ดวงตะวันยังเร้นกายอยู่หลังเส้นขอบฟ้าเหล่าสกุณายังไม่ออกหากิน ทว่าบรรดาทหารในสังกัดของแม่ทัพมู่เฟิงเทียนกลับเรียงแถวฝึกวิชายุทธ์พื้นฐานกันอยู่อย่างแข็งขันเบื้องหน้าเหล่าทหารนับหมื่นคือหัวหน้ากองพันทั้งสี่ที่ลงมาควบคุมการฝึกด้วยตนเองสี่คนถืออาวุธกันคนละชนิด มีดาบ เกอ[1] ทวนและคันธนูยาว แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องร่ายรำเป็ตัวอย่างให้ทหารใต้สังกัดทำตามพวกเขาก็ร่ายรำท่าร่างเรียบง่ายอย่างเดียวกันมันเป็วิชายุทธ์ที่ไม่ซับซ้อนทว่ารุกรับหนักแน่นเหมาะกับการต่อสู้แบบตะลุมบอนในสนามรบเป็อย่างยิ่งเหล่าทหารหาญต่างร่ายรำฟาดหวดอาวุธแหวกอากาศส่งเสียงดังหวีดหวิวทุกครั้งที่เปลี่ยนท่วงท่าพวกเขาก็จะส่งเสียงออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันเสียงคำรามของคนนับหมื่นดังกระหึ่มดั่งเสียงฟ้าคำรนจนผู้คนที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทราต่างเข้าใจผิดไปว่าเมฆฝนกำลังใกล้เข้ามา
“ฮ่าห์!”
หนึ่งเสียงคำรามต่ำ หนึ่งแรงกระทืบเหยียบลงผืนดินเมื่อรวมกันเป็จำนวนนับหมื่น แผ่นดินก็ถึงกับะเืกลิ่นอายแห่งความฮึกเหิมเติมเต็มบรรยากาศโดยรอบ หัวใจของชายชาติทหารทั้งหลายพองโตพวกเขาต่างรู้สึกประหนึ่งว่าตนเป็พยัคฆ์จ้าวป่าความหวาดกลัวที่เคยกัดกินจิตใจของบรรดาทหารใหม่ก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปสิ้นเพียงฝึกฝนร่วมกับกองทัพไม่ถึงหนึ่งชั่วยามพวกเขาก็หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกันกับกองกำลังโดยสมบูรณ์
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเมื่ออยู่รวมกันเป็กลุ่มย่อมมีความรู้สึกว่าตนแข็งแกร่งขึ้นและตระหนักถึงตัวตนของตนเองน้อยลงด้วยเช่นกันบรรดาทหารหาญในกองทัพของมู่เฟิงเทียนตอนนี้ก็เป็เช่นนั้น พวกเขามิใช่ชาวบ้านมิใช่ทหาร แต่ได้กลายเป็กองทัพโดยสมบูรณ์แล้ว
ที่หน้ากระโจมหนังสัตว์อันหรูหราต่างไปจากกระโจมอื่นๆร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มยืนหยัดอยู่ที่นั่นสายตาทรงอำนาจดุจราชสีห์จ้องมองผ่านความมืดสลัวไปเบื้องหน้าที่ลานกว้างนั้นปรากฏทหารเรือนหมื่นร่ายรำท่าร่างอยู่อย่างพร้อมเพรียงเสียงคำรามที่เปล่งออกมานั้นบ่งบอกให้ทราบว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะเป็คมดาบให้แม่ทัพหนุ่มใช้สอยทว่ามู่เฟิงเทียนก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าดาบเล่มนี้แข็งแกร่งมากน้อยเพียงใดมันอาจจะคมกริบเชือดเฉือนศัตรูได้อย่างทรงประสิทธิภาพ หรือไม่ก็อาจจะหักสะบั้นลงทันทีที่ปะทะเข้ากับคมดาบของศัตรู
“ข้าคงต้องลับคมพวกเขาสักหน่อย”
แม่ทัพหนุ่มพึมพำกับตัวเองสถานการณ์ที่ชายแดนตอนนี้ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองเยว่หลิงซึ่งเขาจะต้องนำทัพไปช่วยกอบกู้สถานการณ์ตามราชโองการที่ได้รับมา
‘เยว่หลิงตั้งอยู่บนเนินสูง ขนาบข้างด้วยเทือกเขาใหญ่กำแพงป้อมปราการสูงใหญ่ยากปีนป่ายอีกทั้งเ้าเมืองเยว่หลิงก็เป็แม่ทัพอันเลื่องชื่อในการก่อนศัตรูเพิ่งจะบุกเข้าประชิดได้ไม่นาน เราน่าจะมีเวลาสองสัปดาห์ในการเดินทางไปถึงที่นั่น’
การเดินทางพร้อมกับคนหมู่มากนั้นต่อให้เป็กองทัพเคร่งระเบียบวินัยก็ยังไม่อาจเดินทางได้อย่างรวดเร็วนักและในทัพของเขายังมีทหารใหม่อยู่ถึงหนึ่งในสามส่วนประสบการณ์ในการต่อสู้จึงเป็สิ่งที่พวกเขาขาดไปแม่ทัพหนุ่มคิดว่าจะถือโอกาสปราบปรามโจรผู้ร้ายระหว่างทางเพื่อให้ทหารใหม่ได้ปรับตัว และเป็การขัดเกลาฝีมือของทหารเก่าไปด้วยพร้อมกัน
แต่ถึงจะคิดฝึกปรือไพร่พลให้แข็งแกร่งขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะชักช้าได้
พอล่วงเข้ายามเหม่าพื้นที่พักแรมของกองกำลังในสังกัดแม่ทัพมู่เฟิงเทียนก็ว่างเปล่าไม่ปรากฏกระโจมแม้สักหลัง คงเหลือไว้เพียงลานดินว่างเปล่าเท่านั้น
กองทัพของแม่ทัพมู่เฟิงเทียนออกเดินทางมุ่งหน้าไปสู่เมืองเยว่หลิงอย่างเงียบเชียบ แม้มู่เฟิงเทียนจะเป็แม่ทัพใหม่แต่ความเข้มงวดและรัศมีทรงอำนาจของเขาก็ไม่ได้ต่างไปจากแม่ทัพผู้มากประสบการณ์เลยแม้แต่น้อยกองทัพของเขาเคลื่อนไหวเงียบเชียบ และรวดเร็วอย่างยิ่ง นอกจากเสียงฝีเท้าและเสียงร้องเป็ครั้งคราวของม้าและสัตว์ต่าง[2]แล้วก็แทบจะไม่มีเสียงอะไรอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงพูดคุยกันของพลทหาร
หากเป็กองทัพของผู้อื่นยามที่เคลื่อนทัพในเขตปลอดภัยเช่นนี้ย่อมต้องปรากฏเสียงพูดคุยบ้างประปรายทว่าในครานี้มู่เฟิงเทียนได้ออกคำสั่งห้ามมิให้มีการพูดคุยกันและให้ถือว่าเป็การซ้อมเคลื่อนพลก่อนเผชิญสถานการณ์จริง
ขบวนทัพของมู่เฟิงเทียนนั้นจัดเรียงอย่างธรรมดายิ่งกล่าวคือมีทัพม้านำหน้า ตามด้วยขบวนของแม่ทัพและรองแม่ทัพ ตรงกลางเป็ทหารราบและปิดท้ายด้วยขบวนเกวียนขนเสบียงและสัมภาระจำเป็ต่างๆ มีรองแม่ทัพและกองกำลังป้องกันเสบียงกองหนึ่งปิดท้ายขบวน
แสงแดดค่อยๆแรงกล้าขึ้นเป็ลำดับ เทียนิชูเดินเท้าอยู่ข้างม้าของหมอเทวดาเซี่ยบัดนี้เด็กหนุ่มเช็ดหน้าเช็ดตาสะอาดสะอ้านดีแล้วเพราะท่านหมอเทวดารับไม่ได้ที่ผู้ช่วยของตนดูสกปรกมอมแมมไม่ต่างจากขอทาน ใบหน้าหล่อเหลาของิชูจึงได้ออกมาอวดโฉมต่อสายตาของผู้คนไม่ต้องหลบซ่อนอยู่ใต้คราบเขม่าและฝุ่นดินเหมือนอย่างเคย
ิชูในยามนี้ดูดีขึ้นมากในชุดเครื่องแบบทหารแคว้นหลงเสื้อคลุมสีน้ำตาลแก่ตัวสั้นรับกันกับสีตาของเขาที่ปลายแขนเสื้อพันไว้ด้วยแถบผ้าสีดำ ช่วยยึดไม่ให้ร่นหรือสะบัดไปมายามกวัดแกว่งอาวุธกางเกงเป็กางเกงสีดำสนิทรัดแน่นกับรองเท้าหนังสีน้ำตาลที่สูงขึ้นมาถึงหน้าแข้งอย่างไม่ยอมให้แยกจากกันิชูรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเพราะรองเท้าหนังระบายอากาศได้ไม่ดีเท่ารองเท้าหญ้าสานที่เขาเคยใช้เด็กหนุ่มถึงกับต้องแอบใช้พลังิญญาช่วยระบายอากาศภายในไม่ให้เท้าของตนต้องชุ่มไปด้วยเหงื่อจนน่ารำคาญ
นอกจากเสื้อคลุมและกางเกงแล้วเครื่องแบบของกองทัพยังมีหมวกและเกราะที่ทำจากหญ้าสานด้วยชุดเกราะที่ทำจากหญ้าสานนี้หากมองเพียงผิวเผินแล้วมันก็ดูไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลยแต่ิชูก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะสามารถกันคมดาบและลูกธนูได้ในระดับหนึ่งเพราะนี่เป็องค์ความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากชาวต่างชาติโพ้นทะเลเขาเคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่าชาวโพ้นทะเลนั้นคิดค้นประดิษฐ์สิ่งที่น่าอัศจรรย์ขึ้นหลายอย่างั้แ่ผ้าไหมที่สามารถกันลูกธนูได้ เกราะที่ทำจากหญ้าและฟางข้าวไปจนถึงหุ่นกลอันซับซ้อนที่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง
“อาเทียนเ้าไปเก็บนั่นมาให้ข้าทีสิ”
ขณะที่ิชูกำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นหมอเทวดาก็ชี้นิ้วไปบนต้นไม้ต้นหนึ่งและออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจิชูมองตามนิ้วของหมอเทวดาไปแล้วก็หันกลับมาประสานมือรับคำสั่ง
ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มเดินแตกแถวออกไปอย่างไม่รีบร้อนแต่ก็รวดเร็วยิ่งก่อนหน้านี้แม่ทัพมู่ได้อนุญาตให้เขาออกจากขบวนทัพเพื่อเก็บสมุนไพรให้กับหมอเทวดาได้เพราะสมุนไพรที่เก็บมาได้นับเป็ประโยชน์ต่อกองทัพอย่างไรก็ตามแม่ทัพหนุ่มจะไม่ยอมหยุดทัพรอ หากิชูแยกออกไปแล้วจะต้องตามให้ทันและเขาจะต้องประจำตำแหน่งข้างกายท่านหมอเทวดาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
บรรดาทหารทั้งหลายต่างชินเสียแล้วกับภาพที่ิชูวิ่งเข้าออกขบวนทว่าครานี้พวกเขากลับอดไม่ได้ที่จะมองตามสมุนไพรที่หมอเทวดาเซี่ย้าในครั้งนี้อยู่บนต้นไม้สูงเป็พืชกาฝากที่ไม่ได้พบเห็นได้บ่อยนักตำแหน่งของมันอยู่สูงกว่าพื้นดินราวห้าสิบเชียะ[3]ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่คนไร้พลังปราณอย่างิชูจะปีนขึ้นไปได้
ทว่าพวกเขาก็ต้องอ้าปากค้างบางคนถึงกับเดินสะดุดเท้าตัวเองแทบล้มหน้าคะมำ เมื่อิชูสามารถปีนขึ้นไปจนถึงจุดนั้นได้ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
วิธีปีนต้นไม้ของเทียนิชูนั้นง่ายดายนักทันทีที่ไปถึงโคนต้นไม้เด็กหนุ่มก็แก้สายรัดเอวของตัวเองออกเขาสะบัดผ้าอ้อมหลังต้นไม้และใช้มือจับปลายทั้งสองข้างเอาไว้ให้ผ้าโอบรอบลำต้นของพญาไม้ใหญ่เมื่อม้วนปลายผ้าพันรอบมือให้กระชับดีแล้วิชูก็เริ่มปีนเขาใช้ผ้าเป็ตัวรั้งมิให้ตกลงไป และใช้สองเท้าถีบยันลำต้นคล้ายกบะโเมื่อะโขึ้นมาจนตำแหน่งของเท้าอยู่ใกล้กับผ้าเขาก็สะบัดผ้าขึ้นรั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น ก่อนจะถีบเท้าส่งตัวเองไต่ระดับตามไปสลับกันอย่างนี้ด้วยความคล่องแคล่วอย่างยิ่ง ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ิชูก็มาถึงที่หมายเขารวบปลายผ้าเอาไว้ด้วยมือเดียว ส่วนอีกมือก็ค่อยๆ บรรจงเด็ดสมุนไพรนั้นโดยเหลือโคนเอาไว้เล็กน้อยเพื่อให้มันงอกงามขึ้นใหม่เขาซุกมันเอาไว้ในเกราะของตัวเองจากนั้นจึงไต่กลับลงมาสู่พื้นรีบวิ่งกลับเข้าไปในขบวนอย่างไม่ยอมให้เสียเวลา
“นี่ขอรับท่านหมอ”
ิชูประคองส่งสมุนไพรให้แก่หมอเทวดาชายชรารับไปตรวจดูก็พบว่าเด็กหนุ่มเก็บมันมาได้ในสภาพที่ดีอย่างยิ่งจึงยิ้มออกมาอย่างพอใจ และหันไปกล่าวกับิชูว่า
“ทางนั้นมีอีกสองสามต้นเ้าไปตามเก็บมาให้หมด”
กล่าวแล้วหมอเทวดาก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนต้นไม้สองสามต้นแถวนั้นบนลำต้นของมันปรากฏสมุนไพรอย่างเดียวกันกับที่ิชูเพิ่งไปเก็บมาทว่าขนาดลำต้นของต้นไม้นั้นใหญ่กว่ากันมาก เด็กหนุ่มกะด้วยสายตาโดยคร่าวก็พอจะกะขนาดได้ราวๆสามถึงสี่คนโอบ ิชูทราบดีว่าสายรัดเอวของตนไม่สามารถพันได้รอบอย่างแน่นอนดังนั้นเขาจึงต้องใช้วิธีอื่นปีนขึ้นไป
‘ใช้มีดปักแทนหลักยึดก็น่าจะได้...’
“ห้ามทำให้ลำต้นของต้นไม้เ่าั้เป็แผลเด็ดขาดหาไม่แล้วสมุนไพรนี่จะไม่ขึ้นอีก”
หมอเทวดาเซี่ยกำชับเพิ่มเติมตามหลังิชูที่รีบวิ่งออกไปคำพูดของหมอเทวดาอาจไม่ทำให้ิชูสะดุ้งะเือะไรเพราะเขาทราบดีอยู่ก่อนแล้วแต่กับทหารคนอื่นๆ ที่แอบให้กำลังใจเด็กหนุ่มอยู่เงียบๆนั้นใจนแทบจะลืมหายใจกันเลยทีเดียว
อะไรคือห้ามทำให้ต้นไม้เป็แผลเช่นนี้แล้วเด็กหนุ่มที่น่าสงสารผู้นั้นจะปีนขึ้นไปได้อย่างไร?
ทหารหลายนายนึกสงสาริชูขึ้นมาทันทีแค่เด็กหนุ่มต้องทนรับมือกับนิสัยอันเป็ที่โจษจันกันไปทั่วกองทัพของหมอเทวดาเซี่ยก็นับว่าลำบากมากแล้วแต่นี่ยังต้องปีนต้นไม้ใหญ่หลายต้นโดยที่ห้ามทำให้ต้นไม้ได้รับความเสียหายอีกหากพวกมันเป็ต้นไม้ที่มีกิ่งก้านแตกแขนงออกไป พวกเขาคงไม่รู้สึกเห็นใจเด็กหนุ่มเท่านี้ทว่าพวกมันเป็ต้นไม้ที่มีลำต้นตรง ไร้กิ่งก้านให้ยึดเกาะอีกทั้งลำต้นก็ใหญ่โตเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจะใช้ผ้าคาดเอวเป็เครื่องช่วยปีนได้เช่นนี้แล้วจะปีนขึ้นไปง่ายๆ ได้อย่างไร
ทว่าิชูก็ทำให้พวกเขาประหลาดใจได้อีกครั้งหนึ่งเมื่อเด็กหนุ่มอาศัยเพียงสองมือและสองเท้าในการป่ายปีนต้นไม้สูงท่าทางของเขาคล้ายกันกับก่อนหน้า เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นและเคลื่อนไหวได้ช้าลงเท่านั้น
“นี่ขอรับท่านหมอ”
ิชูกล่าวประโยคเดิมๆซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับยื่นส่งสมุนไพรให้หมอเทวดาชายชราเหลือบมองเด็กหนุ่มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวชมด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันว่า
“เ้าปีนต้นไม้เก่งเหมือนลิงไม่มีผิด”
“ท่านหมอกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ”
เด็กหนุ่มตอบอย่างถ่อมตนแล้วก็เงียบปากเสียด้วยเกรงว่าท่านแม่ทัพจะสั่งลงโทษท่าทางของเขาคล้ายคนโง่ที่ไม่เข้าใจในความหมายแฝงของประโยคนั้น แต่หมอเซี่ยย่อมทราบดีว่าคนฉลาดอย่างิชูย่อมต้องคิดได้เพียงแต่จงใจแสร้งทำเป็ไม่รู้เท่านั้น และนั่นก็ทำให้ชายชรานึกหมั่นไส้เด็กหนุ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน
“ข้าเห็นใบโสมอยู่ทางนั้นไปขุดมาที”
เขาชี้นิ้วอีกรอบและิชูก็ต้องวิ่งออกจากขบวนไปอีกครั้งเช่นกัน
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ไม่จบไม่สิ้นจนคนอื่นๆ รู้สึกเหนื่อยแทนแต่สองคนหนึ่งสั่งหนึ่งทำตามก็หาได้แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยไม่ หมอเซี่ยยังคงชี้นิ้วสั่งต่อไปและิูก็ยังคงวิ่งวุ่นต่อไปเช่นกันจนในที่สุดท่านแม่ทัพก็ทนไม่ไหวต้องสั่งห้ามไม่ให้หมอเซี่ยออกคำสั่งไร้สาระอีก
“สมุนไพรหลายชนิดข้าได้ให้คนจัดหามาอย่างเพียงพอแล้วท่านสั่งให้เขาเก็บเฉพาะที่ขาด หรือเป็สมุนไพรหายากก็พอ”
มู่เฟิงเทียนกล่าวและนั่นก็นับเป็คำประกาศยุติการกลั่นแกล้งของหมอเทวดาลงแต่เพียงเท่านั้น
[1]เกอ= อาวุธชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็ใบมีดรูปร่างคล้ายตะขอ ใช้ติดปลายไม้พลองหรือติดเอาไว้กับหอก,ขวานปากไก่ก็เรียก
[2]สัตว์ที่เอาไว้ใช้เทียมเกวียนหรือบรรทุกข้าวของ เช่น ม้า ลา ล่อ วัว ควาย เป็ต้น
[3]๑เชียะ =๑๐ นิ้ว