ว จะไม่เล่นอะไรแผงๆ อีกแล้ว
“......ไม่น่าเลยกู”