เช้าวันถัดมา เสี่ยวหลงเปาตื่นขึ้นก่อนเสียงระฆังจะดังเสียอีก เขานอนลืมตามองเพดานไม้อยู่ครู่หนึ่ง ความทรงจำเื่รอยเท้าประหลาดและสีหน้าตื่นตระหนกของอาจารย์เมื่อวานยังคงแจ่มชัดอยู่ในหัว
เมื่อออกมาถึงลานวัด เขาพบว่าอาจารย์เซวียนคงนั่งรออยู่ก่อนแล้วเหมือนทุกเช้า สีหน้าของท่านดูสงบลงกว่าเมื่อวานมาก แม้ดวงตาจะยังคงมีร่องรอยของการอดนอนทั้งคืนปรากฏอยู่ก็ตาม
แสงแดดยามเช้าสาดกระทบผิวหน้าซูบผอมของอาจารย์เป็เงาสลัว ท่านนั่งขัดสมาธินิ่งอยู่บนแท่นหินเช่นเคย แต่คราวนี้ดวงตาที่เคยหลับสนิทกลับลืมโพลงจับจ้องมองไปยังเส้นทางลงเขาแทน ราวกับไม่ได้เข้าฌานอย่างที่เคยเป็
"ศิษย์ขอคารวะอาจารย์"
"มาเถิด วันนี้เราจะฝึกอะไรที่พิเศษกว่าเดิม"
น้ำเสียงของอาจารย์มีความหนักแน่นผิดปกติ เสี่ยวหลงเปาเงยหน้ามองด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เพียงลุกขึ้นเดินตามอาจารย์ไปยังลานฝึกด้านหลังตามปกติ
ทว่าเมื่อไปถึง อาจารย์เซวียนคงกลับไม่ได้เริ่มด้วยท่าัคะนองธารที่ฝึกกันมาตลอดสัปดาห์ ท่านหยิบดาบไม้อีกเล่มหนึ่งขึ้นมาจากใต้แผ่นหินที่ปูเป็พื้นลาน เล่มที่เสี่ยวหลงเปาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยตลอดชีวิต
"อาจารย์ครับ นั่นมันดาบเล่มไหนกัน"
"วันนี้ข้าจะสอนท่วงท่าที่ข้ายังไม่เคยสอนเ้า" อาจารย์เซวียนคงตอบโดยไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ "ท่วงท่านี้ไม่ใช่ไว้สำหรับประลองหรือแข่งขัน แต่ไว้สำหรับป้องกันตัวในยามคับขันที่สุดเท่านั้น"
เสี่ยวหลงเปารับดาบไม้จากมืออาจารย์มาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นปนกังวล น้ำหนักของมันหนักกว่าดาบเล่มเดิมที่เคยใช้อยู่ไม่น้อย ผิวไม้เรียบเนียนแต่แข็งแกร่งกว่าที่คิด
เขาสังเกตเห็นรอยบากเล็กๆ เรียงเป็แถวอยู่ที่ด้ามดาบ นับได้ราวสิบกว่ารอย ดูราวกับเป็รอยแกะที่ถูกทำขึ้นทีละรอยตลอดระยะเวลานาน เขาอยากถามว่ามันคืออะไร แต่เห็นสีหน้าจริงจังของอาจารย์แล้วก็เก็บคำถามนั้นไว้ในใจก่อน
"ท่านี้เรียกว่า 'ัหลบเงา'" อาจารย์อธิบายพลางสาธิตท่วงท่าให้ดู ร่างของท่านหมุนตัวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็วราวกับเงาที่เคลื่อนไหวได้ ก่อนจะกระตุกข้อมือส่งดาบไม้แทงตรงไปข้างหน้าในจังหวะเดียว "จุดสำคัญคือการอ่านจังหวะคู่ต่อสู้ หลบให้พ้นจากแนวโจมตี แล้วจึงตอบโต้ในจังหวะที่เขาคาดไม่ถึง"
ท่วงท่าของอาจารย์งดงามและรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน เสี่ยวหลงเปาต้องเพ่งสายตาอย่างเต็มที่เพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวทุกขั้นตอน ร่างเล็กของชายชราที่ดูอ่อนแอในยามปกติ กลับพลิกกลายเป็ภาพที่ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อเมื่อร่ายท่วงท่านี้ออกมา ราวกับิญญานักรบที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายที่ผ่านกาลเวลามาอย่างโชกโชน
เสี่ยวหลงเปาเฝ้าดูอย่างตั้งใจ พยายามจดจำทุกรายละเอียดของการเคลื่อนไหว ก่อนจะลองทำตามอย่างเก้ๆ กังๆ ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้งกว่าจะเริ่มจับจังหวะได้บ้าง เหงื่อโทรมกายเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงเต็มที่
ท่วงท่านี้ต่างจากที่เคยฝึกมาโดยสิ้นเชิง แทนที่จะเป็การเคลื่อนไหวนุ่มนวลต่อเนื่อง ัหลบเงากลับเน้นจังหวะหยุดนิ่งสลับกับการปะทุพลังอย่างฉับพลัน ยากที่จะจับจังหวะได้ในครั้งแรก เสี่ยวหลงเปาล้มลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เข่าและข้อศอกถลอกจากการกระแทกพื้นดินแข็ง แต่เขาก็ลุกขึ้นสู้ใหม่ทุกครั้งโดยไม่บ่นสักคำ
"อาจารย์ครับ" เขาถามระหว่างพักหายใจ "ทำไมจู่ๆ ถึงมาสอนท่านี้วันนี้ล่ะครับ"
อาจารย์เซวียนคงหยุดนิ่งไปชั่วครู่ สายตามองออกไปไกลลิบราวกับกำลังคิดทบทวนคำตอบอย่างหนัก ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วนั่งลงบนแท่นหินข้างลาน
"มานั่งก่อน ข้ามีเื่อยากเล่าให้ฟัง"
เสี่ยวหลงเปานั่งลงข้างอาจารย์ทันที หัวใจเต้นเร็วขึ้นด้วยความรู้สึกว่าในที่สุดก็จะได้รู้ความจริงบางอย่างเสียที
"เ้าเคยถามข้าหลายครั้งว่าพ่อแม่แท้จริงของเ้าเป็ใคร" อาจารย์เริ่มพูดช้าๆ "ความจริงคือข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกัน ข้าพบเ้าตอนยังแบเบาะอยู่หน้าประตูวัดในคืนพายุใหญ่เมื่อสิบแปดปีก่อน ไม่มีจดหมายไม่มีสิ่งของใดติดตัวมา มีเพียงผ้าห่มผืนหนึ่งกับ..."
ท่านหยุดพูดกลางคัน ดวงตาเหลือบมองไปที่ไหปลาร้าซ้ายของเสี่ยวหลงเปาโดยไม่รู้ตัว
"กับอะไรครับ"
"กับรอยแผลที่เ้ามีติดตัวมาั้แ่เกิด" อาจารย์เอ่ยในที่สุด น้ำเสียงหนักอึ้ง "ข้าไม่เคยเห็นรอยแผลแบบนี้มาก่อนในชีวิต ไม่ใช่รอยแผลจากอุบัติเหตุธรรมดา และก็ไม่ใช่รอยปาน มันมีบางอย่างผิดปกติ...บางอย่างที่ข้าไม่อาจอธิบายได้"
เสี่ยวหลงเปายกมือลูบไหปลาร้าซ้ายของตัวเองโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกแปลกๆ ที่เคยมีต่อรอยแผลนั้นทวีความเข้มข้นขึ้นทันที
เขามองมือของตัวเองที่ยังคงลูบอยู่ตรงนั้น นิ้วััิัเรียบที่มีรอยนูนจางๆ เป็วงคล้ายเกล็ด ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวในเวลาไม่กี่วินาที เขาเป็ใครกันแน่ พ่อแม่ของเขาคือใคร และทำไมถึงทิ้งเขาไว้ที่หน้าประตูวัดในคืนพายุเช่นนั้น คำถามเหล่านี้เคยผุดขึ้นในใจเขาหลายครั้ง แต่ไม่เคยรู้สึกหนักอึ้งเท่าครั้งนี้มาก่อน
"อาจารย์คิดว่ามันคืออะไรครับ"
"ข้าไม่รู้แน่ชัด" อาจารย์ตอบตรงๆ "แต่ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ข้าสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างเกี่ยวกับตัวเ้า ทั้งพลังกายที่แข็งแกร่งเกินวัย ทั้งประสาทััที่ไวกว่าเด็กทั่วไป และ..." ท่านลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ "และความฝันที่เ้าเล่าให้ฟังเป็ระยะ เื่ไฟและเสียงคำรามนั่น"
เสี่ยวหลงเปาเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าอาจารย์จะจับตาดูรายละเอียดเหล่านี้อย่างใกล้ชิดมาตลอด
"อาจารย์กลัวว่าศิษย์จะเป็อะไรที่ไม่ดีหรือเปล่าครับ"
คำถามนั้นทำให้อาจารย์เซวียนคงหันมามองเขาทันที ดวงตาเก่าแก่เต็มไปด้วยความรักและความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"ไม่มีวัน" ท่านตอบหนักแน่น มือทั้งสองข้างจับไหล่เสี่ยวหลงเปาไว้แน่น "ไม่ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเ้าจะเป็อะไรก็ตาม หัวใจของเ้าคือสิ่งที่ข้ารู้จักดีที่สุด เ้าเป็เด็กที่มีความเมตตาและซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา สิ่งนั้นต่างหากที่จะกำหนดว่าเ้าเป็ใคร ไม่ใช่รอยแผลหรือพลังใดๆ ทั้งสิ้น"
เสี่ยวหลงเปารู้สึกตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เขากัดฟันข่มน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในตา พยักหน้ารับคำพูดของอาจารย์อย่างแน่วแน่
"ศิษย์เข้าใจแล้วครับ"
"ดี" อาจารย์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะลุกขึ้นยืน "เอาล่ะ มาฝึกท่าัหลบเงาต่อกันเถิด ข้าอยากให้เ้าจดจำมันให้แม่นที่สุดเท่าที่จะทำได้"
ทั้งสองฝึกฝนกันต่อไปจนถึงบ่าย อาจารย์เซวียนคงสอนอย่างเข้มงวดกว่าที่เคยเป็มา ไม่ปล่อยผ่านแม้แต่ความผิดพลาดเล็กน้อยที่สุด เสี่ยวหลงเปารู้สึกได้ถึงความตั้งใจที่แปลกไปจากทุกครั้ง ราวกับอาจารย์กำลังพยายามยัดเยียดทุกสิ่งที่ท่านรู้ลงในตัวเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาอันจำกัด
ระหว่างพักเหนื่อยครั้งหนึ่ง อาจารย์เซวียนคงเรียกให้เขานั่งลง แล้วสอนวิธีสังเกตลมหายใจของคู่ต่อสู้เพื่อคาดเดาจังหวะโจมตี วิธีอ่านน้ำหนักตัวจากรอยเท้าบนพื้นดิน และวิธีใช้สภาพแวดล้อมรอบตัวให้เป็ประโยชน์ในการหลบหลีก ความรู้เหล่านี้ล้วนเป็สิ่งที่อาจารย์ไม่เคยสอนมาก่อนตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา เสี่ยวหลงเปาซึมซับทุกคำอย่างตั้งใจ แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าทำไมจู่ๆ อาจารย์ถึงเร่งสอนสิ่งเหล่านี้ในคราวเดียว
เมื่อถึงยามเย็น ทั้งสองนั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ระเบียงศาลา มองพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าเป็สีส้มอมม่วงงดงาม อาจารย์เซวียนคงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเงียบๆ สายตามองออกไปไกลลิบอย่างครุ่นคิด
สายลมเย็นพัดผ่านชายจีวรของอาจารย์ให้พลิ้วไหวเบาๆ กลิ่นชาอู่หลงที่ท่านโปรดปรานลอยกรุ่นปนกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานอยู่รอบระเบียง เสียงจักจั่นเริ่มร้องระงมต้อนรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง เสี่ยวหลงเปานั่งเหยียดขาที่ปวดล้าจากการฝึกทั้งวัน มองแสงสุดท้ายของวันค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย
"อาจารย์ครับ" เสี่ยวหลงเปาเอ่ยขึ้นเบาๆ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ศิษย์จะไม่มีวันลืมสิ่งที่อาจารย์สอนเลยครับ"
อาจารย์เซวียนคงหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มที่มีทั้งความอบอุ่นและความเศร้าปะปนกันอย่างประหลาด
"ข้าก็เช่นกัน" ท่านตอบเบาๆ แทบเป็เสียงกระซิบ
คืนนั้นเสี่ยวหลงเปานอนหลับสนิทเป็ครั้งแรกในรอบสองวัน ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการฝึกหนักทั้งวันพาให้เขาหลับลึกโดยไม่ทันสังเกตว่า อาจารย์เซวียนคงยังคงนั่งอยู่หน้าหีบไม้ปริศนาในห้องเก็บของ มืออีกครั้งวางอยู่บนผ้าห่อสีเข้มชิ้นนั้นนานกว่าทุกคืนที่ผ่านมา
แสงเทียนเล่มเดียวในห้องกระพริบไหวอยู่นาน เงาของอาจารย์ทอดยาวบนผนังไม้เก่า ท่านนั่งอยู่อย่างนั้นจนดึกดื่น สายตาจับจ้องอยู่ที่ผ้าห่อสีเข้มโดยไม่ขยับเขยื้อน ราวกับกำลังต่อสู้กับการตัดสินใจครั้งสำคัญบางอย่างในใจ ก่อนจะถอนหายใจยาวเป็ครั้งที่ไม่รู้กี่ครั้งแล้วในคืนนั้น แล้วปิดหีบลงอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับเกรงว่าเสียงจะดังไปรบกวนความฝันอันสงบของศิษย์ที่หลับใหลอยู่ในห้องข้างๆ