หลังซื้อหินพนันเสร็จ หลิ่วเทียนฉีก็พาเฉียวรุ่ยไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในเหลาสุราท้ายถนน จนกระทั่งบ่าย ทั้งสองคนถึงกลับโรงเตี๊ยมอย่างเบิกบานใจ
รอจนทั้งสองกลับมา พวกเขาจึงเห็นวังอันหยางยืนอยู่นอกประตูโรงเตี๊ยม
เฉียวรุ่ยพบเข้าพลันระแวงขึ้นทันที เขากอดแขนคนข้างกายแน่นโดยไม่รู้ตัว
หลิ่วเทียนฉีผินหน้ามองท่าทางเป็นกังวลสุดน่ารักนั่นของคนรัก รู้สึกขำอยู่เล็กน้อย
“นายน้อย!” หวังอันหยางก้าวเข้ามา ก้มต่ำคำนับให้
“ฝังบิดาของเจ้าเรียบร้อยแล้วหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองใบหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์แล้วเอ่ยถามเสียงเบา
“ขอรับ ฝังเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณนายน้อยอย่างสูง!” พูดพลางคำนับให้อีกครั้ง
“ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก ที่จริงในตระกูลข้าไม่ขาดคนรับใช้ ที่ข้าช่วยเจ้าเพราะเห็นเจ้าเป็นคนกตัญญู หากเจ้าไม่ยินดีติดตามข้า ตรงนี้มีศิลาทิพย์หนึ่งร้อยก้อน เจ้ารับไว้แล้วไปหาทางตั้งตัวเสียเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางหยิบศิลาทิพย์หนึ่งร้อยก้อนออกมาส่งให้
“ใช่แล้ว เทียนฉีของข้าแค่เห็นเจ้าน่าสงสารถึงช่วยเท่านั้น เจ้า เจ้าอย่าคิดมากเกินไปเชียวนะ เขาหมั้นแล้ว!” เฉียวรุ่ยที่กอดแขนหลิ่วเทียนฉีอยู่ กอดแน่นขึ้นไปอีก
เห็นคนรักแทบจะเกาะติดกายตน จะร้องไห้หรือหัวเราะก็ทำไม่ออก
“ไม่ๆๆ ข้าไม่มีความคิดเกินเลยหน้าที่แต่อย่างใดขอรับ ข้าเพียงคิดเป็นคนรับใช้ อยู่ข้างกายนายน้อย ตอบแทนพระคุณครั้งนี้เท่านั้นขอรับ” หวังอันหยางมองท่าทางสนิทสนมระหว่างทั้งสองคน รีบแสดงท่าทีชัดเจนของตนทันที
“เจ้าแน่ใจนะว่าจะอยู่เป็นคนรับใช้ของข้า?” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายพลางถามอีกครั้ง
“ขอรับ รับบุญคุณผู้อื่นเท่าหยดน้ำตอบแทนดั่งตาน้ำผุด นายน้อยให้ศิลาทิพย์ช่วยข้าฝังศพบิดา บุญคุณใหญ่หลวงปานนี้ ข้าหวังอันหยาง ยินดีเป็นทาสรับใช้นายน้อยชั่วชีวิตขอรับ”
ได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าน้อยๆ “ตามข้าเข้ามา!”
“ขอรับ!” หวังอันหยางขานรับ ตามหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเข้าไปในโรงเตี๊ยม
มาถึงหน้าโต๊ะเสมียน หลิ่วเทียนฉีขอห้องอีกห้องหนึ่งให้หวังอันหยาง จากนั้นเดินพาไปส่ง
หวังอันหยางเดินเข้าห้องมามองสำรวจโดยรอบพักหนึ่ง เขาพบว่าหลิ่วเทียนฉีขอห้องพักระดับสูงให้ตน ในหัวใจเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งยิ่ง
“นายน้อย ข้าพักห้องระดับล่างก็พอแล้วขอรับ!” ห้องระดับสูงเช่นนี้ คงแพงน่าดู!
“ไม่ ข้าไม่เคยทารุณข้ารับใช้ ในเมื่อเจ้ายินดีเป็นข้ารับใช้ของข้า เช่นนั้นข้ามีบางอย่างอยากพูดกับเจ้า!” หลิ่วเทียนฉีบอกแล้วพาเฉียวรุ่ยไปนั่งด้วยกันบนเก้าอี้ด้านข้าง
“เชิญนายน้อยขอรับ!” หวังอันหยางยืนอยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อม รอฟังอย่างตั้งใจ
“เป็นเช่นนี้ อีกไม่กี่วันข้าจะไปเข้าร่วมการสอบคัดเลือกของวิทยาลัยเซิ่งตู ซึ่งข้าเป็นบุตรคนเดียวในบ้าน มารดาเสียไปแล้ว หลายปีมานี้ ข้ากับท่านพ่อดูแลกันและกันมาตลอด แต่ถ้าเข้าวิทยาลัยเซิ่งตู ข้าก็ไม่อาจอยู่ข้างกาย ดูแลท่านอย่างสม่ำเสมอได้ ในใจข้าจึงรู้สึกกังวลนัก หวังจะมีสักคนอยู่เคียงข้างท่านแทนข้า!”
ได้ฟังคำพูดของหลิ่วเทียนฉี หวังอันหยางพยักหน้ารับรัว “ความหมายของนายน้อยคือให้ข้าไปรับใช้นายท่านหรือขอรับ?”
“ไม่ ไม่ใช่แค่รับใช้ แต่ถือเสียว่าเขาเป็นบิดา กตัญญูต่อเขา อยู่เคียงข้างเขา ให้เขาอยู่อย่างมีความสุข”
“นี่...” ได้ยินเช่นนี้ก็อึ้งไปเล็กน้อย
“เจ้ายินดีขายตัวฝังศพบิดา ก็เพียงพอให้ข้าเห็นหัวใจกตัญญูที่เจ้ามีต่อท่าน บิดาเจ้าเพิ่งเสีย ส่วนข้ากำลังจะจากท่านพ่อ เจ้าไม่ลองคิดเสียว่าบิดาข้าเป็นบิดาของเจ้าแล้วทดแทนบุญคุณเขาล่ะ”
ได้ยินจนจบ หวังอันหยางพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะทุ่มเททั้งกายใจ ทดแทนบุญคุณนายท่านแทนนายน้อยเองขอรับ”
“ดี นี่ศิลาทิพย์ห้าสิบก้อน อีกประเดี๋ยวเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าสะอาดสักสองชุด จัดการตนเองสักหน่อย วันพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านพ่อข้า!”
“ขอรับ!” หวังอันหยางขานรับ รับศิลาทิพย์ที่หลิ่วเทียนฉีให้
“เอาล่ะ เจ้าเตรียมตัวสักพักเถอะ! พวกเราไปก่อน!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางลุกขึ้นยืนพร้อมเฉียวรุ่ย
“น้อมส่งนายน้อย นายหญิงน้อย!”
ได้ยินคำเรียกขานว่านายหญิงน้อย ใบหน้าเฉียวรุ่ยพลันแดงก่ำ
หลิ่วเทียนฉียิ้มมองคนข้างกาย จูงมือมาถึงในห้องตน ปิดประตูเรียบร้อยก็เอายันต์สองแผ่นออกมาแปะไว้บนบานประตูทันที
“หวังอันหยางนี่ ชอบพูดเหลวไหลนัก” เฉียวรุ่ยนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าฮึดฮัด
“ฮ่าๆๆ พอแล้ว อย่าโกรธเขาเลย พวกเราผ่าหินกันไหม? ให้ข้าเปิดหูเปิดตาดูสมบัติที่เจ้าซื้อมาหน่อยสิ!”
ได้ยินเขาพูดเรื่องนี้ เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ “จริงด้วย ยังไม่ได้ผ่าก้อนหินเลยสินะ? เกือบลืมไปแล้ว”
เฉียวรุ่ยเอาก้อนหินทั้งห้าก้อนออกมาจากกำไลเก็บของ วางไว้บนพื้นตามลำดับ “ผ่าก้อนไหนก่อนดี?”
“ก้อนนี้แล้วกัน!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักทีหนึ่งแล้วชี้ตามใจ
“ได้!” เฉียวรุ่ยหยิบขวานขั้นสามเล่มหนึ่งออกมา นั่งลงบนพื้น เริ่มกะเทาะก้อนหินดังติงๆ ตังๆ
“หากเป็นเช่นนี้ ให้ข้าทำแทนเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีเห็นเฉียวรุ่ยกะเทาะลำบากนักจึงอยากเข้ามาช่วย
“ไม่ได้ ให้ข้าทำเถอะ! ข้ามองเห็นสภาพข้างใน เจ้ามองไม่เห็นอาจทำสมบัติเสียได้!”
ได้ยินเฉียวรุ่ยว่าอย่างนั้น หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ายอมอย่างจนปัญญา “ถ้าอย่างนั้นก็ได้”
เฉียวรุ่ยกะเทาะติงๆ ตังๆ อยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ผ่าก้อนหินก้อนแรกได้
หลิ่วเทียนฉีเห็นขวดหยกใบน้อยใบหนึ่งอยู่ข้างในก้อนหิน ก็เบิกตาโตอย่างตะลึง “นี่คือ?”
“นี่คือวารีบำรุงวิญญาณขวดหนึ่ง มีฤทธิ์บำรุงพลังวิญญาณ เจ้าเป็นผู้ใช้ยันต์ ต้องการพลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง สิ่งนี้เหมาะให้เจ้าใช้ที่สุด!” เฉียวรุ่ยพูดพลางส่งของมาให้ถึงมือ
“ผู้ใช้ยันต์ต้องการพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง ผู้ฝึกยุทธ์เองก็ต้องการพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งเช่นกัน ของล้ำค่าเช่นนี้ ข้าจะใช้คนเดียวได้อย่างไรเล่า? อย่างไรเสีย หลังจากนี้พวกเรามาดูดกลืนด้วยกันเถอะ!”
ได้ยินคำพูดนั้น เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ก่อนตอบ “ก็ ก็ได้!”
“พักสักหน่อยไหม?” หลิ่วเทียนฉีจับแขนคนรักมานวดเฟ้นให้อย่างปวดใจ
“ไม่เป็นไร สักนิดก็ไม่เหนื่อย เพิ่งผ่าหินครั้งแรก ข้ายังไม่เข้าใจเคล็ดลับหลักการพอ และของในก้อนหินยังแตกง่ายอีก ข้าถึงได้ทำช้าน่ะ แต่ก้อนที่สองจะไม่ช้าเช่นนั้นแล้วล่ะ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางยกขวานขึ้น ใช้ขวานเดียวฟันหินพนันก้อนที่สองขาดทันที
“ตุบ...” ของข้างในหินพนันร่วงตกลงพื้น
“นี่ นี่คือ...” หลิ่วเทียนฉีมองศิลาทิพย์สีคราม ทั้งอึ้งและยินดีอย่างหนัก
ทุกคนต่างรู้ว่าศิลาทิพย์ที่แลกเปลี่ยนกันทั่วไปในแคว้นจินอวี่ตอนนี้เป็นศิลาทิพย์ระดับล่าง มีสีเขียวอมฟ้า ส่วนสีของศิลาทิพย์ระดับกลางจะเป็นสีน้ำเงิน ราคาก้อนหนึ่งจึงเท่ากับศิลาทิพย์ระดับล่างหนึ่งร้อยก้อนขึ้นไป
“นี่คือศิลาทิพย์ระดับกลางสิบก้อน มีค่าเท่ากับศิลาทิพย์ระดับล่างหนึ่งพันก้อน มีปราณทิพย์เข้มข้นยิ่งนัก” เฉียวรุ่ยยิ้มก่อนแนะนำ
“อืม ศิลาทิพย์ระดับกลางนี่ เป็นของดีจริงเชียว!” หลิ่วเทียนฉีหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่ง สัมผัสปราณทิพย์เข้มข้นด้านในศิลาทิพย์พลางพยักหน้ารัว
“ศิลาทิพย์พวกนี้ข้าให้เทียนฉีนะ!” พูดพลางส่งศิลาทิพย์สิบก้อนให้
“แล้วเจ้าเล่า?” หลิ่วเทียนฉีมองเฉียวรุ่ย เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่พอใจ ในใจคิด ‘ทำไมเจ้าถึงซื่อบื้อปานนี้?’
“ฮิๆ ยังมีอีกสิบก้อนน่ะ!” เฉียวรุ่ยบอกแล้วผ่าหินพนันก้อนที่สาม
เห็นด้านในหินพนันก้อนที่สามเป็นศิลาทิพย์ระดับกลางสิบก้อนเช่นกัน หลิ่วเทียนฉีจึงยิ้ม “เช่นนั้น พวกเราก็มีคนละสิบก้อน!”
“อื้ม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า พวกเขาเก็บศิลาทิพย์ระดับกลางคนละสิบก้อนไป
เมื่อมาถึงหินพนันก้อนที่สี่ เฉียวรุ่ยฟันอย่างระมัดระวัง แต่เพราะมีประสบการณ์ก่อนหน้านี้ หินพนันก้อนนี้จึงใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป
หลิ่วเทียนฉีมองเห็นลูกคิดสีทองขนาดเท่าฝ่ามืออันหนึ่งด้านในหินพนัน เขาเลิกคิ้วขึ้น
ลูกคิดทองนี่ ในนิยายต้นฉบับมีอธิบายไว้ ของสิ่งนี้เป็นอุปกรณ์อาคมขั้นสามที่ร้ายกาจยิ่ง หลังเฉียวรุ่ยได้มา เขามอบให้พระเอกไปอย่างโง่เง่า อุปกรณ์อาคมชิ้นนี้จึงกลายเป็นไพ่ตาย ช่วยพระเอกเอาชนะความลำบากมาไม่น้อย
“นี่เป็นอุปกรณ์อาคมขั้นสาม เทียนฉี เจ้าเอาไปเถอะ!”
“ไม่ต้อง เจ้าเก็บไว้เองสิ!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะปฏิเสธ
“เจ้าเอาไปนะ ที่ตัวเจ้ามีแค่มีดบินน้อยห้าเล่ม ในมือข้ามีอุปกรณ์อาคมตั้งห้าชิ้นเชียวนะ! เจ้าเก็บไว้นั่นแหละดี!” เฉียวรุ่ยจับมือเขา ยัดลูกคิดทองเข้าไปในมือทันที
“ก็ได้!” เขาเห็นเฉียวรุ่ยจะมอบให้ตนอย่างดึงดันก็ได้แต่พยักหน้ารับไว้
“มา พวกเรามาผ่าหินก้อนสุดท้ายกัน!” เฉียวรุ่ยพูดพลางใช้ขวานเดียวผ่าหินพนันก้อนสุดท้ายขาดทันที
“นี่คืออะไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉียื่นมือไปหยิบเส้นสีเงินยวงละเอียดสองเส้นนั้นขึ้นมา
“อย่าดูถูกเจ้านี่เชียว นี่เป็นใยไหมฟ้า มีค่าครองเมืองเชียวนะ! แต่มีอยู่น้อยไปหน่อย หากมากอีกนิด หาช่างหลอมอุปกรณ์หลอมเสื้อไหมหิมะตัวหนึ่งให้เจ้าได้ เสื้อไหมหิมะตัวนี้จะทั้งนุ่มและเบา ไม่เพียงใส่บนร่างได้สบาย แต่ยังป้องกันการโจมตีได้ดียิ่งอีกด้วย”
“ความยืดหยุ่นไม่เลวจริงๆ!” หลิ่วเทียนฉีลองดึงยืดและใช้ขวานของเฉียวรุ่ยทดสอบดู พบว่าใยไหมฟ้าสองเส้นนี้ยืดหยุ่นทนทานจริงแท้
“แน่นอนอยู่แล้ว ใยไหมฟ้าเส้นหนึ่งราคาหนึ่งพันก้อนศิลาทิพย์เชียวนะ ช่างแพงนักล่ะ!”
หลิ่วเทียนฉีมองใบหน้าอวดอย่างน่ารักนั่นก็ยิ้ม ลูบศีรษะน้อยของอีกฝ่าย “เก็บไว้ที่ข้าก่อนได้ไหม?”
“เอาสิ!” เฉียวรุ่ยไร้ข้อโต้แย้ง
หลิ่วเทียนฉีเอายันต์เก็บของแผ่นหนึ่งออกมาเก็บกวาดเศษก้อนหินบนพื้นจนสะอาดเอี่ยม แล้วดึงเฉียวรุ่ยลุกขึ้นจากพื้น
เฉียวรุ่ยปัดฝุ่นบนร่างตนออก มองไปทางเขา “บนร่างเจ้าสกปรกแล้วนะ!”
เฉียวรุ่ยยื่นมือไปจะช่วยหลิ่วเทียนฉีปัดฝุ่นบนตัว กลับถูกเขาจับข้อมือ ดึงพรึบเข้ามาในอ้อมแขน
“เจ้า เจ้าทำอะไรน่ะ เทียนฉี?” เขากะพริบตาปริบๆ มองไปทางอีกฝ่ายอย่างวิตก
“เจ้าว่าข้าจะทำอะไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉีสะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง ปัดชุดชงชาบนโต๊ะร่วงแล้วกดคนรักลงกับโต๊ะ
“เทียน เทียนฉี?” ประจันหน้ากับบุรุษที่มองตนจากข้างบน ใบหน้าของเฉียวรุ่ยเริ่มแดงขึ้น
“เฮ้อ ข้าแอบสงสารที่เจ้าเดินทางมาเหนื่อยเลยหักห้ามใจ ไม่แตะต้องเจ้าเชียวนะ ปรากฏว่าเจ้ากลับกล่าวหาคิดว่าข้าชอบผู้อื่น โทษหนักเช่นนี้ เจ้าว่าข้าควรล้างมลทินอย่างไรดี หืม?” ระหว่างที่พูด หลิ่วเทียนฉีก็ปลดสายคาดเอวของอีกฝ่ายไปด้วย
เฉียวรุ่ยมองสายคาดเอวที่ตกลงบนพื้นต่อหน้าต่อตา ใบหน้ายิ่งลามแดงขึ้นไปอีก “ข้า ข้า...”
“เสี่ยวรุ่ย ยามเจ้าหน้าแดง ช่างน่าหลงใหลเช่นเดิม!” พูดพลางถอดเสื้อตัวนอกของเฉียวรุ่ยออก
“เทียนฉี...” เฉียวรุ่ยเรียกชื่อคนรักเบาๆ กอดลำคอของอีกฝ่ายไว้
หลิ่วเทียนฉีก้มตัวลงจูบกลีบปากคนรักอย่างอ่อนโยน “ในใจข้ามีเสี่ยวรุ่ยคนเดียว รักเสี่ยวรุ่ยเพียงคนเดียว ทำเรื่องระหว่างสามีภรรยากับเสี่ยวรุ่ยคนเดียวเท่านั้น”
เฉียวรุ่ยได้ฟังถ้อยคำชิดใบหูก็แย้มรอยยิ้ม โอบลำคอคนรัก แนบริมฝีปากของตนขึ้นไปทันที