ระหว่างเดินกลับเรือน จ้าวหยางจื่อก็เหลือบไปเห็นร้านของผู้าุโหวังเหล่ยพอดิบพอดี ขณะเดียวกันนั้นเองเื่ที่ห้องครัวของเขาว่างเปล่าก็แวบเข้ามาในสมองของเขาอย่างฉับพลัน จึงตัดสินใจเดินเข้าไปที่ร้านของาุโหวังเหล่ยเพื่อดูว่ามีอะไรที่เป็ประโยชน์หรือไม่
หลังจากที่จ้าวหยางจื่อข่มขู่ว่าจะพาซีซวนมาด้วยเมื่อวันก่อน หวังเหล่ยจึงได้เฝ้าระวังทางเข้าร้านอยู่ตลอดเวลา ถ้าซีซวนมาด้วยจริงจะปิดร้านได้ทันการ
สังเกตเห็นจ้าวหยางจื่อเดินมาคนเดียวหวังเหล่ยก็ถอนหายใจยาวออกมา พอจ้าวหยางจื่อเดินมาถึงเขาจึงกล่าวถามเสียงแข็งว่า
“เป็เ้าอีกแล้วล่ะ ข้าชักเริ่มจะเบื่อหน้าเ้าเต็มทนแล้ว พักหลังมานี้ข้าเห็นหน้าเ้าแทบทุกวัน”
แม้จะโดนค่อนแคะ จ้าวหยางจื่อยังคงท่าทีสบายๆ ไม่สนใจคำกล่าวของคนแก่ขี้บ่นแต่อย่างใด พลางพูดขึ้นว่า“ท่านพูดอันใด หรือว่าท่านไม่้าขายของให้ลูกค้าประจำเช่นข้ากัน”
“ข้าก็บ่นตามประสาคนแก่ เ้าจะสนใจไปไย แล้ววันนี้เ้า้าอันใดรึ?”
“ไก่! ร้านท่านมีหรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้นหวังเหล่ยพูดออกมาอย่างฉุนเฉียว“มีอันใดกัน!? ร้านข้าขายเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ จะมีไก่เป็ๆ ขายได้อย่างไร”
“ต้องมีสิ!...แล้วนั่นคืออันใด!” จ้าวหยางจื่อเดินอ้อมมาอีกด้านหนึ่งพลางชี้ไปที่เล้าไก่ ที่นั่นมีไก่ประมาณสิบถึงสิบห้าตัว
“เรือนข้ามีไก่ก็จริงแต่ข้าไม่ขาย! กว่าข้าจะเลี้ยงให้พวกมันเติบโตขนาดนี้ได้ต้องเสียอาหารไปตั้งเท่าไหร่! ที่สำคัญกว่านั้นพวกมันยังไม่ออกไข่ให้ข้าได้กินเลยสักฟอง!” หวังเหล่ยกล่าวราวกับระบายความในใจ เพราะั้แ่ซื้อพวกมันมา นอกจากไข่ชุดแรกที่ฟักเป็ตัวแล้ว ก็ไม่มีแววว่ามันจะออกไข่อีกเลย
ถึงแม้ว่าคนแก่ท่านนี้จะน่าสงสาร ทว่าจ้าวหยางจื่อก็ไม่เห็นอกเห็นใจแต่อย่างใด กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า
“ข้าขอซื้อคู่หนึ่ง ราคาสองร้อยอีแปะ!”
“สองร้อยอีแปะ? ไม่ขาย! ต่อให้เ้าให้ข้าถึงร้อยตำตึงทองข้าก็ไม่ขาย!”หวังเหล่ยมีน้ำโห การตีราคาของจ้าวหยางจื่อนั้นมันถูกมาก ไก่ตัวหนึ่งเขาซื้อมาตั้งสามร้อยอีแปะ นี่คิดจะซื้อคู่หนึ่งแค่สองร้อยอีแปะรึ? ขายให้ก็โง่งมแล้ว! ราคาสองร้อยอีแปะซื้อได้แค่ขาไก่ข้างหนึ่งเท่านั้นแหละ!
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้า้าไก่กำลังโตคู่นั้นต่างหาก” จ้าวหยางจื่อชี้ไปที่ไก่ขนาดหนึ่งกำปั้นคอกหนึ่ง
"..." 'ทำไมเ้าไม่บอกแต่แรก!?'
“...สองร้อยอีแปะรึ? ยังไม่พอ เพิ่มมาอีก” แม้จะเสียหน้า ทว่าหวังเหล่ยก็ยังคงสงวนท่าทีที่เย่อหยิ่งอันเป็เอกลักษณ์เอาไว้
“นั่นมันลูกไก่เพิ่งโต ไฉนราคาถึงได้แพงนัก เอาเป็เช่นนี้แล้วกัน ครั้นเมื่อท่านซื้อปลาจากข้า ข้าก็จะขึ้นราคาปลาเช่นกัน!”
ได้ยินเช่นนั้นหวังเหล่ยพลันหน้าซีดลงทันที ปลาของจ้าวหยางจื่อนั้นเขาเป็ลูกค้าประจำ เขาไปซื้อกินทุกวันเพราะมันราคาถูกมาก ก่อนจะกัดฟันกล่าวขึ้นว่า
“ก็ได้! เ้าอยากได้ตัวไหนก็ไปเลือกเอาเองแล้วกัน!”
“ต้องเช่นนี้สิถึงจะค้าขายกันได้นาน”
“รีบไปจับแล้วรีบไสหัวไปจากร้านข้าได้แล้ว!”
“ช่างเป็เถ้าแก่ที่อารมณ์ร้อนเสียจริง ข้าแปลกใจนักว่าท่านยังขายมาถึงตอนนี้ได้อย่างไร?” จ้าวหยางจื่อบ่นพลางเดินตรงไปที่เล้าไก่
“ยังไม่รีบอีก!!”
จ้าวหยางจื่อ “…”
..
ขณะที่จ้าวหยางจื่อเดินออกจากร้านของผู้าุโหวังเหล่ยโดยมือทั้งสองข้าวกำลูกไก่เอาไว้คู่หนึ่ง เขาก็พบเข้ากับหานมิ่งพอดิบพอดี
ทว่าการแต่งตัวของหานมิ่งในครานี้ไม่เหมือนกับไปเดินป่าเหมือนทุกที เพราะไม่มีธนูคันใหญ่พาดอยู่ด้านหลัง จะมีแค่อุปกรณ์ขุดดินกับมีดเหน็บอยู่ตรงเอวและตะกร้าไม้ไผ่สองอันเพียงเท่านั้น
หานมิ่งสังเกตเห็นจ้าวหยางจื่อเขาก็เอ่ยถามขึ้นตามปกติ
“จื่อหยาง เ้ายังไม่กลับเรือนเช่นนั้นรึ?”
“ยังขอรับ ข้าไปซื้อไก่กับตาเฒ่าหวังเหล่ยก่อนขอรับ”
“ซื้อไก่? ไก่บ้านข้ามีเยอะแยะไยเ้าต้องไปซื้อด้วย วันหลังเ้าไปเอาที่บ้านข้าจะได้ไม่เสียเงินซื้อ” หานมิ่งยังคงดีกับจ้าวหยางจื่อ พร้อมที่จะหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ให้เขาอยู่ตลอด
“ข้าไม่ค่อยสบายใจที่เอาของจากเรือนของท่านอย่างเดียวขอรับ” จ้าวหยางจื่อตอบเสียงเบา
เขารู้ตัวดีว่ารบกวนตระกูลหานมามากพอแล้ว ตอนนี้เขาพอจะยืนได้ด้วยตนเอง ถ้ายังไปรบกวนตระกูลหานอีก มันจะไม่เป็การเห็นแก่ตัวเกินไปหรอกหรือ
หานมิ่งเข้าใจจ้าวหยางจื่ออยู่บ้าง ทว่าเขาก็มองจ้าวหยางจื่อกับน้องทั้งสองคนของเขาเป็ครอบครัวเดียวกันตั้งนานแล้ว กล่าวว่า “เ้ากังวลเื่ไม่เป็เื่ แค่ลูกไก่สองสามตัวเรือนข้าคงไม่อันใดมาก อีกทั้งเ้ายังนำปลามาฝากเรือนของข้าทุกวัน แลกเปลี่ยนกันจะเป็อันใดได้ เ้าคิดมากไปแล้ว”
จ้าวหยางจื่อก้มหน้ารับคำสั่งสอนของหานมิ่งอย่างนอบน้อมขณะเดินกลับเรือน พลางปฏิเสธคำกล่าวของหานมิ่งในใจ ว่าสิ่งที่เขาให้ไปนั้นต่างไม่หวังผลตอบแทนกลับมาเช่นนี้ เขาให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและสำนึกบุญคุณ
จ้าวหยางจื่อทำได้เพียงแค่คิด เขาไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวว่าหานมิ่งจะโกรธเขา..
..
เมื่อเดินมาถึงทางเข้าเรือน จ้าวหยางจื่อก็แยกจากหานมิ่งพลางเดินตรงมายังเรือนตน ส่วนหานมิ่งก็เดินตรงไปที่สะพานข้ามแม่น้ำเพื่อเข้าไปในป่า
ขณะที่จ้าวหยางจื่อเดินมาถึงเรือน ซีซวนสังเกตเห็นว่าไก่อยู่ในมือของเขาร่างเล็กก็ตาเป็ประกาย สองสามวันมานี้นางกินแต่ปลาจวนจะเบื่อเต็มทนแล้ว ได้กินไก่บ้างจะดีไม่น้อยเลย
สังเกตเห็นผู้เป็น้องเริ่มน้ำลายไหล จ้าวหยางจื่อก็รีบพูดขึ้นเสียงแข็ง
“หยุดแม้แต่จะคิด พี่ตั้งใจจะเลี้ยงพวกมัน”
คำกล่าวของจ้าวหยางจื่อทิ่มแทงดวงใจน้อยๆ ของนางรู้สึกเจ็บจี๊ดอยู่ภายใน ขณะเดียวกันคิ้วเรียวของนางขมวดขึ้นเล็กน้อย พลางพูดเสียงใสออกมาอย่างไม่พอใจ
“เลี้ยง? เลี้ยงอีกแล้ว! น้องเกลียดคำนี้ที่สุด!” เมื่อรู้ว่าไม่ได้กินก็รู้สึกอารมณ์เสียอย่างช่วยไม่ได้ ที่สำคัญกว่านั้นยังต้องมาเสียอาหารอันมีค่ามาเลี้ยงพวกมันอีก มีหรือซวนเอ๋อร์จะทน
“ซวนเอ๋อร์เชื่อพี่เถอะ ในอนาคตอันใกล้น้องจะขอบคุณพี่ที่เลี้ยงดูมัน” จ้าวหยางจื่อพยายามอธิบายเหตุผล พลางหันซ้ายแลขวาเพื่อตรวจดูว่าสัตว์ทุกตัวยังอยู่กันครบหรือไม่ เมื่อเห็นว่าอยู่กันครบเขาก็ถอนหายใจยาวออกมา
“ข้าต้องขอบคุณด้วยเหตุอันใด ในเมื่อไม่ได้กินมันเ้าคะ?”
พวกไก่ “…”
จ้าวหยางจื่อ “…”
ม้า “…”
แม้แต่พวกหมูสามตัว “…”
ไม่รู้ว่าพวกมันคิดถูกหรือไม่ที่อาศัยอยู่ในเรือนแห่งนี้ หรือพวกมันจะหนีไปในคืนนี้ดี ก่อนจะโดนเชือดทิ้ง..
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel