ตอนที่ 10
เลยเถิด...
ตอนแรกหลี่หรงอี้ยังจมอยู่กับความรู้สึกสุขสมที่ไม่เคยเจอมาก่อน และคาดหวังมากกว่านี้ ถึงได้ยั่วยุหัวหน้าไปแบบนั้น แต่พอรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ใหญ่โตกว่านิ้วหลายเท่ากำลังรุกล้ำตัวเอง เขาก็ตื่นตระหนกและหวาดกลัว
“อะ...เอาออกไปนะ มันเจ็บ!”
“ตอนนี้รู้จักกลัวแล้วเหรอ!?” เสียงของเ้าอู๋ซวนแฝงไว้ด้วยความทรมาน ตอนนี้ช่องทางด้านหลังของเด็กหนุ่มบีบรัดแน่น ทำให้เขาไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปได้
“มันเจ็บ…” หลี่หรงอี้สูดลมหายใจเข้าลึก น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว พยายามจะถอยหนี แต่พอเห็นดวงตาแดงก่ำและท่าทางทรมานของผู้ชายตรงหน้า เขาก็ไม่กล้าขยับ
ไม่เคยเห็นท่าทางน่ากลัวและดูทรมานแบบนี้ของหัวหน้ามาก่อน...
“ผ่อนคลาย...ไม่ต้องกลัว”
พอเห็นน้ำตาของเด็กหนุ่ม เสียงของจ้าวอู๋ซวนก็อ่อนโยนขึ้น เขาก้มลงไปจูบซับน้ำตาให้อีกฝ่าย ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนลงไปที่ริมฝีปากและจูบอย่างอ้อยอิ่งคล้ายปลอบประโลม ส่วนมือข้างหนึ่งก็ค่อย ๆ รูดส่วนอ่อนไหวของอีกฝ่ายที่หดตัวลงเพราะความเ็ปไปด้วย
การกระทำของหัวหน้าทำให้หลี่หรงอี้หายตื่นตระหนก และรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ลิ้นร้อนผ่าวที่แทรกเข้ามาในโพรงปากทั้งกวาดต้อนและดูดดึงไม่หยุด ทำเอาเคลิบเคลิ้มจนสติแทบหลุดลอย เขาใช้แขนข้างหนึ่งคล้องคออีกฝ่ายไว้ ส่วนอีกข้างยันไว้กับเตียงเพื่อพยุงตัว ก่อนจะจูบตอบด้วยความเงอะงะ
พอเห็นอีกฝ่ายเริ่มผ่อนคลายแล้ว จ้าวอู๋ซวนก็เลื่อนริมฝีปากลงไปที่ลำคอ ไล้เล็มลงไปที่ไหปลาร้า ก่อนจะขบเม้มตุ่มไตสองเม็ดที่เหมือนเชิญชวนให้ลิ้มลองจนแดงก่ำ ทำเอาเด็กหนุ่มส่งเสียงครางแ่ด้วยความเสียวซ่านออกมา
เขาจึงถือโอกาสแทรกตัวเข้าไปทีเดียวจนสุด จนหลี่หรงอี้สูดปากเสียงดัง ช่องทางหดรัดบีบตัวแน่นยิ่งขึ้น
“ไม่ต้องเกร็ง…เด็กดี”
ริมฝีปากของจ้าวอู๋ซวนวกขึ้นไปจูบปลอบประโลมเด็กหนุ่ม ส่วนมือก็ปรนเปรอส่วนอ่อนไหวของอีกฝ่ายไม่หยุด จนช่องทางที่กำลังบีบรัดแน่นคลายตัวออก ค่อยเริ่มขยับสะโพกเข้าออก
ไม่รู้เป็เพราะคำว่าเด็กดีที่ดังขึ้นข้างหู หรือเพราะความเสียวซ่านที่เกิดขึ้น ทำให้หลี่หรงอี้ผ่อนคลายขึ้นมาก เขาเพลิดเพลินไปกับความสุขสมจนลืมความเ็ป แอ่นสะโพกตอบรับเป็บางครั้ง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในห้องเต็มไปด้วยเสียงเนื้อกระทบกันปนกับเสียงครางกระเส่าของเด็กหนุ่ม จ้าวอู๋ซวนขยับสะโพกสอดใส่เป็จังหวะ ส่วนแข็งขึงถูกบีบรัดจนเสียวซ่านจนแทบจะทนไม่ไหว
“อ๊ะ!”
หลี่หรงอี้ถูกช้อนตัวขึ้นมานั่งคร่อมบนตักกะทันหัน ทำให้ตัวตนของอีกฝ่ายยิ่งเข้าไปลึกกว่าเดิม เขาส่งเสียงด้วยความใ รู้สึกเสียวซ่านจนสองขารัดรอบเอวของอีกฝ่ายแน่น
จ้าวอู๋ซวนจับสะโพกของเด็กหนุ่มขยับขึ้นลง รับกับการสอดใส่ที่กระแทกสวนขึ้นมาเป็จังหวะ การสอดใส่เข้าออกแบบนี้ทำให้รู้สึกเสียวซ่านจนแทบจะปลดปล่อยออกมา
“อ๊า หะ…หัวหน้า มะ…มันลึกเกินไป” หลี่หรงอี้ส่งเสียงออกมาอย่างกระท่อนกระแท่น ท่วงท่าแบบนี้มันทำให้เขาทั้งรู้สึกเสียวและรู้สึกทรมาน ทำให้ถึงจุดสุดยอดในเวลาไม่นาน
จ้าวอู๋ซวนเห็นเด็กหนุ่มครางเสียงแ่หวานปลดปล่อยความสุขสมออกมาแล้ว ก็เร่งจังหวะขยับสะโพกสอดใส่ถี่รัวขึ้น
“ชะ…ช้าหน่อย…มะ…ไม่ไหวแล้ว” เพิ่งปลดปล่อยไป แต่ช่องทางด้านหลังกลับถูกกระแทกกระทั้นไม่หยุด ทำเอาหลี่หรงอี้รู้สึกทรมานจนพูดไม่เป็ประโยค
“ใกล้แล้ว…” จ้าวอู๋ซวนครางเสียงต่ำในลำคอด้วยความเสียวซ่าน กระแทกเข้าออกแรง ๆ ไม่กี่ทีก็ปลดปล่อยออกมา
"...”
หลี่หรงอี้ที่โดนเคี่ยวกรำจนหมดแรง ฟุบลงบนไหล่ของหัวหน้า เขาไม่มีแม้แต่แรงจะเอ่ยปากพูด
จ้าวอู๋ซวนถอนตัวออกจากเด็กหนุ่ม พอเห็นอีกฝ่ายหมดแรงไปแล้ว เขาก็อุ้มตัวขึ้นมาและพาไปอาบน้ำชำระร่างกายในห้องน้ำ ก่อนจะพาไปนอนในห้องของตัวเอง เพราะเตียงในห้องที่เพิ่งผ่านมรสุมมาเละเทะจนไม่สามารถนอนได้
เขาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนในห้องของหลี่หรงอี้และไปอาบน้ำชำระร่างกายบ้าง พอกลับไปที่ห้องตัวเองก็รวบตัวเด็กหนุ่มที่หลับไปแล้วเข้ามากอดไว้ มุมปากยกยิ้มคล้ายพึงพอใจ…
หลี่หรงอี้ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกร้าวระบมไปทั้งตัว เขารู้สึกมึนงงอยู่สักพัก แต่พอมองไปรอบด้านและคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ตกตะลึงตาค้าง หันหน้าซบกับหมอนด้วยความอับอาย คิดว่าถ้าเมาจนจำอะไรไม่ได้คงจะดีกว่านี้
ไม่คิดว่ามันจะเลยเถิดมาถึงขั้นนี้...
ทันทีที่นึกออกว่าตัวเองเป็คนเซ้าซี้หัวหน้าให้มีอะไรกัน ก็รู้สึกอยากจะหายตัวไปให้รู้แล้วรู้รอด
“ซวยแล้ว เราทำอะไรลงไปเนี่ย!”
เขาหันไปมองใบหน้าของผู้ชายที่กำลังหลับอยู่ด้านข้าง พอสายตาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย จู่ ๆ หัวใจก็เต้นรัวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
ทำไงดี จะทำยังไงดี…
หนีออกไปตอนนี้ทันไหม…
หลี่หรงอี้พยายามยกแขนของหัวหน้าที่กอดตัวเองอยู่ออก คิดจะหนีออกไปก่อนที่อีกฝ่ายจะตื่น แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็ใจ
“ทำอะไร...”
พอเห็นผู้ชายด้านข้างลืมตาตื่นและเอ่ยปากถามเสียงต่ำ เขาก็ลนลานรีบพูดออกมาโดยไม่ทันคิด
“ขอโทษครับ! เมื่อคืนผมเมา หัวหน้าคิดซะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ก็คิดว่าโดนแมวข่วนแล้วกันนะครับ!”
จ้าวอู๋ซวนที่ถูกคนในอ้อมกอดขยับตัวยุกยิกรบกวนจนตื่น คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาด้วยท่าทีลนลาน เขาก็เปลี่ยนใจไม่พูดออกมา
“หัวหน้า?”
“อืม…” ชายหนุ่มรับคำ คิดถึงความรู้สึกแสบร้อนที่หลังจากการโดนข่วนเมื่อคืน คิดว่าโดนแมวข่วนจริง ๆ นั่นแหละ
“...”
พอเห็นหัวหน้ารับคำ หลี่หรงอี้ก็ถอนหายใจโล่งอก แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกผิดหวัง
เขาคาดหวังอะไรอยู่กันแน่?
จากนั้นทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดถึงเื่นี้อีก และทำเป็ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลี่หรงอี้พยายามฝืนร่างกายที่ร้าวระบมไปอาบน้ำแต่งตัว ถึงวันนี้จะเป็วันหยุด แต่เขายังต้องเข้าไปทำธุระที่มหาวิทยาลัย
“ทำไมอาจารย์ต้องเรียกมาวันนี้ด้วยนะ!”
แค่คิดว่าต้องฝืนลากร่างกายสภาพนี้ไปมหาวิทยาลัย เขาก็อยากจะสลบไปให้รู้แล้วรู้รอด
“เดี๋ยวฉันไปส่ง” จ้าวอู๋ซวนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เดินออกมาช่วยพยุงเด็กหนุ่มที่กำลังเอามือค้ำเอวเหมือนคนแก่อยู่หน้าประตู
“มะ…ไม่เป็ไร เดี๋ยวผมไปเอง”
“อย่าดื้อ!” เมื่อคืนหลับในอ่างอาบน้ำนานสองนาน แถมยังถูกเขาเคี่ยวกรำบนเตียงขนาดนั้น แค่ลุกขึ้นมายืนไหวก็ดีแค่ไหนแล้ว
“ไม่ได้ดื้อซะหน่อย…ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ” หลี่หรงอี้พึมพำด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ก็ยอมไปขึ้นรถแต่โดยดี…
จ้าวอู๋ซวนขับรถมาส่งถึงมหาวิทยาลัย และคิดจะช่วยพยุงไปส่งที่ห้องพักอาจารย์ แต่หลี่หรงอี้ยืนกรานจะไปเองคนเดียว ให้เขารอที่รถ
จะบ้าเหรอ ถ้าให้หัวหน้าช่วยพยุง คงได้กลายเป็จุดสนใจแน่…
สุดท้ายเขาก็ต้องกัดฟันและอดทนต่อความไม่สบายตัว รีบไปจัดการธุระให้เสร็จ
หลังจากจัดการธุระที่ห้องพักอาจารย์เสร็จแล้ว และกำลังเดินไปที่รถที่จอดรออยู่ เสียงเรียกก็ดังขึ้นด้านหลัง
“หลี่หรงอี้!”
เพื่อนร่วมชั้นของหลี่หรงอี้ตรงเข้ามาจับแขนเขาไว้ด้วยความดีใจ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงลังเล ใบหน้าดูเขินอายเล็กน้อย
“วันนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหม…ฉะ...ฉันมีอะไรจะพูดด้วย”
“ขอโทษนะ คงจะไม่ได้” หลี่หรงอี้ปฏิเสธเสียงเรียบ ตอนนี้เขาอยากกลับไปนอนใจจะขาด
“ไม่เป็ไร เอาไว้คราวหน้า...”
“ขอโทษ…” คราวนี้เขาหันไปมองเพื่อนร่วมชั้น และพูดขอโทษอีกครั้ง
ความรู้สึกของอีกฝ่ายใช่ว่าเขาจะััไม่ได้ เพียงแต่ไม่อยากเปิดโปง
“ไม่เป็ไร” เพื่อนร่วมชั้นปล่อยมือและถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าที่หลี่หรงอี้ขอโทษ ไม่ใช่แค่เื่กินข้าว แต่หมายถึงเื่อื่นด้วย
“เรายังเป็เพื่อนกันได้ใช่ไหม?”
“แน่นอนว่าเราเป็เพื่อนกัน” หลี่หรงอี้พยักหน้ายืนยัน ก่อนจะเอ่ยขอตัวและเดินไปที่รถ ท่ามกลางสายตาเศร้าหมองของเพื่อนร่วมชั้น
จ้าวอู๋ซวนที่ยืนรออยู่ไม่ไกลเห็นทุกอย่างในสายตา รู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวโดยไม่มีสาเหตุ พอขึ้นรถเรียบร้อยเขาก็เอ่ยปากถาม
“คนนั้นใคร?”
“เพื่อนร่วมคลาส” หลี่หรงอี้ตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด ในใจอดสงสัยไม่ได้ว่าหัวหน้ากลายเป็คนอยากรู้อยากเห็นแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่
“แค่เพื่อนเหรอ?”
ได้ยินหัวหน้าถามอีกครั้ง เขาก็อดหันไปมองไม่ได้ พอเห็นใบหน้าเรียบนิ่งของอีกฝ่าย เขาก็เม้มปากแน่นและตัดสินใจไม่พูดอะไร
“ดูเหมือนเขาไม่ได้คิดกับเธอแค่เพื่อน” จ้าวอู๋ซวนยังคงพูดต่อ โดยไม่สนท่าทีนิ่งเงียบของอีกฝ่าย
“ไม่มีอะไร แค่เพื่อนเท่านั้น ไม่มีทางเป็ได้มากกว่านี้” หลี่หรงอี้พูดพลางเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างรถ แต่แล้วก็ต้องตัวแข็งทื่อ เมื่อผู้ชายด้านข้างขยับเข้ามาใกล้
“...”
“คาดเข็มขัดนิรภัยด้วย”
จ้าวอู๋ซวนเอื้อมไปคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ใบหน้าเฉียดใกล้จมูกกับริมฝีปากเด็กหนุ่ม ถ้าหันหน้าไปแค่นิดเดียวริมฝีปากก็จะประทับลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายทันที
“...”
หลี่หรงอี้กลั้นหายใจ รู้สึกว่ารอบตัวถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของผู้ชายตรงหน้า ใบหน้าเขาเห่อร้อน หัวใจก็เต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก พออีกฝ่ายขยับออกไปเขาถึงหายใจสะดวกขึ้น
“ไม่สบายหรือเปล่า?” จ้าวอู๋ซวนเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงก็ เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง พร้อมทั้งยื่นมือไปแตะที่แก้มกับหน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิ
ััอ่อนโยนและแ่เบาของมือที่ััใบหน้า บวกกับคิดถึงเื่เมื่อคืน ทำเอาหลี่หรงอี้ใจเต้นแรงกว่าเดิม พยายามอยู่นานกว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ
“ผะ…ผมไม่เป็ไร”
“ไม่เป็ไรก็ดี” จ้าวอู๋ซวนพูดจบก็ออกรถ แต่แทนที่จะตรงกลับคฤหาสน์ของท่านสี่เหยียนเลย เขากลับจอดแวะร้านขายยาระหว่างทาง
“แวะร้านขายยาทำไม?”
“ไม่นานหรอก” พูดจบก็เปิดประตูรถและเข้าไปในร้านยา ใช้เวลาไม่นานก็ออกมา พอขึ้นรถก็ส่งถุงยาให้เด็กหนุ่ม
“?”
หลี่หรงอี้รับถุงยามาด้วยความงุนงง พอเปิดดูข้างในและอ่านสรรพคุณบนกล่องยาที่ใช้ทารักษาอาการอักเสบหรือาเ็ ใบหน้าก็เห่อร้อนขึ้นมาด้วยความอับอาย โยนกล่องยาคืนให้ทันที
“คุณเอาไว้ทาเองเถอะ!”
“ฉันไม่จำเป็ต้องใช้”
จ้าวอู๋ซวนเก็บกล่องยาที่ถูกโยนทิ้งมาเก็บไว้ ก่อนจะส่ายหน้ายิ้ม ๆ คิดในใจว่าจะทำให้เด็กหนุ่มยอมทายาได้อย่างไร...
พอกลับมาถึงบ้าน หลี่หรงอี้ก็ตรงเข้าห้องนอนตัวเอง และไม่คิดจะออกมาอีก
“ออกมากินอะไรก่อน”
จ้าวอู๋ซวนเคาะประตูเรียกด้วยความใจเย็น ปกติพวกเขาจะกินข้าวรวมกับบอดี้การ์ดคนอื่น แต่วันนี้เขาให้คนยกอาหารส่วนของพวกเขาสองคนมาที่บ้าน เพราะรู้ว่าเด็กหนุ่มคงไม่มีแรงไปเจอคนอื่นตอนนี้
พอเห็นในห้องยังคงเงียบและไม่มีเสียงตอบรับ เขาก็พูดอีกครั้ง “ถ้าเธอไม่ออกมากิน ฉันจะเข้าไปทายาให้...”
ปัง!
หลี่หรงอี้เปิดประตูออกมาเสียงดัง ก่อนจะตรงไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะโดยไม่ปริปากพูดอะไร
จ้าวอู๋ซวนก็ไม่ได้พูดหรือชวนคุย เพียงแค่นั่งลงกินข้าวเงียบ ๆ คีบอาหารให้เด็กหนุ่มเป็บางครั้ง
หลังกินข้าวเสร็จ หลี่หรงอี้ตรงเข้าห้องนอน คิดจะหลับสักงีบ แต่พอเห็นหัวหน้าเดินตามเข้ามาด้วย เขาก็เกิดอาการตื่นตระหนก
“คุณเข้ามาทำไม!?”
“มาทายา” จ้าวอู๋ซวนเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เหมือนว่าเป็เื่ปกติ
“ไม่จำเป็ต้องทา ผมไม่ได้าเ็!” แค่คิดว่าต้องทายาตรงนั้น เขาก็รู้สึกอายเกินกว่าจะทำ
“ให้ฉันดู”
“ไม่!”
หลี่หรงอี้คิดจะผลักตัวหัวหน้าออกจากห้อง แต่สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ ก่อนจะถูกบังคับพาตัวไปที่เตียง
“ผมไม่ทา...ปล่อยนะ! ตาแก่หื่นกาม!”
“อย่าดื้อ!”
จ้าวอู๋ซวนส่งเสียงดุ มือข้างหนึ่งดึงกางเกงของเด็กหนุ่มลง แต่พอเห็นอีกฝ่ายพยายามดิ้นหนี เขาจึงฟาดก้นไปทีหนึ่งด้วยแรงไม่มากนัก
“...”
หลี่หรงอี้ที่ถูกฟาดก้นไปหนึ่งทีตกตะลึงจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายจับตัวเองนอนคว่ำได้สำเร็จ
พอเห็นช่องทางที่บวมแดงของเด็กหนุ่ม จ้าวอู๋ซวนก็พยายามสงบสติอารมณ์ ทายาให้อย่างเบามือ
“อ๊ะ!” ััของนิ้วมือและความเย็นของยา ทำให้หลี่หรงอี้ได้สติและส่งเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว คิดจะดิ้นหนี
“อย่าดิ้น ไม่งั้นฉันไม่รับประกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ได้ยินสิ่งที่หัวหน้าขู่ และนิ้วมืออีกฝ่ายเริ่มกดย้ำคล้ายจะสอดเข้าไปด้านใน ทำให้เขาไม่กล้าขัดขืนอีก ได้แต่นอนซุกหน้ากับหมอนด้วยความอับอาย รู้สึกว่าเื่ทุกอย่างมันเกินจะควบคุมได้แล้ว...
อยากตาย!
โปรดติดตามตอนต่อไป