บทที่ 18 เปลี่ยนอาหาร
“โอ๊ะโอ๊ย” ขันทีชราร้องโหยหวน เอามือไปลูบศีรษะป้อย ๆ แต่ทว่ามือของเขากลับเต็มไปด้วยเื จนงุนงงทำอะไรไม่ถูก ะโใส่อวิ๋นอินอินว่า “องค์หญิงเก้า นี่พระองค์จะทรงสังหารข้าหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นอินอินหัวเราะเย้ยหยัน “อะไรกัน ข้ามีฐานะเป็ถึงองค์หญิง ไม่สามารถสังหารบ่าวรับใช้โอหังได้หรอกหรือ?”
“ข้าขอองค์หญิงเก้าโปรดทรงไว้ชีวิตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
บ่าวชรากุมศีรษะ เมื่อเห็นความเหี้ยมโหดบนใบหน้าและจิตสังหารในดวงตาของอวิ๋นอินอิน เขาพลันคุกเข่าลง ส่วนเหล่าขันทีน้อยที่อยู่รอบข้างเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งหวาดกลัวจนขาอ่อนนานแล้ว พากันคุกเข่าลงกับพื้น
ผู้ที่มีรัศมีน่ายำเกรงที่อยู่เบื้องหน้า คือองค์หญิงเก้าที่เคยโง่เขลาเหม่อลอยผู้นั้นจริงหรือ?
“ตอนนี้ เ้าบอกข้ามาได้แล้วว่า เหตุใดคืนนี้ในตำหนักเย็นจึงไม่มีอาหารค่ำ?” อวิ๋นอินอินถาม
หน้าผากของขันทีชราที่อยู่บนพื้นถึงกับเหงื่อออกผสมรวมกับเืที่หยดลง แต่เขากลับไม่กล้ายกมือไปเช็ด องค์หญิงเก้าที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้คือสัตว์ป่าดุร้าย แต่นายท่านองค์ใหญ่ที่อยู่เื้ัก็เป็อสรพิษเช่นกัน
ไม่ว่าฝ่ายใดก็มิอาจล่วงเกินได้ ขันทีชราใคร่ครวญแล้ว ก็ได้แต่รับความผิดไว้เอง
“เป็ความผิดของบ่าวพ่ะย่ะค่ะ บ่าวดื่มสุราจนทำให้เสียงาน ลืมส่งอาหารค่ำให้พระองค์และพระมเหสี บ่าวสมควรตาย บ่าวสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ…” ขันทีชรากล่าว พร้อมเอาศีรษะโขกลงกับพื้น
อวิ๋นอินอินก็ไม่ร้อนรน ดูเขาโขกศีรษะไปเช่นนั้น
รอจนหน้าผากของเขาอีกมีเืสด ๆ ไหลลงมา จึงได้เอ่ยปากอย่างว่า “ช่างเถิด ข้าเป็คนใจกว้าง ครั้งนี้จะไม่เอาเื่กับเ้า แต่หากมีครั้งหน้าอีกล่ะก็…”
“องค์หญิงเก้าโปรดทรงวางพระทัย จะไม่มีครั้งหน้าอีกแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้รับการรับรองจากขันทีชรา ความโเี้ในดวงตาของอวิ๋นอินอินจึงได้จางหายไปเล็กน้อย นางยื่นมือ ไปแสดงสัญลักษณ์ที่ขอบโต๊ะเบา ๆ “หากมีครั้งหน้า เ้าก็… ตายเพื่อชดใช้ความผิดแล้วกัน”
“นอกจากนี้ ข้ารู้สึกว่าอาหารในตำหนักเย็นเน้นไปทางผักมากเกินไป อีกทั้งพวกเ้าก็เดินช้า รอจนถึงเวลาที่ข้ากิน อาหารก็เย็นหมดแล้ว”
“ครั้งหน้าบ่าวจะให้คนตั้งใจจัดเตรียมวัตถุดิบ นอกจากนี้เปลี่ยนเป็คนที่มีฝีเท้ารวดเร็ว พยายามให้องค์หญิงเก้าได้ทรงเสวยอย่างพอพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นอินอินกระตุกมุมปาก มอบรอยยิ้มเ้าเลห์ให้ขันทีเฒ่า “เช่นนั้นก็ขอบคุณขันทีหลี่ล่วงหน้า นี่ค่ำแล้ว ข้ากลับไปก่อน”
รอจนอวิ๋นอินอินลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก หัวใจที่ตึงเครียดของขันทีชราจึงได้ผ่อนคลายลง เขาค่อย ๆ พยุงม้านั่งลุกขึ้นมา แต่วินาทีถัดมา อวิ๋นอินอินกลับหมุนกายหันศีรษะกลับมาอีกครั้ง ทำให้เขาใจนคุกเข่าดังปึกลงไปใหม่
อวิ๋นอินอินยกยิ้ม “ข้าหิวแล้ว ขันทีหลี่รีบส่งส่วนของวันนี้ไปก่อนได้หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้”
ครานี้ รอจนอวิ๋นอินอินจากไปไกล ขันทีชราถึงกล้าลุกขึ้น ขันทีน้อยที่อยู่ข้างกายรีบนำผ้าและยามาช่วยเขาทำแผล หากแต่ขันทีชรากับทำเพียงโบกมือ กล่าวด้วยสีหน้าอ่อนล้าว่า “ไปรายงานเื่ในคืนนี้ต่อองค์หญิงใหญ่”
ขันทีน้อยพยักหน้า แล้วถามอย่างสงสัยว่า “ขันทีหลี่ขอรับ เช่นนั้นยังต้องช่วยเตรียมอาหารให้องค์หญิงเก้าหรือไม่ขอรับ?”
“เ้าเศษสวะนี่ เ้า้าให้ข้าตายหรือไร?” ขันทีชรายกขาถีบขันทีน้อย ดุด่าอย่างรุนแรง “ยังไม่รีบเตรียมไปส่งให้นางอีก”
อวิ๋นอินอินกลับมาถึงตำหนักเย็นได้เพียงครู่เดียว ขันทีน้อยก็ถือกล่องอาหารมาถึงเบื้องหน้าของอวิ๋นอินอิน จัดวางทีละจานจนเรียบร้อย จากนั้นมองอวิ๋นอินอินด้วยตัวสั่นเทา และก้มหน้าวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
พระมเหสีจิ่งมองทุกสิ่งนี้ เป็เวลานานที่ดึงสติกลับมาไม่ได้
“เกิดอะไรขึ้น? แม่อยู่ตำหนักเย็นมาสามปี นี่เป็ครั้งแรกที่มีคนนำอาหารส่งมาถึงในห้องและจัดวางจนเรียบร้อย นอกจากนี้ อาหารในคืนนี้ก็พรั่งพร้อมมาก” พระมเหสีจิ่งหันศีรษะมา “อินอิน เมื่อครู่เ้าไปทำสิ่งใดมา?”
“ไม่มีอันใดเพคะ เพียงแต่สั่งสอนขันทีเฒ่าผู้นั้นไปเล็กน้อยเท่านั้น ให้เขาได้รู้ว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในตำหนักเย็นเป็ผู้ใด”
“อินอินของข้าเติบโตแล้วจริง ๆ…” พระมเหสีจิ่งเงียบไปนาน จากนั้นหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกระดูกหมูชิ้นหนึ่งวางลงในชามของอวิ๋นอินอิน “ร่างกายของเ้าผอมเกินไป ต้องกินให้มากหน่อย”
“เพคะ เสด็จแม่ก็ทรงเสวยด้วยเถิด”
นางคีบกระดูกหมูกลับไปให้พระมเหสีจิ่งชิ้นหนึ่ง และก้มหน้ากินข้าว ทว่าสายตาบังเอิญเหลือบไปมองพระมเหสีจิ่ง ในใจคิดว่า เมื่อใดกันที่เสด็จแม่จึงจะเล่าเื่เมื่อสามปีก่อนให้ฟัง
เพราะตอนกลางวันนางหลับไปทั้งวันแล้ว ตอนกลางคืน อวิ๋นอินอินจึงไม่มีความง่วง
นางลุกขึ้นไปที่ลานด้านนอกอย่างเงียบ ๆ มองดูแสงจันทร์ จู่ ๆ ก็คิดถึงโรคระบาดที่อ้าต้าพูดถึง
“ไม่รู้ว่าในตำรับยาที่พูดถึงในหนังสือถกเื่โบราณนั้นใช้ได้จริง ๆ หรือไม่” อวิ๋นอินอินยื่นมือไปหยิบไม้ท่อนเล็ก ๆ มาท่อนหนึ่ง พยายามนึกย้อนถึงสมุนไพรในตำรับยา และจดลงบนพื้น “กุ้ยจือ เซิงเจียง เสาเย่า หมาหวัง จื้อกันเฉ่า…”
อวิ๋นอินอินมองดูตำรับยาบนพื้นพวกนี้ พร้อมมุ่ยปากเพราะจำตัวยาได้ไม่ครบ ปริมาณยิ่งจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ช่างเถิด ตำรับยานี่ให้เสด็จอาไม่ได้ หากมีข้อผิดพลาดอันใด ตัวนางเองคงไม่มีปัญญาไปรับผิดชอบ
“นอนเอาแรงแล้วพรุ่งนี้ไปดูแลเยว่หยาดีกว่า”
วันรุ่งขึ้น อวิ๋นอินอินเพิ่งลุกจากเตียง ขันทีน้อยก็ส่งข้าวเช้ามาแล้ว เป็ข้าวต้มสีขาวที่เหนียวข้นนุ่มละมุนกับซาลาเปาเนื้อชิ้นใหญ่สองสามลูก พร้อมกับผักดอกสองจานเล็ก อวิ๋นอินอินพยักหน้าพึงพอใจกับอาหารเช้ามื้อนี้เป็อย่างมาก
“เสด็จแม่เพคะ อีกครู่ข้าจะไปหาเสด็จอา ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อใด ท่านจำไว้ว่าเมื่อถึงเวลากินข้าวอย่าได้รอข้านะเพคะ”
“อินอิน เ้าก็ระวังหน่อยล่ะ” พระมเหสีจิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เสริมเพิ่มอีกคำหนึ่งว่า “พยายามรีบกลับมา”
“เพคะ”
ขณะเดินอยู่ระหว่างทาง อวิ๋นอินอินคิดว่าเซวียนเหยียนฟู่อาจยังไม่ออกไป จึงเพิ่มความเร็วของฝีเท้าอย่างไม่รู้ตัว เตรียมไปถวายพระพรเสด็จอาผู้หล่อเหลาสักรอบ แล้วแสดงความขอบคุณของตนอีกสักครั้ง
แต่เมื่อนางมาถึงตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง กลับพบอวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวสองพี่น้องที่หน้าประตู ทั้งยังมีนางกำนัลที่อยู่เื้ัอีกกลุ่มหนึ่ง
“อวิ๋นอินอิน เ้ามาทำอันใดที่นี่กัน?” ในน้ำเสียงสงสัยของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวเต็มไปด้วยความรังเกียจ
หลังจากเื่ครั้งก่อน อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวสองพี่น้องก็ไม่เรียกนังโง่อีกแล้ว แต่ความดูแคลนต่ออวิ๋นอินอินที่หยั่งรากฝังลึกอยู่ในจิตใจยังไม่สามารถแก้ได้ จากที่พวกนางมอง แม้อวิ๋นอินอินจะไม่ปัญญาอ่อนแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็รูปโฉม การศึกษา หรือว่าฐานะ ล้วนไม่อาจเปรียบกับตนได้
“ข้ามากินข้าวเป็เพื่อนเสด็จอาน่ะสิ” อวิ่นอินอินพูด ยักคิ้วครั้งหนึ่งอย่างได้ใจ จากนั้นใช้สายตาชวนหาเื่มองไปที่พวกอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว “ว่าแต่พวกท่าน มาทำสิ่งใดั้แ่เช้ากัน?”
เมื่อฟังคำพูดของอวิ๋นอินอิน อวิ๋นพิ่นถิงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ราวกับได้ยินเื่ตลกครั้งใหญ่
“อวิ๋นอินอิน จะโกหกก็ดูสภาพของตนเองด้วย เ้าเป็ตัวอะไร เหตุใดเสด็จอาจะต้องให้เ้ากินข้าวด้วย?”
“คำถามนี้ ที่จริงแล้วข้าก็อยากรู้มากเช่นกัน ทั้งที่เป็องค์หญิงเหมือนกัน เหตุใดเสด็จอาจึงมาชอบข้า หลานสาวผู้นี้ หรือเป็เพราะข้ามีจิตใจดีงาม? น่ารักเชื่อฟัง?” เห็นสีหน้าของสองพี่น้องเต็มไปด้วยความดูแคลน อวิ๋นอินอินก็ยกยิ้มมุมปากกล่าวต่อไปว่า “ข้าคิดว่า คงเป็เพราะบุตรภริยาเอกและบุตรอนุมีความแตกต่าง พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง พวกท่านว่าใช่หรือไม่?”
เห็นสีหน้าของสองพี่น้องเปลี่ยนจากเย้ยหยันเป็โมโหภายในเสี้ยวพริบตา ในใจของอวิ๋นอินอินก็สะใจอยู่ไม่น้อย
“อวิ๋นอินอิน ข้าจะฉีกปากเ้าให้ขาด!”