สองจักรพรรดิมังกรหนึ่งพยัคฆ์สวรรค์ทะยานร่างถึงจุดรวมพลของขุมกำลังระดับศักดิ์สิทธิ์และระดับสูงที่อยู่ใจกลางทวีปหรือก็คือบริเวรวิหารเทพมาร เฟยหรงกวาดสายตามองฝูงคนอย่างเมินเฉย เขาไม่คิดเลยว่าจะมีคนต้องการทะยานออกจากโลกมากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังมีตั้งแต่ระดับเทวะไปจนถึงมหาเทวะเลยก็ว่าได้
แต่ทว่าเด็กหนุ่มไม่ได้สนใจอะไรและมองตรงไปยังกลุ่มชายชุดขาวที่ยืนอยู่ใจกลางผู้คนเหล่านั้น ด้านข้างของเหล่ากลุ่มคนชุดขาวคือเจ้าบัลลังก์อีกสองคนที่ยืนอยู่ หนึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำและองอาจ อีกหนึ่งเป็นหญิงงามสะคราญเกศาสีเขียวคล้ายกับสีของใบไม้
การมาของพวกเขาทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่พวกเขาอย่างห้ามไม่ได้ อีกทั้งด้วยตบะพลังที่แผ่พุ่งออกมาจากจากพวกเขาแต่ละคน มันก็ทำให้เหล่าขุมกำลังต่างๆนั้นอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายกันอึกใหญ่ ตัวตนระดับครึ่งก้าวเทพอมตะไม่ใช่อะไรที่จะที่หาดูง่ายๆแต่ทว่าตอนนี้กลับมีเกือบสิบคนแล้วจะไม่ให้พวกเขาตื่นตะลึงได้อย่างไร
เมื่อมาถึงยังที่หมาย เป่ยเฉินและเฟยหรงพยักหน้าให้กับ เป่ยเฉินนั้นทะยานร่างออกไปก่อนตามด้วยเฟยหรงและภรรยาของเขาเสวียเหม่ย ก่อนที่จะมาหยุดลงที่ด้านหน้าของเหล่าชายชุดขาว ที่นำโดยชายชราคนหนึ่งที่กำลังยิ้มให้เฟยหรงด้วยท่าทีแปลกๆ
"ท่าน!!"เฟยหงที่ยืนอยู่บนพยัคฆ์สวรรค์ตะโกนออกมาอย่างตื่นตะลึง จนหลายคนต้องหันมอง
"ท่านพ่อท่านรู้จักเขางั้นหรือ"เฟยเทียนกล่าวถาม ท่านพ่อของเขาอยู่ทวีประดับต่ำมานานจะรู้จักตัวตนปริศนาที่คอยจัดงานชุมนุมศักดิ์สิทธิ์อย่างขุมกำลังปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่"
"จะว่ารู้จักก็ไม่ใช่ เทียนเอ๋อเจ้ายังจำได้หรือไม่ ที่ข้าเล่าว่าตอนที่พวกเรากำลังจะตายตกในตระกุลหยุนมีชายชราช่วยเอาไว้น่ะ อีกทั้งเขายังมอบรากปราณใหม่ให้กับเจ้าอีกด้วย"
"ท่านพ่อท่านอย่าบอกนะว่า!!"
"ใช่! เขาคือชายชราคนนั้น!!"เฟยหงชี้ชายชราชุดขาวที่ยืนอยู่ตรงกลางของชายชุดขาวทั้งหมด เฟยเทียนหันมองไปที่ชายชราด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสั่นเคลือและหลายหลายอย่างช่วยไม่ได้ เขาค่อยๆจับมือพ่อของเขาและก้าวทะยานออกไปจนมาอยู่ข้างๆกับเฟยหรงผู้เป็นบุตร ก่อนที่จะประสานมือคาราวะชายชราอย่างน้อบน้อม
"ข้าเฟยเทียน คาราวะท่านจอมปราชญ์ และขอบขอบคุณท่านที่ช่วยให้บิดาของข้าและข้าให้พ้นจากความตาย บุญคุณในครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินทดแทนได้ หากมีอะไรอะไรที่ตอบแทนท่านได้ขอเพียงท่านบอกเฟยเทียนจะยอมทำทุกอย่างไมว่ามันจะยากเพียงใดก็ตาม"
"โฮๆๆไม่ต้องกล่าวอะไรมากมายเช่นนั้นหรอก มันคือหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว เติบโตมาได้ดีเหมือนที่ข้าคาดเอาไว้ไม่มีผิด"ชายชรายกยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับสองพ่อลูกที่กำลังผสานมือคาราวะตน
"หน้าที่??"เฟยเทียน เฟยหง ถึงกับอุทานออกมาด้วยความงุนงง แต่ชายชราเพียงยิ้มให้ทั้งสองเท่านั้นและไม่ได้กล่าวอธิบายอะไร "เอาละถึงเวลาต้องปลดผนึกโลกแล้วเจ้าบัลลังก์ก้าวออกมาได้โปรดก้าวด้านหน้า"
เมื่อจอมปราชญ์หรือชายชรากล่าวขึ้น เหล่าเจ้าบัลลังก์พากันค่อยลอยมาอยู่ด้านหน้าของจอมปราชญ์ทีละคน เริ่มจากเจ้าบัลลังก์พฤกษาซ่งอวิ้ฉาง เจ้าบัลลังก์หินผาไท่ซือ เจ้าบัลลังก์เหมันต์เสวียเหม่ย เจ้าบัลลังก์บัลลังก์แห่งวารีเป่ยเฉิน และสุดท้ายก็คือเฟยหรงที่ก้าวออกไป
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มก้าวไปอยู่ตำแหน่งของผู้ถือครองบัลลังก์เสียงฮือฮาตามากันกันยกใหญ่ โดยเฉพาะเหล่าขุมกำลังศักดิ์สิทธิ์ที่รับรู้ข่าวจากวงในว่าด้วยเรื่องความสัมพันธุ์ที่สนิทชิดเชื้อกันของสามนิกายใหญ่อย่างมหาสมุทรนิรันทร์ หอกระบี่ดาวตก และพระราชวังเยือกแข็งที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆแล้วนั้น ไม่ใช่ว่าพันธมิตรนี้มีถึงสามบัลลังก์ราชันด้วยกันหรอกหรือ
"หืม!! เป่ยเฉิน นี่มันหมายความว่าอย่างไร ไหนเจ้าบอกว่าหาเจ้าบัลลังก์ครบแล้วอย่างไรเหตุใดถึงมีเพียงแค่นี้"ไท่ซือกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งครึม แต่ทว่าเป่ยเฉินเองก็ไม่ได้กล่าวตอบอะไรและเพียงมองไปที่เฟยหรงเท่านั้น
"เท่านี้คงจะพอพิสูจณ์ได้แล้วกระมังว่าบัลลังก์ราชันนั้นครบแล้วจริงๆ"เฟยหรงกล่าวขึ้นพร้อมกับปลดปล่อยพลังออกมา ทันใดที่ออร่าพลังของเขาถูกแผ่ออกมานั้น เหล่าเจ้าบัลลังก์ทุกคนล้วนสั่นทะท้าน บัลลังก์ราชันด้านในเกิดสั่นไหวอย่างผิดปกติ
"เป็นไปไม่ได้ อย่าบอกนะว่า!!"ไท่ซือและซ่งอวิ้ชางใบหน้าตะลึงลานกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อมองไปที่ชายหนุ่มที่ตอนนี้ร่างกายถูกย้อมไปด้วยสีทอง เหลือ แดง เขียวอ่อน และสีดำ มันก็ทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะยอมรับ ด้านหลังของชายหนุ่มตอนนี้ ปรากฏมังกรอัสนี วิหคเพลิง หมาป่าทมิฬ วิหควายุ และสุดท้ายคือภูติแห่งแสงที่สองสกาวประดุจดวงตะวันเหนือร่างสัตว์จำแลงทั้งหลาย
ในเวลานี้ด้วยพลังที่แผ่ออกมามันทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะก้มหัวให้กับชายหนุ่มอย่างห้ามไม่ได้ แม้แต่จอมปราชญ์ที่ความแข้งแกร่งยังคงเป็นปริศนาก็ยังทำได้แต่เงยหน้ามองพร้อมด้วยแววตาที่ตกตะลึง นี่มันเกินความคาดหมายของเขาอย่างชัดเจนที่เห็นว่าชายเพียงคนเดียวสามารถถือครองบัลลังก์ราชันถึงห้าชิ้นได้ ในใจเต้มไปด้วยความเคารพศรัทธาอย่างสุดซึ่ง
"นี่ไงละโชคอันยิ่งใหญ่ที่ข้าบอกกับเจ้าเมื่อครานั้น"จอมปราชญ์หันไปหาเฟยหงพร้อมกับขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เฟยหงเมื่อความแข็งแกร่งของหลานชายก็พยักหน้าโดยพลันแท้จริงแล้วโชคอันยิ่งใหญ่ของเฟยเทียนคือการได้เฟยหรงเป็นบุตรชายนี่เอง
"ถึงจะไม่รู้ว่าท่านล่วงรู้อนาคตได้อย่างไร แต่ทว่าข้าก็ต้องขอขอบคุณท่านจากใจจริง หากไม่ได้ท่านช่วยเอาไว้ครานั้นข้าและลูกอาจจะต้องตายและไม่ได้มาเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้"เฟยหงกล่าวอย่างซึ้งใจ ครอบครัวของเขาทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างยกมือป้องปากในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึงสุดขีด โดยเฉพาะเป่ยอิงอิงผู้เป็นแม่ เมื่อเห็นบุตรชายโตมาได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลออกมา หากแต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจแต่กลับเป็นความทราบซึ้งตื้นตันอยู่ในใจต่างหาก
"เห้อ ช่างเป็นชายที่ยอดเยี่ยมจริงๆน่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเราไม่ได้ไปมาหาสู่หอกระบี่ดาวตกบ่อยนัก ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะได้ลูกเขยเช่นเขาก็ได้"เจ้านิกายหยินหยางกล่าวด้วยความเสียดายแต่ถึงกระนั้นเขาเองก็ไม่คิดว่าชายที่ตนเองสอนวิธีเกี้ยวผู้หญิงไปจะกลับกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ในเวลาอันสั้น แต่ถึงจะเสียดายเพียงใดนั้นใบหน้าของเขาก็ประดับรอยยิ้มอ่อนๆเอาไว้เสมอ
"หืม!!"
เฟยหรงชะงักงันในขณะที่เขาสัมแดงพลังแห่งบัลลังก์ราชัน เหล่าเจ้าบัลลังก์ค่อยสั่นสะท้านในทันใด เฟยหรงนึกฉงนสงสัยพอกันกลับไปมองยังด้านหลัง บัลลังก์ราชันแห่งแสงประดุจดังเจ้าบัลลังก์พิพากษากำลังเปล่งแสงออกมาไม่หยุดหย่อน จนเจ้าบัลลังก์คนอื่นๆไม่อาจที่จะทนได้อีกต่อไปและสำแดงร่างจำแลงออกมาแม้ว่าเจ้าของจะไม่ได้เรียกขานก็ตาม
เหล่าบัลลังก์ราชันพากันมายืนรอบภูติแห่งแสงตัวน้อยในทันที เจ้าบัลลังก์ทุกคนถึงกับเหนื่อยหอบในทันใด บัลลังก์ราชันทุกตนพากันก้มหัวลงให้กับบัลลังก์ราชันแห่งแสงราวกับเคารพหัวหน้าใหญ่ ในเวลานี้แม้แต่เฟยหรงยังต้องตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"บ้าน่านี่มันเกิดอะไรขึ้น!!"ไทซือกล่าว
"ดูเหมือนบัลลังก์ราชันมันจะร้องเรียกหากัน ปรากฏการณ์เช่นนี้หรือมันคิดจะกลายเป็นพลังให้กับชายคนนั้นแต่เพียงผู้เดียว"ซ่งอวิ้ชางกล่าวอย่างตกตะลึง
"จะเป็นไปได้อย่างไร คนๆเดียวสามารถควบคุมบัลลัง์ทั้งหมดได้นี่มันไม่บ้าไปหน่อยหรือ"ไท่ซือกล่าวอย่างไม่ยอมรับ แม้แต่ตัวเขาที่ได้ชื่อว่าทนทานที่สุดในหมู่มหาเทวะด้วยกันยังรับมือบัลลังก์ราชันแห่งหินผาแค่บัลลังก์เดียวแถบไม่ได้ จะให้เขาทำใจเชื่อได้อย่างไรว่าชายคนนี้จะทำมันได้จริงๆ
"อ๊าก! เจ้าหนูรีบทำอะไรสักอย่างตอนนี้ออร่าของมันหนักเกินไปจนข้ารับไม่ไหวแล้ว"กู่เทียนหลงกุมหัวตัวเองราวกับเจ็บปวด เฟยหรงเมื่อเห็นอดไม่ได้ที่จะต้องตัดสินใจครั้งใหญ่เขาใช้พลังบังคับบัลลังก์ราชันทั้งห้าของเขากลับมาในทันใด กว่าบัลลังก์ราชันทั้งหมดจะกลับมาได้ทำเอาเขาเหนื่อยหอบเลยทีเดียว
ส่วนบัลลังก์ราชันของคนอื่นๆนั้นก็กลับเข้าร่างของเจ้าของๆมันดังเดิม เฟยหรงในเวลานี้เจ้าบัลลังก์ทุกคนต่างหายใจเข้าเอือกใหญ่และนั่งปรับพลังในทันที ส่วนเฟยหรงนั้นแม้จะหอบกระชั้นเพียงใดแต่ก็ต้องนั่งลงและถอนจิตเขาไปยังหอคอยเทพมังกรในทันที สิ่งแรกที่เขาเห็นเมื่อเข้ามาคือร่างวิญญานของกู่เทียนหลงที่สลบไป
"อาจารย์!!"
เฟยหรงอุทานออกมาด้วยความตกใจเขารีบเข้าไปหากู่เทียนหลงในัทนทีอีกทั้งรีบใส่พลังวิญญานรักษาวิญญานของกู่เทียนหลงอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาเช่นนี้ภูติแห่งแสงตัวน้อยลอยวนอยู่ด้านข้างเฟยหรงพร้อมทำหน้าฉงนสงสัยว่านายน้อยนางนั่นทำอะไรอยู่ "เจ้าภูติตัวดี เหตุใดอยู่ถึงไปดึงบัลลังก์ราชันของคนอื่นออกมาเช่นนั้น แบบนี้หากอาจารย์เป็นอะไรไปจะทำอย่างไรละทีนี้"
เจ้าภูติตัวน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็ยังคงทำหน้ามึนงงราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก่อนที่นางนั้นจะลอยกลับชั้นบนของนางไปในทันที เฟยหรงแม้จะรู้สึกแปลกใจที่บัลลังก์ราชันแห่งแสงสามารถทำได้ขนาดนี้ แต่ทว่าไม่ได้กล่าวอะไรและใช้พลังวิญญานเยียวยากู่เทียนหลงต่อไปแม้ตัวเองจะเหนื่อยมากก็ตาม