หลังจากเิเหยียนฟื้นคืนสติได้ไม่นาน ศิษย์พี่เจิ้งอี้ก็ตัดสินใจว่าพวกเขาต้องรีบเดินทางต่อ ป่าหมอกโลหิต (血雾森林 - เซวี่ยอู้เซินหลิน) แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับพักค้างแรม โดยเฉพาะหลังจากที่เพิ่งปะทะกับอสูรปักษาเพลิงไป แม้ศิษย์พี่หลิวจะยังมีอาการาเ็และเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็กัดฟันพยักหน้าเห็นด้วย ไม่มีใครอยากจะเสี่ยงเจออสูร (妖兽 - เยาโซ่ว) ตัวใหม่ในสภาพที่ไม่พร้อมเช่นนี้
สัมภาระส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้เพื่อลดน้ำหนัก เหลือเพียงเสบียงที่จำเป็และอาวุธ เิเหยียน (เร็นไซ) ถูกมอบหมายให้แบกห่อผ้าเล็กๆ ซึ่งเบากว่าเดิมมาก แต่สำหรับร่างกายเด็กชายวัยสิบสามปีที่เพิ่งผ่านการ "ตื่นขึ้น" ในร่างใหม่ มันก็ยังคงหนักอึ้งอยู่พอสมควร
พวกเขาเดินทางฝ่าป่าหมอกที่หนาทึบขึ้นเรื่อยๆ แสงอาทิตย์แทบจะส่องลงมาไม่ถึงพื้นดิน บรรยากาศอับชื้นและเงียบสงัดอย่างน่าขนลุก มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาสี่คนที่ดังย่ำไปบนใบไม้แห้งและดินโคลน
ศิษย์พี่หลิวยังคงเดินหน้าสุดด้วยท่าทีทะนงตน แม้จะสังเกตได้ว่าเขาพยายามกลบเกลื่อนความเ็ปและอ่อนล้า เขามักจะเหลียวมองเิเหยียนด้วยหางตาเป็ระยะ ราวกับจะจับผิดหรือค้นหาบางอย่าง ซูเม่ยเดินตามหลังศิษย์พี่หลิว นางพยายามชวนเขาคุยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ แต่ส่วนใหญ่มักจะถูกตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้วนๆ หรือความเงียบ นางจึงหันมาส่งยิ้มให้เิเหยียนเป็บางครั้งด้วยความเป็ห่วง ส่วนเจิ้งอี้นั้นเดินรั้งท้าย คอยระวังหลังและสังเกตการณ์รอบทิศทาง รวมถึงสังเกตพฤติกรรมของเิเหยียนอย่างเงียบๆ
เิเหยียน (เร็นไซ) คิดขณะเดินตามกลุ่มไปอย่างเงียบเชียบ: 'เ้าเด็กหลิวนั่น...ยังคงพยายามแสดงความเข้มแข็งกลบเกลื่อนความอ่อนแอภายใน ช่างเป็ภาพที่เห็นได้บ่อยครั้งในหมู่ผู้ที่ยังอ่อนประสบการณ์ ส่วนเจิ้งอี้...สายตาที่มองมายังคงเต็มไปด้วยความสงสัย คงต้องระวังการกระทำที่ไม่จำเป็ให้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมา'
เร็นไซพยายามปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ และทำความคุ้นเคยกับจังหวะการก้าวเดินของร่างกายใหม่นี้ 'ร่างกายนี้ยังต้องปรับตัวอีกมาก หาก้าจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระดั่งใจนึกดุจชาติภพก่อน แต่ทุกย่างก้าวคือการเรียนรู้ ทั้งสภาพแวดล้อมและขีดจำกัดของตนเองในปัจจุบัน การเข้าใจใน 'ดิน' และ 'น้ำ' ของโลกนี้ คือพื้นฐานสำคัญ'
เขาลอบสังเกตการใช้ "พลังงาน" ของเหล่าศิษย์อีกครั้ง เมื่อพวกเขาต้องะโข้ามโขดหินสูง หรือเร่งความเร็วในบาง่ จะมีประกายแสงสีต่างๆ วาบขึ้นรอบตัวครู่หนึ่ง – สีฟ้าอ่อนจากศิษย์พี่หลิว, สีเขียวจางจากซูเม่ย, และสีเหลืองนวลจากเจิ้งอี้
'พลังงานภายในที่ช่วยเสริมสมรรถภาพ...น่าสนใจว่ามันมีขีดจำกัดหรือผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง หากสามารถทำความเข้าใจกลไกของมันได้ บางทีอาจจะนำมาประยุกต์ใช้กับการฟื้นฟูร่างกายของข้า หรือแม้กระทั่งเสริมให้ 'วิถีห้าจักรวาล' ของข้าสำแดงผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในโลกนี้'
ขณะที่กำลังเดินผ่านพุ่มไม้หนาทึบ ทันใดนั้นก็มีเสียงขู่แ่ๆ ดังออกมาจากในเงา!
"ระวัง!" เจิ้งอี้ะโเตือนเป็คนแรก!
ร่างสีดำทะมึนสี่ห้าร่างพุ่งออกมาจากพุ่มไม้! พวกมันคืออสูรหมาป่าเกล็ดนิล (墨鳞狼 - โม่หลินหลาง) ดวงตาสีแดงก่ำของพวกมันจ้องเขม็งมายังกลุ่มผู้เดินทางอย่างกระหายเื!
"แค่หมาป่ากระจอก! ข้าจัดการเอง!" ศิษย์พี่หลิวะโอย่างห้าวหาญ เขารวบรวมพลังปราณที่กระบี่จนเกิดประกายแสงสีฟ้าสว่างวาบ เตรียมจะพุ่งเข้าใส่ เิเหยียน (เร็นไซ) มองด้วยหางตา: 'หมาป่ากระจอกรึ? ดูจากเขี้ยวเล็บและสัญชาตญาณนักล่าที่แฝงอยู่ในแววตานั่นแล้ว แม้จะไม่แข็งแกร่งเท่าอสูรวิหค แต่หากประมาทเพียงนิดเดียว บทเรียนที่ได้รับคงจะเ็ปไม่น้อย เ้าเด็กนี่ช่างไม่รู้จักประมาณตนเสียจริง หรือบางที...อาจจะเป็เพราะยังไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ที่แท้จริงกระมัง'
แต่ก่อนที่ศิษย์พี่หลิวจะได้ขยับ เิเหยียน (เร็นไซ) ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่อสูรหมาป่าปรากฏตัวมากที่สุด กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด!
แทนที่จะหลบหนีหรือตื่นใ เขากลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ย่อตัวลงต่ำ แล้วใช้ฝ่ามือตบลงบนพื้นดินอย่างแรง!
"ฟุ่บ!"
ฝุ่นดินและใบไม้แห้งจำนวนหนึ่งปลิวกระจายขึ้นมาบดบังสายตาของอสูรหมาป่าตัวที่อยู่หน้าสุดชั่วขณะ! มันเป็เพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษสงอะไร แต่กลับสร้างจังหวะที่สำคัญยิ่ง! เิเหยียน (เร็นไซ) คิด: 'หลักปฐี...แม้จะใช้พลังฟ้าดินไม่ได้เต็มที่ แต่การก่อกวนเล็กน้อยเพื่อสร้างช่องว่าง ก็น่าจะเพียงพอสำหรับสถานการณ์เฉพาะหน้า และยังเป็การทดสอบการปรับตัวของข้ากับโลกนี้ไปในตัว'
อสูรหมาป่าตัวนั้นชะงักงันไปครู่หนึ่งด้วยความสับสน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ศิษย์พี่หลิวที่ตั้งตัวได้ก็ตวัดกระบี่ซึ่งอาบด้วยแสงสีฟ้าเจิดจ้าเข้าใส่สีข้างของมันอย่างรวดเร็ว!
"ฉัวะ! เอ๋ง!" อสูรหมาป่าร้องโหยหวนด้วยความเ็ป โลหิตสีเข้มสาดกระเซ็น!
การกระทำของเิเหยียนเกิดขึ้นเร็วมากจนศิษย์คนอื่นแทบไม่ทันสังเกตเห็นความตั้งใจของมัน มีเพียงเจิ้งอี้ที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาของเขามองไปยังฝุ่นดินที่ยังคงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ แล้วเหลือบมองเิเหยียนที่ถอยกลับมายืนนิ่งสงบอีกครั้ง ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจิ้งอี้นึก: 'ไม่ใช่โชคช่วยแน่...จังหวะและการตัดสินใจเช่นนั้น มันเกินกว่าเด็กรับใช้ธรรมดาจะทำได้ เิเหยียนคนนี้...ตกลงแล้วเ้าเป็ใครกันแน่? หรือว่าการกระทบกระเทือนทางสมองจะปลุกสัญชาตญาณที่น่ากลัวบางอย่างขึ้นมา?'
การต่อสู้กับฝูงอสูรหมาป่าเกล็ดนิลดำเนินไปอย่างชุลมุน ศิษย์พี่หลิวและเจิ้งอี้เข้าปะทะกับอสูรสองตัวหน้า กระบี่ของพวกเขาเปล่งแสงพลังปราณสีฟ้าและสีเหลืองสาดกระเซ็นเป็ประกายวูบวาบทุกครั้งที่ปะทะกับกรงเล็บหรือคมเขี้ยวของอสูร ซูเม่ยคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง นางร่ายรำกระบี่บางเบา สร้างเป็ม่านพลังสีเขียวอ่อนคอยป้องกันการโจมตีจากด้านข้าง
อสูรหมาป่าตัวหนึ่งหลุดจากการป้องกันของเจิ้งอี้ มันคำรามแล้วกระโจนเข้าใส่ซูเม่ยจากด้านข้าง!
"ซูเม่ย! ระวัง!" ศิษย์พี่หลิวะโ แต่เขาก็ติดพันกับอสูรอีกสองตัวจนไม่อาจปลีกตัวไปช่วยได้!
ซูเม่ยหน้าซีดเผือด นางยกกระบี่ขึ้นป้องกันอย่างตื่นตระหนก ม่านพลังสีเขียวรอบกายสว่างขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ดูบอบบางเหลือเกิน!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ร่างของเิเหยียนก็ขยับอีกครั้ง! เขาไม่ได้ใช้พลังงานประหลาดใดๆ แต่กลับใช้จังหวะก้าวที่แม่นยำ พุ่งตัวเข้าแทรกระหว่างซูเม่ยกับอสูรหมาป่า! กระบี่เหล็กในมือของเขาตวัดออกไปในมุมที่เฉียบคม ปะทะเข้ากับกรงเล็บของอสูรหมาป่าที่กำลังจะตะปบถึงตัวซูเม่ย! เิเหยียน (เร็นไซ) คิดอย่างรวดเร็ว: 'หลักวารี...เบี่ยงเบนกระแสธาร หากปล่อยให้เด็กสาวนี่าเ็ การเดินทางคงจะยุ่งยากและเสียเวลามากขึ้นโดยใช่เหตุ อีกทั้ง...การปล่อยให้สตรีอ่อนแอถูกทำร้ายต่อหน้า ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักดาบพึงกระทำ แม้ในภพใหม่นี้ก็ตาม'
"เคร้ง!"
เสียงโลหะกระทบกันดังลั่น! เิเหยียนไม่ได้ใช้พละกำลังเข้าสู้ แต่ใช้เทคนิคการ "เบี่ยงแรง" ที่เรียนรู้มาจากหลักการ "ซุยริน" (水輪) ของคัมภีร์ห้าห่วง แม้จะไม่มีไอเย็นหรือแสงสีใดๆ ปรากฏ แต่กรงเล็บของอสูรหมาป่าก็ถูกเบี่ยงเบนทิศทางออกไปเล็กน้อย พลาดเป้าซูเม่ยไปอย่างหวุดหวิด!
"เอ๊ะ?" ซูเม่ยอุทานด้วยความประหลาดใจ
อสูรหมาป่าตัวนั้นเสียหลักจากการโจมตีที่พลาดเป้า และนั่นคือโอกาสที่เจิ้งอี้ไม่ปล่อยให้หลุดลอย เขากระโจนตามมาแล้วใช้กระบี่ที่ส่องประกายแสงสีเหลืองนวลแทงทะลุลำคอของมัน!
"โฮก..." อสูรหมาป่าร้องครางเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่งไป
ศิษย์พี่หลิวเองก็จัดการกับอสูรอีกสองตัวที่เหลือได้สำเร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน เขายืนหอบหายใจ มองไปยังซากอสูรหมาป่าด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปตวาดใส่เิเหยียน "เ้าเด็กบ้า! เมื่อกี๊เกือบทำข้าเสียจังหวะแล้วรู้ไหม! อย่ามายุ่งถ้าไม่รู้อะไร!" แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความลังเลซ่อนอยู่ เิเหยียน (เร็นไซ) เพียงก้มหน้านิ่ง ไม่ได้ตอบโต้: 'เสียจังหวะรึ? หากข้าไม่ยื่นมือเข้าไป เ้าเด็กสาวนั่นคงได้นอนจมกองเืไปแล้ว ช่างไม่รู้จักแยกแยะบุญคุณความแค้นเสียจริง แต่ก็ช่างเถิด...การอธิบายให้ผู้ที่ปัญญาคับแคบฟัง มีแต่จะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ความเงียบย่อมดีกว่าเสมอ'
ซูเม่ยเดินเข้ามาตบไหล่เิเหยียนเบาๆ "ไม่เป็ไรนะเิเหยียน ข้าว่าเมื่อกี๊เ้าก็ช่วยได้มากเลยนะ ถ้าไม่ได้ฝุ่นนั่นบังตา และ...และเมื่อครู่ที่เ้าช่วยข้า ขอบคุณมากนะ!"
"ขอบคุณศิษย์พี่ซูเม่ย" เิเหยียนตอบเสียงเรียบ
เจิ้งอี้เดินเข้ามาสมทบ เขามองเิเหยียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม "เิเหยียน...เ้าเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดและ...การใช้กระบี่แบบนั้นมาจากไหนกัน?"
เิเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตาเจิ้งอี้ แววตาของเด็กชายดูสงบนิ่งเกินวัย "ข้า...ข้าก็แค่ทำไปตามสัญชาตญาณขอรับ ข้าเห็นว่าถ้าพวกมันมองไม่เห็นชั่วครู่ พวกศิษย์พี่อาจจะมีโอกาสมากขึ้น ส่วนเมื่อครู่...ข้าแค่พยายามปัดป้องสุดกำลังเท่านั้น" ความคิดภายในของเร็นไซ: 'สัญชาตญาณรึ? ก็คงจะใช่...สัญชาตญาณของนักดาบที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนชาชิน ซึ่งถูกขัดเกลามาด้วยเืและเหล็ก แต่ไม่จำเป็ต้องอธิบายให้เ้าเด็กนี่เข้าใจในตอนนี้หรอก การเปิดเผยตัวตนเร็วเกินไปไม่ใช่เื่ดี'
คำตอบที่ดูเรียบง่ายและสมเหตุสมผล แต่เจิ้งอี้กลับรู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ 'สัญชาตญาณของเด็กรับใช้ธรรมดาๆ จะเฉียบคมและเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ยิ่งนานวัน ความลึกลับรอบตัวเด็กคนนี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ และดูเหมือนว่า...เขาจะไม่ได้ 'สับสน' อย่างที่
อ้างไว้เลยแม้แต่น้อย'
(จบตอนที่ 4)