ไป๋เสี่ยวโหลวค่อยๆก้มหน้าลง ไหล่สั่นไหวเล็กน้อย นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหลิงจือเอ่ย“นางจะแต่งงานแล้ว...ไปพบหรือไม่ ยังจะมีความหมายอะไรอีก? รังแต่จะเพิ่มความยุ่งยากก็เท่านั้น…”
“อุบ…” หลิงจือหลุดหัวเราะ
ตู้เหิงพูดอยู่ด้านข้าง“ภรรยาข้าหลอกท่านแล้ว คุณหนูซูไม่ได้จะออกเรือนเสียหน่อย!”
“อะไรนะ?” แววตาของไป๋เสี่ยวโหลวพลันลุกโชนขึ้น ต่างกับท่าทีเ็าก่อนหน้าราวกับเป็คนละคน“พวกเ้าหลอกข้าหรือ?”
หลิงจือพยักหน้ายิ้มรับ“ถ้าข้าไม่บีบบังคับท่านสักหน่อย ท่านจะเผยความในใจออกมาหรือไงกัน?”
ไป๋เสี่ยวโหลวยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแต่เพียงไม่นานก็จางหายไป พูดพลางถอนใจ “แม้ตอนนี้นางจะยังไม่คิดออกเรือนแต่ก็ต้องมีสักวันไม่ช้าก็เร็ว ช้าหรือเร็วไปวันหนึ่ง จะต่างกันตรงไหน?”
“คนที่คุณหนูซูหลงรักก็คือท่านท่านเองก็มีนางในใจ ท่านก็ไปขอนางซะก็หมดเื่” หลิงจือกล่าว
ไป๋เสี่ยวโหลวหัวเราะขมขื่นกล่าว “นางเป็ถึงคุณหนูตระกูลซู แต่ข้าเป็แค่นักแสดงงิ้วคนหนึ่ง...คหบดีซูไม่มีทางยกบุตรสาวให้คนอย่างข้าหรอกแต่งกับนางเป็เื่เพ้อฝันทั้งนั้น”
“ไม่ลองดูจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้?”หลิงจือเอ่ยเสียงดัง
“เื่ใหญ่อย่างแต่งงาน‘ต้องให้พ่อแม่ตัดสินใจ แม่สื่อดำเนินการ’ พวกเราไม่มีสิทธิ์เลือกเองหรอก…”ไป๋เสี่ยวโหลวแหงนหน้าขึ้นมองเมฆที่เคลื่อนอยู่บนฟ้าแววตาเต็มไปด้วยความสับสน
หลิงจือจ้องเขาตวาดลั่น “ไป๋เสี่ยวโหลว งั้นท่านจะทนมองหญิงที่ตัวเองรักแต่งงานกับชายอื่นหรือไง?แค่ไปเจอหน้านางท่านยังไม่กล้าเลย ท่านไม่แม้แต่จะรวบรวมความกล้าด้วยซ้ำนี่ยังเป็ผู้ชายอยู่หรือเปล่า ข้ารู้สึกเสียดายเงินแทนซูเมิ่งเสวี่ยจริงๆ!คนที่นางมีใจให้ ที่แท้ก็เป็แค่เต่าหัวหดตัวหนึ่ง!”
“เ้า...ข้า…” ใบหน้าของไป๋เสี่ยวโหลวเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง แต่กลับถูกหลิงจือด่ากราดเป็ชุดจนพูดไม่ออกสักประโยค
หลิงจือยังคงไม่หยุดง่ายๆเอ่ยเสียงดังต่อเนื่อง “ไป๋เสี่ยวโหลว ท่านไม่คู่ควรกับคุณหนูซูแต่ไม่ใช่เพราะท่านเป็คนเล่นงิ้ว นางเป็คุณหนู แต่เป็เพราะท่านมันขี้ขลาดตาขาวแม้กระทั่งความรู้สึกตัวเองก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้า! ผู้หญิงเขาเป็ฝ่ายเข้าหาก่อนแล้วแท้ๆแต่ท่านล่ะ? แค่เจอหน้ายังไม่กล้าเลย! คนอย่างท่านนี่มันไม่ได้เื่สุดๆ!”
หลิงจือด่าไป๋เสี่ยวโหลวชุดใหญ่จนตู้เหิงอึ้งมองตาค้างปากค้าง
“ได้ ข้าจะไป!” ไป๋เสี่ยวโหลวกัดฟันพูด “เ้าด่าได้ถูกต้องแล้วถ้าข้าไม่กล้าแม้แต่ไปพบหน้า ยังสมควรเรียกว่าลูกผู้ชายอยู่อีกหรือ?”
หลิงจือและตู้เหิงสบตาแล้วยิ้มให้กัน
ระหว่างทางกลับจากหลีเซียงหยวนตู้เหิงกล่าวกับหลิงจือ “ภรรยา เ้าสุดยอดมากคนแข็งแกร่งดุจหินผาอย่างไป๋เสี่ยวโหลวยังเกือบจะโดนเ้าด่าจนร้องไห้ได้”
“ฮึ ผู้ชายแบบนั้นไม่ด่าให้รู้สำนึกคงไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวเอง้าอะไร”
ตู้เหิงผ่อนฝีเท้าลงเอ่ยอย่างครุ่นคิด “ความจริง...ข้าก็เข้าใจเขานะฐานะของทั้งคู่แตกต่างกันมาก คหบดีซูไม่มีทางตกลงเื่การแต่งงานนี้หรอกที่เขารู้สึกด้อยกว่ามันก็มีเหตุผลอยู่”
หลิงจือหยุดฝีเท้ามองตรงไปยังตู้เหิง กล่าวเน้นชัดถ้อยชัดคำ “ข้าจะบอกให้ว่าขอแค่คนสองคนอยากอยู่ด้วยกันด้วยใจจริง ก็ไม่มีอุปสรรคอะไรมาขวางได้หรอกนี่แหละที่เขาเรียกกันว่ารักแท้ไร้เทียมทาน!”
ตู้เหิงโคลงศีรษะเห็นได้ชัดว่าฟังไม่ค่อยเข้าใจ
หลิงจือพูดต่อ “ยังไงซะ ก็ยังมีข้าอยู่นะ! อย่าลืมสิว่าข้าเชี่ยวชาญเื่แก้ปัญหาปวดหัวให้ทุกคน ขอแค่พรุ่งนี้พวกเขาสองคนได้พบหน้าตัดสินใจแน่แล้วว่าจะอยู่ด้วยกัน ข้าก็จะช่วยพวกเขาให้สำเร็จจงได้!”
“ใช่แล้ว!” ตู้เหิงตบบ่าหลิงจือ “มีภรรยาข้าอยู่ทั้งคนอะไรก็ไม่ใช่ปัญหา!”
่สายวันถัดมาซูเมิ่งเสวี่ยมาถึงเหลียนหลี่ถังแต่เช้า
ตู้เหิงรีบเชิญนางนั่งลงอย่างกระตือรือร้นทั้งยังนำชาที่เซี่ยอี้จือให้มา ชงใส่กามาให้ซูเมิ่งเสวี่ยดื่มด้วย
แต่ซูเมิ่งเสวี่ยกลับไม่มีอารมณ์ดื่มชาแม้แต่นิดจ้องตรงมาที่หลิงจือลูกเดียว
หลิงจือรู้ว่าในใจนางคิดอะไรอยู่แต่กลับจงใจพูดเรื่อยเปื่อย ไม่ยอมเข้าประเด็นหลัก
ในที่สุดซูเมิ่งเสวี่ยก็ทนไม่ไหวเอ่ยปากถาม “หมอหลิงจือเมื่อวานพวกท่านไปที่หลีเซียงหยวนมาแล้วใช่ไหม? ได้เจอไป๋เสี่ยวโหลวหรือไม่?เขาว่าอย่างไรบ้าง?”
หลิงจือยังคงยิ้มแต่ไม่ตอบ
ในตอนนั้นเองประตูโรงหมอก็ถูกเปิดออก
ซูเมิ่งเสวี่ยเบนสายตามองไปทางประตูเห็นเพียงร่างสูงใหญ่ในชุดสีขาวยืนอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ราวกับรูปปั้น จะเป็ใครได้อีกถ้าไม่ใช่ไป๋เสี่ยวโหลว?
ซูเมิ่งเสวี่ยค่อยๆ ลุกยืนขึ้นริมฝีปากสั่นระริก แต่กลับไม่มีคำพูดใดออกมา ส่วนไป๋เสี่ยวโหลวเองก็ยังยืนนิ่งอยู่หน้าทางเข้ามองตรงมายังซูเมิ่งเสวี่ยอย่างไร้คำพูดใดๆ
“พวกท่านสองคนคิดจะยืนจ้องกันอย่างนี้อีกนานไหม?”หลิงจือลุกขึ้น ยกมือขึ้นกอดอก “ท่านไป๋ ท่านจะยืนอยู่หน้าประตูไปทำไม?ตกลงจะเข้ามาหรือไม่?”
ไป๋เสี่ยวโหลวหน้าแดงรีบก้าวเท้าเข้ามายืนตรงหน้าซูเมิ่งเสวี่ย
“คุณหนูซู…”
“ท่านไป๋…”
ทั้งสองโน้มตัวโค้งคำนับพร้อมกันโดยคาดไม่ถึงว่า ในความชุลมุนนี้ศีรษะจะไปชนกับฝ่ายตรงข้าม
“คุณหนูซูขออภัยด้วย...ขออภัยด้วย…” ไป๋เสี่ยวโหลวเอ่ยขอโทษซูเมิ่งเสวี่ยอย่างร้อนรน
ใบหน้าซูเมิ่งเสวี่ยแดงจนแทบกลั่นออกมาเป็เืได้
ตู้เหิงและหลิงจือแอบกลั้นยิ้มอยู่ด้านข้างจนแทบจะาเ็ภายในแล้ว
หลิงจือยกมือชี้ไปยังห้องด้านในเอ่ย “พวกท่านสองคน เข้าไปคุยเื่ส่วนตัวในห้องเถิด!วางใจได้ พวกข้าไม่แอบฟังหรอก”
ซูเมิ่งเสวี่ยก้มหน้างุดไม่ยอมขยับ คราวนี้เป็ไป๋เสี่ยวโหลวที่กระตุกชายแขนเสื้อของนางเองจากนั้นทั้งคู่ก็เดินตามกันเข้าไปด้านใน
ตู้เหิงหยิบชามยามาแสร้งทำท่าบดยา แต่สายตากลับแวบไปทางประตูห้องเป็พักๆ
หลิงจือเห็นเขามีท่าทีเช่นนี้ก็ให้รู้สึกขำ เอ่ยแซว “‘ฮ่องเต้ไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน[1]’ เ้าจะร้อนใจไปทำไมกันหะ?”
ตู้เหิงยังคงจับจ้องไปที่ประตูบานเล็กนั้นเอ่ย “ข้าหวังว่าพวกเขาจะได้อยู่ด้วยกัน…”
หลิงจือยกมือเท้าคางข้างหนึ่งมองตู้เหิงอย่างสนใจ “ทำไมล่ะ?”
ตู้เหิงคิดพลางเอ่ย“ก็พูดยากอยู่นะ...น่าจะเป็เพราะข้ากับไป๋เสี่ยวโหลวต่างก็ยากจนทั้งคู่…”
“ตู้เหิง!” หลิงจือะโเรียกชื่อตู้เหิงเป็ครั้งแรก
ตู้เหิงสะดุ้งใมองหลิงจือด้วยท่าทีอึ้งๆ
หลิงจือเอ่ยจริงจัง“เ้าฟังข้าให้ดีนะ ความรักไม่มีแบ่งแยกรวยจนหรอก หากรักใครจริงฐานะ ตำแหน่ง ทรัพย์สินเงินทอง ล้วนแต่เป็เื่เล็กน้อย”
“อ้อ” ตู้เหิงตอบกลับอย่างงงๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ หลิงจือจึงมาพูดเื่พวกนี้กับเขาด้วยท่าทีเคร่งเครียดจริงจังขนาดนี้
ตอนนั้นเองก็มีเสียงหัวเราะดังออกมาจากในห้อง——เสียงหัวเราะใสก้องของหญิงสาว ผสมกับเสียงหัวเราะของฝ่ายชายที่แม้แ่เบาแต่ก็ออกมาจากใจจริง
ใบหน้าตู้เหิงปรากฏรอยยิ้มจริงใจเขาชี้ไปยังประตูห้อง ยิ้มพลางเอ่ยกับหลิงจือ “พวกเขาดูคุยกันมีความสุขดีนะ”
หลิงจือพยักหน้าเอ่ย“เป็ไปตามคาด ที่จริงขอแค่ไป๋เสี่ยวโหลวยอมมาพบซูเมิ่งเสวี่ยทุกอย่างก็น้ำมาคลองก็เกิด[2]สำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก#ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #readAwrite ด้วยน้า
[1]ฮ่องเต้ไม่ร้อนใจขันทีร้อนใจแทน (皇上不急急太监)หมายถึง คนรอบข้างร้อนใจเสียยิ่งกว่าเ้าตัวเอง
[2]น้ำมาคลองก็เกิด(水到渠成)เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ทุกอย่างก็จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี