เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ

    บทที่ 27.1 เพลิงแค้นมังกรหนุ่ม และจุดเริ่มต้นของนายบ่าว


          ท่ามกลางหุบเขากุยซานที่ถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาหินสูงชันลมเหมันต์พัดกรรโชกแรง หอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนให้ปลิวว่อนทว่าความหนาวเย็นของธรรมชาติกลับไม่อาจเทียบได้กับความเยือกเย็นและกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณลานสังหาร

            "กุบ... กุบ...กุบ..."

            เสียงฝีเท้าม้าที่ย่ำกรายลงบนพื้นหิมะอย่างสม่ำเสมอทำลายความเงียบงันที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นหลังจากการรุมโทรมอันแสนป่าเถื่อนจบลงม้าเหงื่อโลหิตรูปร่างสูงใหญ่ พ่นลมหายใจเป็นไอขาวขุ่นออกมาทางจมูกมันพยายามเบือนหน้าหนีกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ทว่าผู้ที่นั่งอยู่บนหลังของมันกลับดึงสายบังเหียนให้มันก้าวเดินเข้าไปใกล้ศูนย์กลางของลานเลือดนั้นอย่างช้าๆทว่ามั่นคง

            ไป๋หย่งเจิ้ง มังกรหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศแห่งยุคนั่งยืดหลังตรงอยู่บนอานม้าในชุดเดินทางรัดกุมสีเข้มทับด้วยเสื้อคลุมหนังสัตว์ที่เหมาะกับสภาพอากาศของราชวงศ์ถังตอนบนที่แผ่นหลังกว้างของเขาสะพาย 'ดาบเหล็กดำ' เล่มเขื่องเอาไว้นัยน์ตาสีเข้มของเขากวาดมองไปรอบบริเวณอย่างเยือกเย็น

            ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือซากปรักหักพังของรถม้าไม้หอมสลักลายวิจิตรเกวียนสินค้าที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจายและซากศพของเหล่าผู้คุ้มภัยในชุดเกราะหนังที่นอนจมกองเลือดอยู่เกลื่อนกลาดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงชาดเป็นหย่อมๆ ถัดออกไปไม่ไกลนักกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดหนังสัตว์ซอมซ่อนับร้อยคนกำลังยืนหัวเราะร่วนบางคนกำลังดึงกางเกงขึ้นสวมใส่บางคนกำลังเช็ดคราบของเหลวสีขาวขุ่นออกจากเป้ากางเกง บ่งบอกถึง 'กิจกรรม' อันแสนโสมมที่พวกมันเพิ่งจะกระทำร่วมกันมาหมาดๆ

            ทว่า... สิ่งที่ทำให้สายตาของไป๋หย่งเจิ้งต้องหยุดชะงักและทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งคือภาพที่อยู่ใจกลางวงล้อมของพวกเดนมนุษย์เหล่านั้น

            บนพื้นหิมะที่เละเทะปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งนอนหงายแผ่หลาอยู่อย่างหมดสภาพ ชุดกระโปรงเอวสูง ตัดเย็บจากผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่บ่งบอกถึงฐานะคุณหนูตระกูลใหญ่ถูกฉีกทึ้งจนขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี เอี๊ยมบังทรงหรือ 'เหอจื่อ'ที่ใช้ปกปิดทรวงอกถูกกระชากหลุดลุ่ยเผยให้เห็นเต้าถันที่เต็มไปด้วยรอยกัดรอยช้ำจนห้อเลือดขาทั้งสองข้างของนางถูกจับถ่างอ้าออกกว้างอย่างน่าอดสูที่สุด

            ไป๋หย่งเจิ้งแม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีแต่สายตาของเขาก็เฉียบคมพอที่จะมองเห็นความจริงอันแสนโหดร้ายที่ปรากฏอยู่หว่างขาของสตรีนางนั้น... 'รูหี' ของนางบานช้ำ แดงก่ำและมีรอยฉีกขาดอย่างรุนแรงจากการถูกทะลวงด้วยสิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหยาดเลือดสีสดผสมปนเปกับ 'น้ำควย' สีขาวขุ่นข้นคลั่ก ไหลทะลักและย้อยลงมาตามง่ามขาด้านในหยดแหมะลงบนพื้นหิมะเป็นดวงๆ กลิ่นคาวกามและคาวเลือดลอยฟุ้งเตะจมูกสภาพของนางบอบช้ำและแหลกสลายเกินกว่าที่วิญญูชนคนใดจะทนมองได้ดวงตาของนางเหลือกค้าง ไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต ราวกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกฝูงสุนัขบ้าปู้ยี้ปู้ยำจนพังยับเยิน

            "กึก!"

            ไป๋หย่งเจิ้งขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังลั่นในลำคอสองมือที่จับสายบังเหียนม้าสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ทันใดนั้น... ภาพความทรงจำอันแสนเจ็บปวดและดำมืดที่สุดในชีวิตก็พลันผุดขึ้นมาซ้อนทับกับภาพเบื้องหน้าอย่างรุนแรง!

            ภาพของ 'วสันต์สีเลือด' ในป่าลึก ภาพของมารดาผู้แสนบริสุทธิ์และหยิ่งทะนงของเขา... ไป๋หย่งชิง... ที่ถูกไอ้เฒ่าพองลมกูกู่เถิงสกัดจุด ให้นอนถ่างขาอยู่บนพื้นหญ้าภาพของชายชราหน้าตาน่าเกลียดที่งัดเอาความป่าเถื่อนออกมาย่ำยีมารดาของเขาต่อหน้าต่อตาเสียงร้องไห้สะอื้นและใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาแห่งความอัปยศของมารดา...

            (หย่งเจิ้งไม่เคยรู้เลยว่าบัดนี้มารดาของตนเองได้เปลี่ยนไปแล้ว นางไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไปแต่นางคือสตรีร่านสวาทที่เสพติดการถูกเดนมนุษย์รุม เย็ด ยิ่งกว่าหญิงคณิกาเสียอีก ทว่าในใจของเด็กหนุ่มมารดายังคงเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์เสมอ)

            ตั้งแต่เหตุการณ์ในป่าครั้งนั้นสิ่งที่ไป๋หย่งเจิ้งชิงชังและรังเกียจที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การฆ่าฟันเพื่อชิงสมบัติไม่ใช่การต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่ในยุทธภพ แต่คือ "การขืนใจและย่ำยีสตรี"! สำหรับมังกรหนุ่มผู้นี้บุรุษที่ใช้กำลังบังคับขืนใจสตรีเพศที่อ่อนแอกว่าคือสวะชั้นต่ำที่สุดที่สมควรถูกสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นและไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้!

            โทสะอันมหาศาลปะทุขึ้นในอกของหย่งเจิ้งราวกับภูเขาไฟที่รอการระเบิดความโกรธแค้นอัดแน่นจนจุกอยู่ที่ลำคอ ทำให้เขาไม่อาจเปล่งเสียงใดๆออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำ นัยน์ตาสีเข้มที่เคยสงบนิ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทที่ไร้ซึ่งประกายของความเมตตา มันคือแววตาของมัจจุราชที่เตรียมจะลงทัณฑ์คนบาป!

            ทางด้านพวกโจรป่ากุยซานเมื่อเห็นว่าผู้ที่รุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตสังหารเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ขี่ม้ามาเพียงลำพังพวกมันก็พากันคลายความระแวดระวังลงทันทีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา

            "ฮ่าๆๆ! นึกว่าทหารทางการที่ไหนโผล่มาที่แท้ก็แค่ลูกเจี๊ยบขนตายังไม่ขึ้น!" โจรหน้าบากร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งชี้หน้าหย่งเจิ้งพลางหัวเราะร่วนมันเพิ่งจะเสร็จสมจากการกระแทก ควย ใส่ร่างของคุณหนูใหญ่มาหมาดๆ อารมณ์ของมันจึงยังคงฮึกเหิมและหยิ่งผยอง

            หัวหน้าโจรป่าร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกอดอกมองดูมังกรหนุ่มด้วยสายตาดูแคลน มันตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง "เฮ้ย! ไอ้หนู! แกคงจะหลงทางมาสินะถือว่าแกโชคร้ายที่มาเห็นตอนพวกกูกำลังเสร็จกิจจากการ เย็ด อีคุณหนูนี่พอดี! แต่วันนี้พวกกูอารมณ์ดี... ถ้าแกไม่อยากตายกลายเป็นผีเฝ้าหุบเขาก็จงฟังให้ดี!"

            มันชี้ปลายดาบเปื้อนเลือดไปที่หย่งเจิ้ง "ทิ้งอาวุธของแกซะ! ปลดถุงเงินและของมีค่าทั้งหมดลงมา! ถอดเสื้อผ้าของแกออกให้หมดแล้วทิ้งม้าเหงื่อโลหิตตัวนั้นไว้ที่นี่! จากนั้นก็ไสหัวกะโหลกของแกออกไปให้พ้นหน้าพวกกูซะแล้วกูจะตบรางวัลด้วยการไว้ชีวิตแก!"

            "ฮ่าๆๆ! ใช่แล้ว! แก้ผ้าแล้วคลานออกไปเหมือนหมาเลยเว้ยไอ้ลูกเจี๊ยบ!" พวกสมุนโจรตะโกนโห่ร้องผสมโรง

            ทว่า... สิ่งที่พวกมันได้รับกลับมามีเพียง 'ความเงียบ' ไป๋หย่งเจิ้งไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา เขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวไม่ได้ร้องขอชีวิต และไม่ได้ทำตามคำสั่งอันหยิ่งผยองนั้นใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนดูน่ากลัวนัยน์ตาสีดำขลับจ้องมองพวกเดนมนุษย์เบื้องหน้าราวกับกำลังมองดูซากศพที่ไร้ค่า

            พวกโจรป่าเห็นท่าทีนิ่งเฉยของเด็กหนุ่มก็ทึกทักเอาเองว่าเขาคงจะหวาดกลัวจนสติหลุด ขี้ขึ้นสมองจนพูดไม่ออกโจรหน้าบากคนเดิมจึงแสยะยิ้ม มันกระชับดาบหัวตัดในมือแล้วก้าวอาดๆเข้าไปหามังกรหนุ่ม

            "อ้าวเฮ้ย! หูหนวกหรือไงวะไอ้เด็กเวร! กูสั่งให้มึงลงจากม้าแล้วแก้ผ้าไงวะ! หรือต้องให้กูเอากระบองไปฟาดกบาลมึงก่อนถึงจะฟังภาษาคนรู้เร...!"

            "ฟุ่บ!"

            คำผรุสวาทของโจรหน้าบากยังไม่ทันจบประโยคภาพเบื้องหน้าของมันก็พลันพร่ามัว!

            ไป๋หย่งเจิ้งไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียวร่างของเขาทะยานวูบลงจากหลังม้าเหงื่อโลหิตด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทันสองเท้าเหยียบลงบนพื้นหิมะอย่างไร้สุ้มเสียง มือขวาของเขาเอื้อมไปจับด้าม 'ดาบเหล็กดำ' ที่แผ่นหลัง แล้วชักมันออกมาประดุจมังกรสะบัดหาง!

            ไม่มีการตั้งท่า ไม่มีการวาดลวดลายและไม่มีการประกาศชื่อกระบวนท่าใดๆ ทั้งสิ้น! หย่งเจิ้งอาศัยเพียงพละกำลังจากมัดกล้ามเนื้อที่ถูกเคี่ยวกรำมาอย่างหนักในหอศิลาตวัดดาบเหล็กดำที่หนักอึ้งฟาดออกไปในแนวขวาง!

            "ฉับ!"

            คมดาบสีดำทมิฬแหวกผ่านอากาศตัดผ่านคอหอยของโจรหน้าบากอย่างราบรื่นราวกับมีดร้อนตัดเนย!

            เสียงกระดูกคอและหลอดลมถูกตัดขาดดังกึกก้องร่างอ้วนท้วนของโจรหน้าบากชะงักค้างไปชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่ศีรษะของมันจะหลุดกระเด็นหลุดออกจากบ่า! เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกจากลำคอที่ไร้หัวราวกับน้ำพุสาดกระเซ็นไปรดพื้นหิมะและใบหน้าของพวกโจรคนที่อยู่ใกล้เคียงศีรษะของมันลอยคว้างกลางอากาศ ดวงตายังคงเบิกกว้างด้วยความงุนงงก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นหิมะและกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าของหัวหน้าโจรป่า!

            "......!"

            ความเงียบสงัดระดับเข็มตกได้ยิน เข้าปกคลุมลานสังหารในทันที! เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเมื่อครู่ถูกกลืนหายลงไปในลำคอพวกโจรป่านับร้อยคนต่างเบิกตากว้างแทบถลน อ้าปากค้างจ้องมองศพไร้หัวของเพื่อนร่วมสหายที่ค่อยๆ ทรุดลงไปกองกับพื้น เลือดอุ่นๆที่กระเด็นมาโดนหน้าพวกมัน เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตา

            "ไอ้...ไอ้เด็กนี่มัน...!"

            หัวหน้าโจรป่าร่างยักษ์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ประสบการณ์โชกโชนบนเส้นทางโจรทำให้มันรู้ได้ในทันทีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าหาใช่ลูกเจี๊ยบธรรมดา แต่มันคือ 'ผู้มีวรยุทธ'ที่เหี้ยมโหดและเด็ดขาดที่สุดคนหนึ่ง! ทว่าด้วยจำนวนคนที่มากกว่าเป็นร้อยมันจึงไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยกลับกลายเป็นความโกรธเกรี้ยวที่ลูกน้องถูกหยามหน้า

            "ไอ้เด็กเวรนี่มันไม่รักชีวิต! ฆ่ามัน!รุมสับมันให้เละเป็นชิ้นๆ แล้วเอาเนื้อไปให้หมากินซะ!" หัวหน้าโจรแผดเสียงตะโกนลั่นหุบเขา ชูอาวุธในมือขึ้นฟ้า

            เมื่อตั้งสติได้ฝูงโจรป่านับร้อยคนก็แผดเสียงร้องคำรามด้วยความเคียดแค้นพวกมันกระชับอาวุธนานาชนิด ทั้งขวาน หอก และดาบพุ่งทะยานเข้าล้อมกรอบรุมสกรัมมังกรหนุ่มจากทุกทิศทางประดุจคลื่นมนุษย์ที่หวังจะบดขยี้ก้อนหินให้แหลกละเอียด

            ไป๋หย่งเจิ้งยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมที่กำลังบีบแคบเข้ามาแววตาของเขายังคงมืดมิดและไร้ความปรานี เขากระชับดาบเหล็กดำในมือแน่นสองข้างหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับสมดุลร่างกาย วันนี้... เขาไม่จำเป็นต้องใช้ 'ลมปราณบ่มตะวัน' เพื่อเผาผลาญพวกสวะชั้นต่ำเหล่านี้เลยแม้แต่น้อยเพียงแค่วิชาดาบประจำตระกูลของเขา ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งพวกมันลงนรก!

            "วิชาดาบทลายบรรพต กระบวนท่าที่สาม... ถางไพรสยบพฤกษา!"

            เมื่อโจรกลุ่มแรกพุ่งเข้ามาในระยะประชิดหย่งเจิ้งก็ระเบิดพลังกล้ามเนื้อที่ช่วงเอวและต้นขาหมุนตัวตวัดดาบเหล็กดำกวาดออกไปในแนวราบระดับเอวเป็นวงกลมกว้าง!

            "บรึ้ม! ฉับ!ฉับ! ฉับ!"

            ดาบเหล็กดำที่มีน้ำหนักมหาศาล บวกกับแรงเหวี่ยงอันทรงพลังสร้างแรงลมกระแทกที่น่ากลัวคมดาบตัดผ่านเกราะหนังสัตว์และร่างกายมนุษย์อย่างง่ายดายโจรป่าสามคนที่พุ่งเข้ามาทางด้านหน้าถูกคมดาบกวาดตัดขาดครึ่งท่อนบริเวณช่วงเอวพร้อมๆ กัน! ท่อนบนและท่อนล่างของพวกมันแยกออกจากกันเลือดและลำไส้ไหลทะลักออกมากองรวมกันบนพื้นหิมะเสียงกรีดร้องโหยหวนของพวกที่ยังไม่ตายทันทีดังก้องไปทั่ว

            พวกโจรที่เหลือเห็นความโหดเหี้ยมนั้นถึงกับชะงักเท้าทว่าหย่งเจิ้งไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้หายใจ!

            "กระบวนท่าที่ห้า... ทะลวงแกนคีรี!"

            มังกรหนุ่มพุ่งตัวไปด้านหน้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบอาศัยจังหวะและน้ำหนักตัวทั้งหมด แทงดาบเหล็กดำพุ่งตรงไปข้างหน้า!

            "สวบ!" ดาบทะลวงเข้าที่กลางอกของโจรป่าร่างยักษ์คนหนึ่งทะลุเกราะหนังและกระดูกซี่โครงจนปลายดาบโผล่ออกมาทางด้านหลังหย่งเจิ้งออกแรงงัดดาบขึ้นส่งร่างของโจรผู้นั้นลอยละลิ่วข้ามหัวไปกระแทกกับโจรอีกสองคนด้านหลังจนล้มกลิ้งระเนระนาด

            "กระบวนท่าที่หนึ่ง... ขุนเขาแยกปฐพี!"

            เมื่อโจรอีกคนพยายามลอบฟันจากด้านข้างหย่งเจิ้งก็กระโดดลอยตัวขึ้นสูง ง้างดาบขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือแล้วฟาดฟันลงมาเป็นเส้นตรงแนวดิ่งด้วยความหนักหน่วงดุจภูเขาถล่ม!

            "เปรี้ยง! แพล๊ะ!"

            ดาบหนักฟาดปะทะเข้ากับดาบหัวตัดของโจรป่าจนอาวุธของมันหักสะบั้นเป็นสองท่อนก่อนที่คมดาบสีดำจะสับลึกลงไปที่กลางกระหม่อมของมันผ่ากะโหลกศีรษะและลำตัวของมันออกเป็นสองซีกตั้งแต่หัวจรดหว่างขา! เลือดและสมองสาดกระจาย

            ไป๋หย่งเจิ้งร่ายรำวิชาดาบประจำตระกูลท่ามกลางดงโจรอย่างดุดันและไร้ที่ติทุกท่วงท่าไม่มีการหลอกล่อ ไม่มีการวาดลวดลายที่สวยงาม มีเพียงความทื่อด้านหนักแน่น และพุ่งเป้าไปที่การ 'บดขยี้' อย่างสมบูรณ์แบบ! เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมชุดเดินทางและใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาจนแดงฉานทว่าแววตาของเขายังคงว่างเปล่าและเย็นเยียบ

            ในสายตาของพวกโจรป่าบัดนี้เด็กหนุ่มหน้ามนที่พวกมันเคยดูถูกได้กลายร่างเป็นมัจจุราชที่กวัดแกว่งดาบเกี่ยววิญญาณทิ้งซากศพและชิ้นส่วนมนุษย์เกลื่อนกลาดไว้เบื้องหลังทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่านการลงทัณฑ์ของมังกรหนุ่มผู้โกรธแค้น ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์!

            ลานหิมะที่เคยขาวสะอาดบริสุทธิ์บัดนี้ถูกชโลมและย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉานจนกลายเป็นทะเลเลือดขนาดย่อมกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นคาวกามที่พวกโจรป่าทิ้งไว้สร้างบรรยากาศที่ชวนให้สะอิดสะเอียนทว่าไป๋หย่งเจิ้งกลับไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้าง นัยน์ตาสีเข้มของเขาจับจ้องเพียงเป้าหมายเบื้องหน้าร่างกายที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลพุ่งทะยานไปมาดุจพยัคฆ์ร้ายที่หลุดออกจากกรงขัง

            ทุกครั้งที่ดาบเหล็กดำตวัดผ่านอากาศจะต้องมีเสียงกระดูกแตกหักและเสียงเนื้อถูกสับฟันดังกึกก้อง วิชา 'ดาบทลายบรรพต ๑๒ กระบวนท่า' ของตระกูลไป๋ ซึ่งเน้นความทื่อด้าน หนักแน่นและไร้การหลอกล่อ ถูกนำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ว่ามังกรหนุ่มจะยังไม่ได้เดินพลัง 'ลมปราณบ่มตะวัน' เลยแม้แต่น้อยทว่าเพียงแค่น้ำหนักของดาบและพละกำลังจากมัดกล้ามเนื้อก็เพียงพอแล้วที่จะบดขยี้สวะชั้นต่ำเหล่านี้ให้แหลกเหลว

            เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้ (ประมาณสิบห้านาที) ความโกลาหลและเสียงโห่ร้องเหิมเกริมของฝูงโจรป่านับร้อยคนก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องขอชีวิตและเสียงครวญครางแห่งความเจ็บปวดซากศพของพวกมันล้มตายระเนระนาดเกยทับกันเป็นกองพะเนิน บางคนแขนขาด บางคนขาขาดบางคนถูกผ่าครึ่งตัวอย่างสยดสยอง

            จนกระทั่ง... ท่ามกลางวงล้อมที่เคยหนาแน่นบัดนี้เหลือโจรป่าที่ยังมีลมหายใจยืนอยู่เพียงแค่ 'สี่คน'เท่านั้น!

            สามคนในนั้นคือลูกสมุนระดับปลายแถวที่ร่างกายสั่นเทาเป็นเจ้าเข้าใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด อาวุธในมือสั่นกึกๆ จนแทบจะร่วงหล่นลงพื้นพวกมันถอยกรูดไปหลบอยู่เบื้องหลังบุรุษร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้าซึ่งก็คือเดนมนุษย์ที่เพิ่งจะลงมือฉีกทึ้งเสื้อผ้าและสอดใส่ท่อน ควย พรากพรหมจรรย์ของคุณหนูใหญ่ไปอย่างป่าเถื่อนนั่นเอง

            หัวหน้าโจรป่ายืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากศพของลูกน้องนับร้อยทว่าแววตาของมันกลับไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว ความโศกเศร้าหรือความอาลัยอาวรณ์ต่อชีวิตของสมุนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยมันกลับกวาดสายตามองกองเลือดรอบกายแล้วแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาจากลำคอ

            "หึ!สวะก็คือสวะ... เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ตายๆ ไปให้หมดเสียก็ดีข้าจะได้ไม่ต้องแบ่งสมบัติให้พวกมันให้เปลือง!"

            มันพ่นน้ำลายลงบนพื้นหิมะอย่างไม่แยแสก่อนจะตวัดสายตาที่ดุดันและเหี้ยมเกรียมกลับมาจ้องมองไป๋หย่งเจิ้งชายหนุ่มผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดาบเหล็กดำในมือของเขามีหยาดเลือดหยดแหมะๆลงสู่พื้น

            "ฝีมือไม่เลวเลยนี่ไอ้หนู! อายุเพียงเท่านี้กลับมีเพลงดาบที่ดุดันและหนักหน่วงถึงเพียงนี้ข้ายอมรับว่าข้าประเมินเจ้าต่ำไป..." หัวหน้าโจรเอ่ยด้วยน้ำเสียงโอหังมันเอื้อมมือไปด้านหลังแล้วชัก 'ดาบหัวกุย' (ดาบวงแหวนที่มีใบมีดกว้างและหนัก) เล่มมหึมาที่สะพายอยู่ออกมาถือไว้มั่นคมดาบสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านเมฆหมอกลงมาเป็นประกายเย็นเยียบ

            "แต่น่าเสียดาย... ที่เจ้าเกิดมาอายุสั้น ไม่เคยเจอยอดคนที่แท้จริงในยุทธภพ! วันนี้ข้าจะสงเคราะห์ส่งเจ้าไปลงนรกเอง!"

            สิ้นคำรามหัวหน้าโจรป่าก็ระเบิดพลังปราณสายหนึ่งออกมาจากร่าง! หิมะรอบฝ่าเท้าของมันแตกกระจายร่างยักษ์กำยำพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าหาไป๋หย่งเจิ้งด้วยความเร็วที่ขัดกับรูปร่างอย่างสิ้นเชิงมันใช้วิชาตัวเบาที่เหนือชั้นกว่าโจรป่าทั่วไปบ่งบอกชัดเจนว่ามันไม่ใช่แค่นักเลงหัวไม้ แต่เป็น 'ผู้มีวรยุทธ'ที่เคยผ่านการฝึกฝนลมปราณมาอย่างโชกโชน!

            ดาบหัวกุยเล่มมหึมาถูกเงื้อขึ้นสูงก่อนจะฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าร่างของมังกรหนุ่มให้เป็นสองซีก!

            ไป๋หย่งเจิ้งหรี่ตาลงเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวของหัวหน้าโจรชายหนุ่มไม่คิดจะประมาท เขายกดาบเหล็กดำขึ้นในแนวนอน ใช้กระบวนท่าที่สอง 'ศิลาพิทักษ์' เพื่อรับการโจมตี!

            "เปรี้ยงงงง!"

            เสียงโลหะหนักสองชิ้นปะทะกันดังกึกก้องกังวานไปทั่วหุบเขากุยซานประดุจฟ้าผ่าลงกลางป่าทึบ!คลื่นกระแทกจากการปะทะทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวหิมะบนพื้นถูกพัดปลิวว่อนเป็นวงกว้าง!

            แรงปะทะอันมหาศาลส่งผลให้ร่างของไป๋หย่งเจิ้งถูกกระแทกจนต้องลื่นไถลถอยหลังไปถึงสามก้าวฝ่าเท้าของเขาลากครูดไปกับพื้นดินจนเกิดเป็นรอยลึกสองมือที่จับด้ามดาบเหล็กดำรู้สึกชาหนึบไปชั่วขณะคลื่นพลังปราณที่แฝงมากับดาบของหัวหน้าโจรแทรกซึมเข้ามาในเส้นชีพจร ทำให้เขาต้องรีบโคจรลมปราณต้านทาน

            "กำลังภายในของมันไม่ธรรมดา... มันเป็นยอดฝีมือ!"หย่งเจิ้งประเมินสถานการณ์ในใจ แววตาของเขาเคร่งขรึมขึ้นการปะทะเมื่อครู่ทำให้เขารู้ว่า หากสู้ด้วยพละกำลังทางกายภาพเพียงอย่างเดียวเขาอาจจะตกเป็นรองเดนมนุษย์ผู้นี้ได้

            ทางด้านลูกสมุนโจรป่าที่เหลืออีกสามคนเมื่อเห็นว่าหัวหน้าของตนสามารถผลักรุนไอ้เด็กปีศาจจนกระเด็นถอยหลังไปได้พวกมันก็เกิดความฮึกเหิมและคิดว่าหย่งเจิ้งกำลังจะพ่ายแพ้ พวกมันสบตากันอย่างรู้ใจก่อนจะชักอาวุธแล้วพุ่งกระโจนเข้าใส่หย่งเจิ้งจากทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกันหมายจะลอบกัดและรุมสกรัมให้จบสิ้น!

            "ไอ้เด็กเวร! ตายซะเถอะมึง!"

            ไป๋หย่งเจิ้งปรายตามองพวกสวะที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความรำคาญใจในเมื่อการอุ่นเครื่องจบลงแล้ว และหัวหน้าของพวกมันก็เป็นถึงผู้มีกำลังภายในสูงส่งเขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องออมรั้งพลังของตนเองไว้อีกต่อไป!

            "พวกสวะอย่างพวกแก... สมควรถูกแผดเผาให้เป็นจุณ!"

            มังกรหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกจิตวิญญาณเชื่อมต่อกับจุดตันเถียนที่อยู่บริเวณท้องน้อย ภายในนั้นมี 'ดวงตะวัน' ขนาดเล็กสีทองอร่ามที่บีบอัดพลังหยางอันร้อนแรงอยู่ถึงหกดวงทันใดนั้น เขาตัดสินใจปลดปล่อยพลังขั้นสุดยอดออกมา...

            "ผลาญดวงตะวัน!"

            หย่งเจิ้งเลือกที่จะเผาผลาญดวงตะวันในจุดตันเถียนไป 'หนึ่งดวง'! ทันทีที่ดวงตะวันถูกจุดระเบิดพลังปราณหยางอันร้อนระอุและเกรี้ยวกราดประดุจลาวาเดือดก็ไหลทะลักออกจากจุดตันเถียน วิ่งพล่านไปตามเส้นชีพจรทั่วสรรพางค์กายอย่างบ้าคลั่ง!

            ผิวหนังของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อไอความร้อนสีขาวขุ่นพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขนทั่วร่างหิมะที่อยู่รอบฝ่าเท้าของเขาในรัศมีหนึ่งจั้ง (ประมาณสามเมตร) ละลายกลายเป็นน้ำและระเหยเป็นไอในชั่วพริบตา! พลังปราณธาตุหยางถูกส่งผ่านฝ่ามือเข้าไปสถิตอยู่ในดาบเหล็กดำจนใบดาบที่เคยมืดมิด บัดนี้เปล่งแสงสีแดงฉานและส่งเสียงครางหึ่งๆราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล!

            ลูกสมุนโจรป่าสองคนที่พุ่งเข้ามาถึงตัวพอดีสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนที่แผดเผาจนผิวหนังแสบร้อนทว่าพวกมันหยุดยั้งแรงเฉื่อยไม่ทันเสียแล้ว!

            ไป๋หย่งเจิ้งตวัดดาบเหล็กดำที่บัดนี้กลายเป็นดาบเพลิงด้วยกระบวนท่า 'วายุศิลาคลั่ง'!

            "ฟุ่บ! ฉับ!ฉับ!"

            ความเร็วและอานุภาพของดาบเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า! คมดาบความร้อนสูงตัดผ่านลำตัวของโจรป่าทั้งสองคนอย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้รอยตัดนั้นไหม้เกรียมจนไม่มีแม้แต่หยดเลือดไหลออกมาร่างของพวกมันขาดสะบั้นและล้มลงไปกองกับพื้น ตายสนิทโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง!

            เหลือเพียงลูกสมุนโจรคนสุดท้ายที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยมันเบิกตากว้างด้วยความสยดสยองและเตรียมจะหันหลังวิ่งหนี ทว่าหย่งเจิ้งไม่ปรานีเขาพุ่งตัวทะยานตามไปติดๆ ดาบเหล็กดำถูกฟาดออกไปทางด้านข้าง ไม่ใช่ด้วยคมดาบแต่เป็น 'สันดาบ' แบนกว้าง!

            "วิชาดาบทลายบรรพต กระบวนท่าที่แปด... สะท้อนคลื่นบรรพต!"

            "เปรี้ยง!"

            สันดาบที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณบ่มตะวันฟาดปะทะเข้าที่กลางลำตัวของลูกสมุนโจรคนนั้นอย่างจัง! เสียงกระดูกซี่โครงหักป่นปี้ดังก้องร่างของโจรป่าผู้นั้นไม่เพียงแต่กระดูกแหลกเหลวแต่มันยังถูกอานุภาพของดวงตะวันกระแทกจนลอยละลิ่วปลิวไปในอากาศประดุจลูกกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกยิงออกจากลำกล้องพุ่งตรงดิ่งเข้าหาหัวหน้าโจรป่าหวังหู่ด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว!

            หัวหน้าโจรป่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด! อานุภาพของกระบวนท่าดาบยังคงเป็นเช่นเดิมแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ 'พลังทำลายล้าง' ที่รุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล! มันไม่สามารถหลบได้พ้นจึงจำต้องกัดฟันยกดาบหัวกุยขึ้นมาฟันร่างลูกน้องของตนเองที่ลอยมาให้ขาดเป็นสองท่อนเพื่อทำลายแรงปะทะ!

            "ฉับ! โพล๊ะ!"

            ร่างของลูกน้องถูกผ่าครึ่งเลือดและเครื่องในสาดกระเซ็นอาบชโลมตัวของหวังหู่จนกลายเป็นมนุษย์เลือดทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้เช็ดเลือดออกจากหน้าไป๋หย่งเจิ้งที่ผลาญดวงตะวันจนร่างกายเปี่ยมไปด้วยพลังไร้ขีดจำกัดก็พุ่งทะยานทะลวงผ่านม่านเลือดเข้ามาประชิดตัวมันแล้ว!

            "รับดาบ!" หย่งเจิ้งตวาดลั่น ฟาดดาบเหล็กดำลงมาสุดแรงเกิด!

            "เคร้งงงง!"

            การดวลดาบระหว่างมังกรหนุ่มผู้บ่มเพาะพลังตะวันกับหัวหน้าโจรป่าผู้มีกำลังภายในลึกล้ำได้เปิดฉากขึ้นอย่างดุเดือด!

            ทุกครั้งที่ดาบทั้งสองเล่มปะทะกันจะเกิดประกายไฟสะเก็ดใหญ่กระเด็นว่อนคลื่นความร้อนและคลื่นกระแทกแผ่กระจายออกไปทำลายล้างพื้นดินและหินผารอบด้านจนแตกร้าวไป๋หย่งเจิ้งโหมกระหน่ำโจมตีด้วยกระบวนท่าที่เน้นการบดขยี้ ทั้งงัดขึ้น ฟาดลงและกวาดขวาง ดาบเหล็กดำในมือของเขาราวกับเป็นค้อนเหล็กหลอมละลายที่ทุบตีลงบนทั่งเหล็ก!

            หวังหู่ต้องตกอยู่ในสภาวะตั้งรับอย่างสมบูรณ์แบบ! มันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ยิ่งสู้มันก็ยิ่งตระหนักว่าตนเองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าผิดพลาดอย่างมหันต์! ทุกครั้งที่ดาบปะทะกันพลังหยางอันร้อนระอุจะแทรกซึมผ่านใบดาบเข้ามาเผาผลาญเส้นชีพจรในแขนของมันลมปราณของมันถูกสะกดข่มจนไม่อาจโคจรได้สะดวกแขนทั้งสองข้างของมันเริ่มชาหนึบจนแทบจะจับด้ามดาบไม่อยู่!

            ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ 'ดาบหัวกุย'อาวุธคู่กายที่มันภาคภูมิใจว่าตีขึ้นจากเหล็กชั้นดีบัดนี้เริ่มเกิด 'รอยบิ่น' และรอยแตกร้าวขึ้นตามคมดาบทุกครั้งที่ถูกดาบเหล็กดำของหย่งเจิ้งฟาดฟัน!

            "ไอ้เด็กปีศาจนี่มันเป็นใครกัน! พลังปราณของมันร้อนแรงและหนักหน่วงประดุจขุนเขา ขืนสู้ต่อไปดาบของข้าต้องหัก และข้าต้องตายแน่!"

            หวังหู่ลอบคิดในใจความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจของเดนมนุษย์ผู้เคยกักขฬะมันตระหนักแล้วว่ามันไม่อาจเอาชนะมังกรหนุ่มผู้นี้ได้หากต้องการมีชีวิตรอดเพื่อไปเสพสุขกับสตรีที่กวาดต้อนมา มันต้อง 'หนี' เท่านั้น!

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังหู่ก็แสร้งทำเป็นเค้นพลังลมปราณทั้งหมดที่มีง้างดาบหัวกุยขึ้นเหนือศีรษะแล้วฟาดลงมาอย่างสุดแรงหมายจะแลกชีวิต!

            ไป๋หย่งเจิ้งเห็นดังนั้นก็ไม่หลบหลีกเขายกดาบเหล็กดำขึ้นรับการปะทะตรงๆ!

            "เคร้ง!"

            ดาบทั้งสองเล่มขัดเกยกัน ล็อกประสานกันอย่างแน่นหนาทั้งคู่ประลองกำลังกันในระยะประชิด ใบหน้าห่างกันเพียงคืบทว่าในจังหวะที่หย่งเจิ้งกำลังทุ่มน้ำหนักกดดาบลงไปนั้นเอง...

            สายตาอันเฉียบคมของมังกรหนุ่ม ก็สังเกตเห็นว่า 'มือซ้าย' ของหวังหู่ที่ว่างอยู่กำลังล้วงเข้าไปในอกเสื้อหนังสัตว์อย่างรวดเร็วและมีพิรุธ!

            "ลูกไม้ตื้นๆ!" หย่งเจิ้งร้องเตือนตนเองในใจ เขาเคยมีประสบการณ์ถูกลอบกัดมาแล้วจึงไม่คิดจะประมาทเดนมนุษย์พวกนี้

            ทันใดนั้น หวังหู่ก็กระชากมือซ้ายออกจากอกเสื้อ พร้อมกับสาด'ผงสีขาว' ละเอียดจำนวนมากพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าและดวงตาของไป๋หย่งเจิ้งอย่างกะทันหัน! มันคือผงพรางตาที่ผสมสมุนไพรมีพิษทำให้ดวงตาบอดสนิทชั่วคราวและแสบร้อนจนลืมตาไม่ขึ้น!

            ทว่าหย่งเจิ้งที่ระแวดระวังอยู่ก่อนแล้วตอบสนองด้วยสัญชาตญาณที่ว่องไวเหนือมนุษย์! เขาออกแรงถีบฝ่าเท้าลงกับพื้นหิมะ ปล่อยมือจากแรงปะทะแล้วดีดร่างกระโดดถอยหลังลอยละลิ่วไปไกลกว่าสามจั้ง (สิบเมตร) ได้อย่างเฉียดฉิวผงสีขาวนั้นจึงสาดกระจายไปในอากาศและร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะโดยไม่ทันได้สัมผัสแม้แต่ปลายผมของเขา!

            เมื่อเห็นว่าผงพรางตาพลาดเป้า หวังหู่ก็ไม่รอช้าชะตาขาดมันใช้จังหวะที่กลุ่มควันสีขาวฟุ้งกระจายบดบังทัศนวิสัย หมุนตัวกลับหลังหันเค้นพลังลมปราณวิชาตัวเบาทั้งหมดที่มีพุ่งทะยานหนีเข้าไปในป่าทึบของหุบเขากุยซานอย่างรวดเร็วปานสุนัขจรจัดที่หางจุกตูด!

            "ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้เด็กเวร! ข้า... หวังหู่...สาบานว่าสักวันข้าจะกลับมาเอาคืนเจ้าให้สาสม! ล้างคอรอไว้ได้เลย!"

            เสียงคำรามอาฆาตแค้นของหัวหน้าโจรป่าหวังหู่ดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา ก่อนที่เงาร่างของมันจะหายลับไปในเงามืดของแมกไม้

            ไป๋หย่งเจิ้งร่อนลงสู่พื้นดินอย่างสง่างามเขาสะบัดดาบเหล็กดำไล่คราบเลือดก่อนจะเก็บเข้าฝักที่กลางหลังมังกรหนุ่มหรี่ตามองฝุ่นผงสีขาวที่ยังลอยคว้างอยู่ในอากาศเขาไม่ได้คิดจะใช้ลมปราณวิ่งไล่ตามไปสังหารมันให้สิ้นซากเพราะหนึ่งคือเขาไม่รู้เส้นทางในป่ากุยซาน และสองคือเขาไม่ต้องการเสี่ยงสูดดมผงปริศนาที่อาจเป็นพิษร้ายแรงเข้าสู่ร่างกายเพียงเพื่อให้ได้ฆ่าสวะเพียงคนเดียว

            ลานสังหารกลับมาเงียบสงัดอีกครั้งการต่อสู้อันดุเดือดจบลงแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงซากศพของโจรป่าและผู้คุ้มภัยที่เกลื่อนกลาดทว่าในความเงียบงันนั้นเอง...

            "ฮือๆๆ... คุณหนู...คุณหนูของข้า... ลืมตาขึ้นมาสิเจ้าคะ... ฮือๆๆ..."

            เสียงร้องไห้สะอื้นที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวและสิ้นหวังอย่างที่สุดของสตรีนางหนึ่ง ก็ดังแว่วมาจากมุมหนึ่งของรถม้าที่พังยับเยินดึงดูดความสนใจของไป๋หย่งเจิ้งให้หันกลับไปมอง... จุดเริ่มต้นของความผูกพันระหว่างมังกรหนุ่มผู้เดียวดายและสาวใช้ผู้มีชะตากรรมอาภัพกำลังจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางกองเลือดและคราบน้ำตาแห่งนี้!

             

    คล้ายกับเรื่องเล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ ที่คุณอ่าน