เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 ฝานซิงลั่ว

            โจวชิงหวาเป็นคนแรกที่คลายความประหลาดใจเขาก้าวไปข้างหน้าพลางถาม “เจ้ากำลังมองหาอะไรหรือ?”

            หนีเจียเอ๋อร์คล้ายจะไม่ได้ยินคำพูดของชายหนุ่มสายตาวาวโรจน์ของนาง เอาแต่เพ่งมองรอยแผลรูปดาราด้วยความอาฆาตแค้น... นี่เป็นร่องรอยแบบเดียวกันกับที่หลงเหลืออยู่บนร่างของหนีเจียเฮ่อตอนที่ตระกูลหนีถูกฆ่าล้างในชาติก่อน

            ในที่สุด คนผู้นั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วสินะ!

            มือของหญิงสาวกำแน่นโจวชิงหวาขมวดคิ้ว มองท่าทางของอีกฝ่ายด้วยความกังวล จากนั้นจึงเอ่ยเรียกเบาๆ“เสี่ยวเอ๋อร์”

            ด้านหนีเจียเฮ่อ ก็โพล่งขึ้นด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน“เสี่ยวเอ๋อร์ พูดอะไรหน่อยสิ พี่ตกใจไปหมดแล้ว!”

            ภาพใบหน้าเศร้าเคล้าน้ำตายามที่เขากำลังจะตายเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง นางจึงยื่นแขนออกไปกอดพี่ชายด้วยท่าทีตื่นตระหนก“ท่านพี่!”

            หนีเจียเฮ่อคิดว่าน้องสาวยังคงพรั่นพรึงจากการถูกลักพาตัว จึงปลอบโยนเบาๆ“เสี่ยวเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว พี่อยู่นี่แล้ว”

            หนีเจียเอ๋อร์คลายอ้อมแขนเงยหน้า น้ำตาไหลพราก

            โจวชิงหวาก้มลงไปมองหญิงสาวเห็นได้ชัดว่าใบหน้างดงามนั้น กำลังแสดงอาการตื่นกลัวเพียงใด

            หนีเจียเอ๋อร์ผ่อนลมหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์ มองไปที่บุรุษสองคนตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลางถามเสียงเคร่งขรึม “ชิงหวา ท่านพี่ ช่วยข้าหาที่มาของรอยแผลรูปดาราหน่อยได้หรือไม่ว่าเป็นสัญลักษณ์ของใครหรือสำนักใด อีกทั้งมีความเกี่ยวข้องกับขุนนางในราชสำนักหรือไม่?”

            เหตุผลที่นางมิได้บอกให้ทำการตรวจสอบสวีเพ่ยหรานโดยตรงเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายให้พวกเขาทราบว่านางรู้เรื่องราวทั้งหมดได้อย่างไร

            โจวชิงหวาและหนีเจียเฮ่อมองหน้ากันทั้งสองต่างมีแววตาตื่นตะลึง

            นางเคยเห็นบาดแผลแบบนี้ที่ไหนแล้วรู้ได้อย่างไรว่าจะมีรอยแผลเช่นนี้บนศพทั้งสอง อีกทั้งยังพุ่งเป้าไปยังขุนนางในราชสำนัก...นี่คือหนีเจียเอ๋อร์ที่พวกเขารู้จักจริงๆ หรือ? นางมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่!

            ท่าทางของหนีเจียเฮ่อเปลี่ยนไป“ข้าช่วยเจ้าตรวจสอบได้ แต่ขอถามเหตุผลได้หรือไม่?”

            หนีเจียเอ๋อร์มองพี่ชายด้วยสายตาจริงจังและกล่าวขอโทษ “ท่านพี่ ชิงหวา ขออภัยด้วย ข้ายังบอกเหตุผลมิได้”

            โจวชิงหวาจึงกล่าว“ไม่เป็นไร รอจนกว่าเจ้าจะพร้อมเถิด”

            หนีเจียเฮ่อถอนหายใจ“เอาละ ข้าไม่ถามก็ได้ แต่เจ้าต้องสัญญากับพี่ ว่าเมื่อใดที่มีเรื่องเสี่ยงอันตรายเจ้าจะต้องบอกพวกเราก่อนเสมอ”

            สุดท้ายก็ดึงตัวโจวชิงหวาออกไปด้วยกัน“คืนนี้ ข้าต้องกลับไปที่วัง เรื่องนี้คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว ฝากดูความปลอดภัยของเสี่ยวเอ๋อร์ด้วย”

            โจวชิงหวาพยักหน้า พลางตบไหล่อีกฝ่าย“ไม่ต้องวิตก!”

            …

            สามวันต่อมา

            คนของโจวชิงหวาก็รายงานว่าบาดแผลรูปดาวนี้เกิดจาก ‘ฝานซิงลั่ว’ อาวุธพิเศษที่มีพิษร้ายแรง จนสามารถสังหารผู้คนให้ตายได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวซึ่งอาวุธชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยเว่ยฉีหราน

            คนผู้นี้เคยเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเจียงหูต่อมาก็ได้ก่อตั้งสำนักฝูเซิงด้วยตัวเอง และดำรงตำแหน่งประมุขสำนักภายใต้การนำของเขา สำนักมีศิษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสร้างชื่อเสียงอันดีงามจนได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นแม่ทัพ

            แต่หลังจากนั้นเว่ยฉีหรานก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนกลายเป็นคนเหลิงในอำนาจ ชื่อเสียงที่เคยดีงาม เริ่มฉาวโฉ่ไปทั่วใต้หล้า

            หลังโจวชิงหวาได้ฟังรายงานจากลูกน้องก็รีบเดินทางไปที่จวนของหนีเจียเอ๋อร์เพื่อแจ้งความคืบหน้า

            พอรู้ว่าเว่ยฉีหรานเป็นตัวการฆ่าล้างตระกูลหนีในชาติก่อนสิ่งที่หญิงสาวอยากรู้ที่สุดในตอนนี้ ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสวีเพ่ยหรานและเว่ยฉีหรานนั้นเป็นมาอย่างไร

            ประตูไม้ถูกผลักจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด เสี่ยวเสวียนเดินเข้ามารายงานว่า“คุณหนู นายหญิงให้มาแจ้งว่านายท่านต้องการพบ ตอนนี้นายท่านอารมณ์ไม่ค่อยดีโปรดระวังด้วยนะเจ้าคะ”

            โจวชิงหวามุ่นคิ้ว พูดด้วยน้ำเสียงกังวล“ข้าไปด้วย”

            หนีเจียเอ๋อร์ส่ายหน้า“ไม่จำเป็น ไม่ว่าท่านพ่อจะโมโหแค่ไหนก็คงไม่ถึงขั้นทุบตีข้าหรอก เจ้ากลับไปก่อนไว้มีเวลาค่อยมาคุยกันที่ห้อง”

            ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นผิดหวังแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “อนิจจา... สาวงามกำลังมีปัญหา แต่วีรบุรุษไม่อาจช่วยได้”

            เสี่ยวเสวียนยื่นเสื้อคลุมให้เขาพร้อมกล่าวยิ้มๆ “แต่ความรู้สึกที่คุณชายโจวมีต่อสาวงามนั้น ก็ช่างลึกซึ้งนัก แม้มอบหัวใจให้ทั้งหมดก็ยังไม่อาจทดแทนได้จริงหรือไม่เจ้าคะ?”

            หนีเจียเอ๋อร์เม้มปากแน่นก่อนดีดหน้าผากสาวใช้เบาๆ “เดี๋ยวนี้เจ้ากล้าล้อเลียนนายอย่างข้าแล้วหรือ? กล้านักนะ คอยดูสิ ว่าหากข้ากลับมาแล้วจะจัดการเจ้าอย่างไร!”

            โจวชิงหวาหยิบผลไม้บนโต๊ะโยนใส่มือเสี่ยวเสวียน “ลองชิมดูสิ หวานดีนะ”

            เสี่ยวเสวียนยัดผลไม้เข้าปากแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณเจ้าค่ะ คุณชายโจว”

            หนีเจียเอ๋อร์เม้มปาก“เหอะ! ทุกวันนี้ เจ้าหาเงินได้มากมายแต่กลับยืมดอกไม้ถวายพระ[1]เช่นนั้น ไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ?”

            ดวงตาของชายหนุ่มเปล่งประกายเขาขยิบตาและคลี่ยิ้มบางๆ “พวกเราทั้งสองก็เสมือนดั่งคนคนเดียวกัน ว่าไม่สิ่งใดจะเป็นของเจ้าหรือของข้าก็ควรจะเรียกว่าของของเรา”

            ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี นางก็ไม่อาจลับฝีปากกับอีกฝ่ายได้ทั้งยังไม่อาจรู้ ว่าเขาล้อเล่นหรือจริงจัง ดังนั้นทุกครั้งที่ต้องเผชิญเรื่องเช่นนี้หนีเจียเอ๋อร์จึงมักจะแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจอยู่เสมอ

            โจวชิงหวามองไปที่แผ่นหลังแข็งขึงของหญิงสาวแล้วยิ้มมุมปากอย่างขี้เล่น “ระวังตัวด้วย!”

            แต่หนีเจียเอ๋อร์เพียงพาเสี่ยวเสวียนไปยังห้องโถงโดยไม่หันกลับมามอง

            ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเสียงเกรี้ยวกราดของนายท่านหนีก็ดังขึ้น

            “ช่างกล้านัก!คิดจะตรวจสอบสำนักฝูเซิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเว่ยฉีหรานเป็นใคร? จะทำให้พวกเขาขุ่นเคืองจนนำหายนะมาสู่ตระกูลหนีหรืออย่างไร? หนีเจียเอ๋อร์ ฟังข้า เจ้าต้องหยุดเดี๋ยวนี้!”

            ชาติก่อน ตระกูลหนีก็มิได้ไปรังควานเว่ยฉีหรานแต่สิ่งที่พวกเขาได้รับ กลับเป็นความตายอันน่าสังเวช...

            เมื่อถูกตำหนิ หญิงสาวก็ไม่แม้แต่จะเอ่ยแก้ตัวทั้งยังไม่คิดจะหยุดตรวจสอบเช่นกัน

            ซึ่งนายท่านหนีก็รู้ดี ว่าบุตรสาวผู้นี้แม้ภายนอกดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าแท้จริงแล้ว ทั้งเข้มแข็งและดื้อรั้น หากตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้วนางก็ไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ ฉะนั้น เขาจึงต้องหาผู้คุ้มกันมาเฝ้านางตลอดทั้งวัน

            กระทั่งโจวชิงหวาจะมาหาก็ยังต้องมีคนเหล่านี้อยู่ด้วย

            ...

            ตกกลางคืน

            โจวชิงหวาปลอมตัวลอบเข้าไปในจวนของเว่ยฉีหรานเพื่อค้นห้องทำงานของเขา แต่ยังไม่ทันพบสิ่งใดก็กลับโชคร้าย ถูกพบเข้าเสียก่อน

            แม้จะถูกโจมตีจนบาดเจ็บที่ท้องทว่ายังไม่ถูกเปิดเผยตัวตน ด้วยชายหนุ่มรีบหนีออกจากจวนสกุลเว่ยได้อย่างทันท่วงที

            ...

            แสงจันทร์อาบไล้ไปทั่วเมืองหลวง

            เป็นเวลาสามวันสามคืนมาแล้วที่หนีเจียเอ๋อร์ไม่อาจเดินออกจากจวนสกุลหนีได้แม้แต่ครึ่งก้าว จึงรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนักทั้งยังนอนไม่หลับ รู้สึกกระสับกระส่าย วิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก

     

     

     

     

    ------------------------------------

            [1] ยืมดอกไม้ถวายพระ (借花献佛: เจี้ยฮวาเสี้ยนฝอ) เป็นสำนวนเปรียบเปรย หมายถึงนำของที่ผู้อื่นให้มามอบให้กับอีกคนหนึ่งเป็นของขวัญ หรือสินน้ำใจ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359