ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถม้า ขากลับหมู่บ้านถงซาน จ้าวหนานกงก็หันไปมองดูกุ้ยเหมยอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไร ครั้นจะพูดออกมาว่าซิ่นฉีกับเขาไม่เคยมีอะไรกัน มากไปกว่าผู้ใหญ่พูดคุยกันเฉยๆ ก็กลัวว่ามันจะเหมือนว่าเขากำลังร้อนตัวหรือเปล่า จึงได้แต่นั่งอึดอัดอยู่แบบนี้
กุ้ยเหมยที่กำลังเอาผลไม้ที่ปอกเอาไว้ในกล่องออกมาป้อนให้ลูกสาวกินเล่น ก็สังเกตว่าเขามีเื่อยากจะคุยกับนาง แต่นางคิดว่าสถานที่มันไม่เหมาะที่จะคุยกัน ทำให้ระหว่างที่ไปซื้อชุด กับผ้ามาหลายพับเพื่อไปทำผ้าม่าน นางจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกับเขาเลย จนกระทั่งถึงตอนนี้
"ฮูหยินจะให้เอาของไปเก็บไว้ที่บ้านหลังใหม่ไหมขอรับ"
พอรถจอดสนิท อาเหลียงก็ช่วยเอาจ้าวหนานกงไปส่งถึงเตียงนอน แล้วยังมาช่วยขนของลงจากรถอีก พอเห็นว่าข้าวของมีเยอะมากจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยความมีน้ำใจ
"ใช่ เอาไว้ที่นั่นเลย ขอบคุณมากนะเ้าคะ นี่เป็น้ำใจเล็กน้อย ท่านรับเอาไว้เถอะ ไม่อย่างนั้นคราวหน้าข้าคงไม่กล้ารบกวน"
กุ้ยเหมยรีบบอก เมื่อเห็นเขากำลังปฏิเสธ นอกจากจะยื่นเงินให้ 100 อีแปะนางยังเอาคุกกี้ใส่ในถุงผ้าที่ซื้อมาใหม่ไปฝากลูกสาวของเขาด้วย เพราะได้ยินว่าเขามีลูกสาวอายุมากกว่าหลินหลัน 2 ปี เด็กๆ น่าจะชอบกิน
"ขอบคุณขอรับฮูหยิน หากฮูหยินอยากจะเข้าเมือง เรียกได้เลยนะขอรับ บ้านข้าอยู่หลังหัวมุมตรงทางเลี้ยว เถ้าแก่หม่าเอารถม้ามาทิ้งเอาไว้เผื่อเวลาไปทำงานในเมือง"
"เถ้าแก่ใจดีจังเลยนะ แสดงว่าอาเหลียงต้องทำงานดีมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้รถม้ามาใช้หรอก ขอบคุณมากนะ หากจะเข้าเมืองคงต้องรบกวนอาเหลียงช่วยพาไปนะ"
เหลียงเฉิงเกาท้ายทอยแก้เขิน เถ้าแก่ก็ดีกับเขาจริงๆ นั่นแหละ แล้วก็ขอตัวไปขนของที่มีอยู่เต็มเกวียนเข้าบ้านหลังใหม่
กุ้ยเหมยกลับมารีบเข้าครัวทำอาหาร เพราะทั้งสองคนพ่อลูก คงหิวกันแล้ว พอทำเสร็จก็ยกถ้วยออกมาสามถ้วย นางทำก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟลูกชิ้นปลาให้ จ้าวหนานกงกับตัวเอง แล้วเอาก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใสให้ลูกสาว ทั้งหมดใช้เป็เส้นใหญ่เพราะจะได้กินง่ายขึ้น และก็เป็ความชอบของตัวเองด้วย
พอกินอาหารเสร็จ กุ้ยเหมยก็พาลูกสาวไปอาบน้ำล้างตัว ตอนนี้ร่างกายเ้าตัวเล็กเต็มไปด้วยน้ำซุป ระหว่างที่กินข้าวตาก็จะปิด จนนางต้องช่วยป้อน
ไม่อย่างนั้นคงจะหลับก่อนกินอาหารเสร็จแน่นอน คงจะเป็เพราะว่าวันนี้หลินหลันเล่นทั้งวัน ตอนซื้อของนางใช้วิธีจูงมือไม่ได้อุ้ม พลังงานที่มีจึงหมดแทบไม่มีเหลือ พออาบน้ำยังไม่ทันได้แต่งตัว ลูกสาวตัวน้อยก็หลับไปแล้ว ก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงจะมีบางคนอกแตกตายก่อนแน่นอน
"กุ้ยเหมย พี่อยากคุยด้วย" กุ้ยเหมยกำลังเอาอ่างน้ำออกไปทิ้งก็หยุดมือก่อน ตอนนางเช็คตัวให้เขาก็รู้ว่าเขาอยากจะคุย จึงได้วางอ่างน้ำไว้บนโต๊ะแล้วเดินกลับมานั่งตรงหน้าเขา เพราะนางเองก็อยากจะรู้ว่าเขาอยากจะพูดอะไร
"เื่ซิ่นฉี พี่..เออ"
"ไม่ใช่ท่านพูดไปหมดแล้วหรือเ้าค่ะ หรือว่ามีอะไรที่ข้าต้องรู้มากกว่านี้"
กุ้ยเหมยชิงถามขึ้นเมื่อเห็นเขาพูดจาอึกอัก ไม่ยอมพูดออกมาเสียที
"ไม่ใช่ๆ ไม่มีอะไร พี่คิดกับนางอย่างน้องสาวอย่างที่บอกจริงๆ"
จ้าวหนานกงแทบสำลักน้ำลาย รีบปฏิเสธทันทีกลัวนางจะเข้าใจผิด
"ในเมื่อไม่มีอะไร แล้วท่านพี่อยากจะคุยอะไรเ้าคะ ท่านพี่..ในเมื่ออดีตก็คือเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ใยต้องมาคิดมากด้วยเล่า สิ่งที่ข้าอยากจะพูดก็คือ ไม่ว่าท่านพี่จะตัดสินใจอย่างไร มันไม่มีถูกมีผิด ข้าเคารพการตัดสินใจของท่าน"
"ถึงแม้ว่าข้าจะเลือกไปอยู่กับนางงั้นหรือ"
"ใช่" เมื่อได้ยินนางพูดตรง ๆเขาก็อดไม่ได้ที่จะน้อยใจเป็เพราะสภาพร่างกายของเขาตอนนี้หรือเื่ระหว่างเขากับนางมันคงไม่ถึงขั้น ทำให้นางอยากจะอยู่ร่วมกันกับเขาหรือเปล่า
"เ้าคงไม่นึกชอบคนอย่างข้ากระมัง" จ้าวหนานกงยิ้ม แต่ยิ้มเยาะตัวเองที่คิดว่าตัวเองยังคงเป็คุณชายใหญ่ที่เพียบพร้อมหรืออย่างไร นางถึงต้องมาชอบคนพิการไร้ประโยชน์แบบเขา จ้าวอยู่กับความน้อยใจในชีวิต
กุ้ยเหมยรู้ว่าเขากำลังเข้าใจผิด จึงเอื้อมมือไปจับมือของเขาแล้วจ้องมองไปในดวงตาที่หม่นหมองคู่นั้น ด้วยแววตาที่สื่อออกมาด้วยความจริงใจ
"ข้าชอบท่าน แต่ความชอบของข้าไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว เราเองจริงๆ แล้วก็พึ่งรู้จักกันไม่นาน ความผูกพันอาจไม่ถึงขั้นความรัก แต่ความรู้สึกชอบที่ข้ามีให้ท่าน มันจริงแน่นอน แต่ถึงต่อไป ข้าจะรักท่านมากแค่ไหน หากท่าน้าไปข้าก็พร้อมจะปล่อยมือ"
"แล้วเ้าไม่คิดหึงหวงบ้างเลยหรือ"
"หึงหวง? ไม่เ้าค่ะ คำว่าหึงหวงสำหรับข้ารู้สึกว่ามันคือความไม่เชื่อใจ คนที่ถูกหึงหวงก็จะรู้สึกเป็ทุกข์ไม่มีความสุขเพราะถูกความไม่เชื่อใจของคนรัก ท่านพี่ข้าไม่รู้ว่าคนอื่นมองเื่ความรักยังไง แต่สำหรับข้า ถึงไม่รู้จักว่าความรักของคู่รักเป็อย่างไร แต่ข้าก็เคยคิดว่า ความรักของข้าจะไม่ผูกมัดใครเอาไว้ เพราะคนถูกมัดไม่ว่าจะรัดแน่นหรือไม่แน่น คนที่ถูกรัดก็คงจะรู้สึกอึดอัด หากคนสองคนจะรักกันแค่ไหน ก็ต้องมีพื้นที่ว่างให้แก่กัน ความรักมันถึงจะยืนยาว นี่คือความรู้สึกของข้า"
"แล้วเ้าไม่กลัวว่า หากไม่ผูกมัดเขาเอาไว้ เขาอาจจะมีคนอื่นอย่างนั้นหรือ"
คราวนี้จ้าวหนานกงเอ่ยถามด้วยความสนใจในความคิดของนาง ช่างไม่เหมือนใครจริง ๆ เขาสบายใจั้แ่นางบอกว่าชอบเขาแล้ว ขั้นต่อไปเขาจะให้นางเปลี่ยนจากชอบมารักเขาเอง จึงอยากจะรู้ว่าความคิดของนางในมุมมองของความรักเป็อย่างไร
" หากข้าถามท่านกลับว่า บุรุษที่ไม่มีจิตใจมั่นคงในคู่ของตัวเอง หากข้าต้องกลัว ต้องหวาดระแวง ต้องหึงหวง แล้วใจเขาจะอยู่กับข้าไหม? แล้วถ้าข้าไม่หึงหวง ปล่อยวาง ให้เกียรติ ไม่วุ่นวายกับเื่ของเขา แล้วใจเขาจะอยู่ที่ข้าไหม? ข้าว่าทั้งหมดทั้งมวล มันก็คือข้ออ้างเห็นแก่ตัวที่คนใจไม่มั่นคง หาข้ออ้างมากล่าว เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดของตัวเองเท่านั้น เพราะว่าหากใจของเขาไม่อยู่ ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ไปอยู่ดี พูดมาทั้งหมดข้าก็ไม่รู้อนาคตว่าจะเป็อย่างไร ถ้ามันเกิดขึ้นมาจริง ๆ ข้าก็แค่อยู่คนเดียว สบายใจกว่า"
"แล้วพี่เล่า?" จ้าวหนานกงพูดอุบอิบในลำคอ เสียเวลาเหมือนเสียงยุงบินผ่าน ทำเอากุ้ยเหมยหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย มุมนี้ของเขาก็น่ารักดีเหมือนกันนะเนี่ย
"อ้าว! มันเป็เื่สมมุติไม่ใช่หรือเ้าค่ะ"
"พี่จะไม่เป็แบบนั้น พี่ไม่ใช่คนโลเลเ้าเชื่อพี่ไหม?"
"เชื่อ สบายใจขึ้นหรือยังเ้าค่ะ ตอนนี้อย่าพึ่งไปคิดเื่อื่นเลย เดี๋ยวข้าเอาน้ำไปทิ้งก่อน แล้วจะกลับมาช่วยท่านพี่ออกกำลังกาย"
บ่ายวันนั้นบรรยากาศของทั้งคู่เริ่มดีกว่าเดิมมากขึ้น จากการได้พูดคุยและได้เห็นมุมมองซึ่งกันและกัน ยิ่งคุยกันยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น จ้าวหนานกงรับปากว่าหากมือของเขาแข็งแรงขึ้น จะสอนนางเขียนและอ่านหนังสือ มันเป็สิ่งจำเป็สำหรับนาง ในอนาคตอาจจะต้องรู้หนังสือบ้างไม่อย่างนั้นอาจจะถูกคนเอาเปรียบได้
สามวันต่อมากุ้ยเหมยดูแลลูกกับสามีอาบน้ำกินอาหารเสร็จแล้ว ก็ปล่อยให้ลูกสาวเล่นของเล่นอยู่ในคอกกั้น แล้วให้บิดาคอยดูแลด้วยสายตาไปก่อน เพราะตัวเองต้อง ออกมาดูของที่ทางร้านของโจวซิ่นเฉิงมาส่ง แต่พอออกมากลับเห็นคนที่มาส่งของคือโจวซิ่นเฉิงที่มาส่งด้วยตัวเอง เพราะอยากมาเห็นจ้าวหนานกงด้วยว่า เขามีชีวิตความเป็อยู่ยังไง
"สวัสดีเ้าคะ คุณชายโจวมาส่งของเองเลยหรือเ้าคะ"
"เรียกข้าซิ่นเฉิงเถอะ แล้วหนานกงอยู่ที่ไหนตอนนี้"
"อยู่ที่บ้านกับหลันเอ๋อร์เ้าค่ะ ท่านจะไปหาท่านพี่เลยหรือเปล่าเ้าค่ะ"
ซิ่นเฉิงยังไม่ทันได้ตอบอะไร หนิงต้าเจี่ยนกับชงหยวนก็เดินเข้ามาหากุ้ยเหมย เพื่อให้นางไปดูราวฝึกเดิน ที่เอาไปวางในบ้านหลังใหม่ว่าวส่งตรงกับที่นาง้าหรือเปล่า เมื่อได้ยินว่ามีสิ่งของที่กุ้ยเหมยวาดออกมา โจวซิ่นเฉิงก็เลยถือโอกาสตามมาดูด้วย เพราะอยากจะเห็นเหมือนกันว่าที่ฝึกเดินมันหน้าตาเป็แบบไหน
"ขอเป็เชือกผ้าแทนได้ไหมเ้าคะ เชือกต้องหนาหน่อยถึงจะสามารถรองรับน้ำหนักสามีข้าได้ คุณชายโจว มีเหล็กที่มีลักษณะแบบนี้ไหมเ้าคะ ถ้าไม่มีเราสามารถสั่งทำได้ไหม ข้า้าใช้มันในการทำกายภาพบำบัดของท่านพี่เ้าค่ะ"
"เป็เหล็กแบบไหนหรือ?"
กุ้ยเหมยวาดตะขอตัวเอส ขนาดยาวประมาณฝ่ามือของนาง ตะขอนี้จะมีไว้เกี่ยวเสื้อที่นางให้ป้าหนิงเย็บให้เมื่อวันก่อน นางยกเลิกเช่าห้องพักที่บ้านของป้าหนิงไปแล้ว แต่นางเปลี่ยนเป็ว่าจ้างให้ป้าหนิงทำผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ ที่จ่ายนอกเหนือจากเงิน 50 อีแปะ เพราะนางทำงานพวกนี้ไม่ได้จริงๆ จึงได้แต่วาดแบบที่คิดว่าตรงใจที่สุด มอบให้คนที่มีความสามารถและความถนัดมากกว่าจะได้ไม่เสียของ
"ไม่น่าจะยาก เดี๋ยวข้าให้คนงานทำมาให้หลายๆตัว ว่าแต่ของพวกนี้มีไว้ทำอะไร หรือเอาไว้ให้หลินหลันเล่นอีกหรือ"
"ไม่ต้องหลายตัวก็ได้เ้าค่ะ ข้า้าเพียงแค่ 4 ตัวเท่านั้น ของพวกนี้เอาไว้ให้ท่านพี่ฝึกเดิน มันเป็ส่วนหนึ่งของการรักษาโรคที่ท่านพี่เป็อยู่เ้าค่ะ"
"เ้าสามารถรักษาจ้าวหนานกงได้จริงหรือเปล่า อย่าบอกนะว่า เ้าเป็หมอเทวดา"
คราวนี้คุณชายใหญ่แห่งตระกูลโจวถึงกับเบิกตากว้างด้วยความใ
นางสามารถรักษาจ้าวหนานกงได้ด้วยหรือ ไม่ใช่ว่าโรคประหลาดนี้ มันรักษาไม่ได้ ไม่ใช่หรือไง หรือว่าที่เขาได้ยินมาคือเื่เข้าฟังผิดไปเอง นางได้ไปกราบหมอเทวดามาเป็อาจารย์หรืออย่างไรกัน
กุ้ยเหมยหัวเราะท่าทางของเขา มันอดขำไม่ได้จริงๆ ที่เห็นใบหน้าหลากหลายที่โจวซิ่นเฉิงที่แสดงออกมา
"ข้าไม่ใช่หมอเทวดาอะไรนั่นหรอกเ้าคะ ข้าแค่เห็นคนป่วยที่มีอาการแบบนี้เท่านั้น รู้แต่เพียงว่า โรคนี้เกิดจากหลายเหตุ ปัจจัยก่อให้เกิดโรคร่วมกันอาจจะเกิดจากทางพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อม หรืออาจจะเผลอไปัักับโลหะ หรือสารเคมีบางชนิด ที่อาจทำให้ประสาทนำคำสั่งเกิดการทำงานผิดปกติจึงทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นมา"
"ข้าไม่เข้าใจนักหรอกนะ ข้าอยากรู้แค่ว่าจ้าวหนานกงจะหายเหมือนเดิม ได้หรือเปล่ากุ้ยเหมย"
โจวซิ่นเฉิงรู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้าง ถึงแม้ว่าเขายิ่งฟังก็ยิ่งงง คำบางคำเขาก็ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร แต่เท่าที่ได้ฟังมาอย่างน้อย กุ้ยเหมยก็รู้ถึงสาเหตุของการป่วยของจ้าวหนานกง
"เท่าที่ข้าดูท่านพี่ยังสามารถสื่อสารได้ และกินอาหารเองได้แล้ว การเคลื่อนไหวร่างกายก็ดีขึ้นมาก ต้องบำรุงร่างกายจากภายในก่อน จากนั้นก็ใช้วิธีกายภาพบำบัดควบคู่ไปด้วย หากทำเป็ประจำ โอกาสที่จะหายดีก็เป็ไปได้สูง ข้าเคยเห็นคนที่เป็หนักกว่าท่านพี่ สามารถรักษาหายเป็ปกติมาแล้ว
การรักษาอาจจะต้องใช้เวลานาน แต่ถ้ามีกำลังใจที่ดี ท่านพี่ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตเป็ปกติได้แน่นอนเ้าคะ"
บุรุษทั้งสามคนมองกุ้ยเหมยพูด เหมือนกับว่าโรคนี้มันไม่น่ากลัวเลยสักนิด แต่ก็ต่างชื่นชมนางอย่างจริงใจ ตอนนี้ภายในใจของทุกคนต่างมีมุมมองในเื่กุ้ยเหมยที่แตกต่างกัน โจวซิ่นเฉิงคิดว่าความสามารถของนางทำไมถึงมีมากกว่าสตรีทั่วไปนัก ชงหยวนก็รู้สึกทึ่งในความสามารถของนางที่เผยออกมา
มีเพียงหนิงต้าเจี่ยน ที่มองกุ้ยเหมยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขารู้สึกว่าคนตรงหน้าเขาไม่รู้จักนางเลยด้วยซ้ำ กุ้ยเหมยที่เขารู้จักถึงแม้ว่าจะไม่นานนัก แต่นางไม่มีความสามารถขนาดนี้แน่ มันเกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่ ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ได้ หรือที่ผ่านมานางแค่เสแสร้งทำตัวแบบนั้น สรุปแล้วแบบไหนกันแน่ที่เป็ตัวจริงของนาง