ลินิน ฮิบิคิ และอึนริวลากร่างที่บอบช้ำของตนเองกลับบาเรียให้เร็วที่สุด
พวกเขาหนีมาจนถึงทุ่งโล่งที่ตั้งอยู่ระหว่างป่าต้นหลิวและบาเรีย ผู้เล่นห้าคนยังคงไล่หลังข้างหลังพวกเขาคือไอชาที่พยายามสกัดผู้เล่นเอาไว้ ไม่มีใครใส่ใจว่าเหตุใดไอชาจึงทำแบบนั้นแต่ก็พูดขอบคุณอยู่ในใจ
ลินินมีแรงเยอะกว่าที่เห็นภายนอก เธอแบกร่างไร้สติของลัคนาตามสองหนุ่มที่เืไหลตามหลังพวกเขาเป็ทางแค่เดินได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว ตอนนี้ได้แต่ภาวนาในใจขออย่าให้อะไรเกิดขึ้นอีกเลย
บางอย่างที่อยู่ในตัวลัคนาร้อนผ่าวนาบกับแผ่นหลังของลินิน เธอสงสัยว่าลัคนาเก็บเหล็กร้อนไว้กับตัวหรือเปล่าแล้วร่างของเด็กสาวก็ลื่นหลุดจากแผ่นหลังของเธอ
“ไม่นะ...!”
ฮิบิคิและอึนริวหันขวับ บัตรเชิญที่สูญเสียลวดลายกระเด็นออกมาจากเสื้อของลัคนามันเปล่งแสงสีส้มและร้อนจนจับไม่ได้
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งสาม ลัคนาลืมตา...แต่นั่นไม่ใช่ลัคนา
คนที่อยู่ตรงหน้านิ่งสงบและเยือกเย็นขั้นผิดปกติ เธอลอยตัวจากพื้นขึ้นยืนตรงดวงตาสีม่วงฉายแสงแปลกๆ แล้วก็มีวงเวทประหลาดปรากฏขึ้นใต้เท้าของผู้เล่นทุกคน รวมถึงไอชาที่ใช้สัตว์ประหลาดบนหัวลอยอยู่บนอากาศด้วย
จากนั้นร่างของพวกเขาก็ะเิเป็ชิ้นๆ
...
“ไม่จริง...ฉันจะไปทำแบบนั้น...” ลัคนาฟังโฮเซ่พูดจบก็ไปต่อไม่ถูก เธอควานหาบัตรเชิญที่น่าจะอยู่ติดตัวตลอดเวลา...แต่มันไม่อยู่แล้ว
“ไม่เอาน่าโฮเซ่ นาเพิ่งตื่น จะยัดเื่นั้นใส่หัวยังไง?” ซิลเวสเตอร์แตะแขนลัคนา ประกายไฟแล่นเปรี๊ยะๆ ระหว่างสองหนุ่มที่จ้องกันอย่างกับจะฆ่ากันด้วยสายตา
“ถ้าไม่อยากให้พูดนัก ฉันไปก็ได้แต่จำไว้เถอะว่าถ้ากุญแจคุมพลังตัวเองไม่ได้ คนที่จะรับผลคือพวกเรา” โฮเซ่สะบัดหน้าเดินหายไปที่ไหนสักแห่ง
นี่เป็ครั้งแรกที่ซิลเวสเตอร์ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ มือที่แตะแขนอยู่สั่นน้อยๆ
“นายงั่งมากเซีย~!” เขาะโไล่หลัง“Ah beng!”
“ฮิบิคิ...ฮิบิคิกับอึนริวล่ะ?” ลัคนาเปลี่ยนเื่
“นา...” ซิลเวสเตอร์มองเด็กสาวด้วยแววตาสงสาร “ก็อยากมองในด้านดีอยู่...แต่อาการสองคนนั้นย่ำแย่มากเลยล่ะ”
“...” เธอเงียบไป
“หัวหน้าบอกให้คอยดูนาไว้ แต่ถ้านาอยากอยู่คนเดียว...”
“ไม่เป็ไร อยู่ต่อเถอะ” ลัคนาทรุดลงนั่ง ซิลเวสเตอร์นั่งลงข้างๆ
ตอนนี้ดึกมากจึงไม่มีใครออกมาเดินเพ่นพ่าน เขามองหน้าลัคนาที่จมอยู่กับความคิดของตนเอง
“หัวหน้าสั่งว่าไม่ให้ใครเข้าไปกวน...ใจร้าย” เขาพูดพลางแกว่งขาไปมาเหมือนเด็กน้อย“Walao...”
“ขอบใจนะที่บอก”
“....นา” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ “เสียใจกับเื่ที่เกิดขึ้นรึเปล่า?”
เธอไม่ให้คำตอบ
“อาจจะทำใจยาก...แต่การคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้วเป็สิ่งที่ให้ความกล้าที่จะยืนหยัดต่อไป”
“ซิลเวสเตอร์... ทำไมถึงได้เข้มแข็งแบบนี้? ทัศนคติน่าชื่นชมมากเลยนะ...ไม่เคยนึกกลัวการเป็สมาชิกหน่วยลาดตระเวนบ้างเลยเหรอ?”
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกๆ
“คงเพราะยังไม่เคยเจอเื่หนักหนาสาหัสแบบนา” เขาตอบอิดออด “ทำเอาคำคมเสียหมด”
ซิลเวสเตอร์...เด็กหนุ่มคนนี้มีพลังงานบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกสดใสอาจจะเพราะความเซ่อซ่าของเขาก็ได้ แต่พออยู่ด้วยแล้วแทนที่จะอึดอัดกับนิสัยแปลกๆ กลับทำให้สบายใจ
เธอมีความรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะรับเื่ทุกข์ของเธอไว้ได้และปลอบประโลมด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ฉันว่า...พลังของกุญแจมันเริ่มเกินกำลังที่ฉันจะควบคุมแล้ว ตอนแรกแค่ทำให้ฉันหลุดปากพูดอะไรเฉยๆแต่ตอนนี้กลับทำให้ฉันทั้งหมดสติฆ่าผู้เล่นด้วย...” ลัคนานึกอีกเื่ขึ้นได้ “ซิลเวสเตอร์...บัตรเชิญ...เห็นบัตรเชิญไหม?”
“บัตรเชิญ...?”
“อา ถ้าบัตรร้อนๆ นั้นอยู่กับฉันเองค่ะ...” ลินินโผล่ออกมาจากเงามืดอย่างกล้าๆกลัวๆ
“สาวน้อยที่ช่วยมาวันนี้ล่ะ!” ซิลเวสเตอร์ยิ้มกว้าง
“ฉะ ฉันมีอะไรจะสารภาพค่ะ” เด็กสาวพูดตะกุกตะกักทำให้คนฟังทั้งสองเลิกคิ้ว
“คือ...” เธอทิ้ง่ยาว “คือว่า...”
ซิลเวสเตอร์โน้มตัวเข้ามาใกล้จนแทบจะล้มหน้าคะมำ ลินินก้มหน้าลงอย่างอายๆแล้วพูด
“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงค่ะ”
“...”
คำสารภาพนั้นถูกตามมาด้วยความเงียบอันเนิ่นนาน
“...ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?” ซิลเวสเตอร์ถาม
“ฉันจำได้ว่าฉันไม่ได้เกิดมาเป็ผู้หญิงค่ะ...แต่ทำไมฉันถึงมีเ้านี่ก็ไม่รู้....”ลินินหน้าแดงเป็ลูกตำลึงสุกพลางเอามือแปะหน้าอกตัวเอง
ทั้งสามเงียบกันอีกรอบ ผ่านไปสักสองสามนาทีซิลเวสเตอร์ก็หัวเราะร่า
“ลินินจะเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายไม่เห็นสำคัญเลย สำคัญที่เป็ตัวของตัวเองจริงไหม? วันนี้เหนื่อยแล้ว ไปนอนเถอะ รู้ทางกลับบ้านพักใช่ไหมล่ะ?”
ลินินพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วเดินกลับไปยังบ้านพัก ที่นั่นคงจะมีคนพาเธอไปยังเตียงของตัวเองแบบที่อริสเคยทำให้ลัคนาคิดถึงเื่นั้นก็ถอนหายใจยาว
“แล้วนาล่ะ? จะไปหาอึนริวกับฮิบิคิหรือจะอยู่ที่นี่?”
ลัคนาหายใจติดขัดทันที
แต่เธอต้องไปหาพวกเขา...ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมากลัว เด็กสาวพยักหน้าหนักแน่นซิลเวสเตอร์จึงยื่นแขนของเขาออกมาเหมือนสุภาพบุรุษพร้อมยิ้มแป้น แต่แทนที่จะพูดอะไรทำนองว่าเชิญครับ เขากลับพูดถึงชื่อสิ่งของแปลกๆ ขึ้นมาอีก
“นา” เด็กหนุ่มเรียกขณะที่เดินกลับบ้านพัก “นารู้จักนาซิโกเร็งรึเปล่า?”
ลัคนาเลิกคิ้วเพราะคำนั้นไม่คุ้นหูสักนิด
“มันติดอยู่ในหัวล่ะ...เหมือนนึกขึ้นได้แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แปลกจัง”
เด็กสาวพยักหน้าเพราะไม่ว่าใครก็เคยเจอปัญหานี้ทั้งนั้น แม้แต่คนที่จดจ่ออยู่กับปัจจุบันอย่างซิลเวสเตอร์ก็หนีความรู้สึกนึกออกแต่นึกไม่ออกไม่ได้
ทั้งสองมาถึงบ้านไม้โทรมๆ ลัคนาใช้เวลาทำใจพักหนึ่งก่อนจะเปิดผ้าม่านที่ใช้แทนประตูไม่ว่าภาพข้างในจะเป็อย่างไรเธอก็จะรับไว้ให้ได้
บนพื้นในมุมผู้ป่วยมีฟูกอยู่สามผืน ผืนหนึ่งเป็ของอุลริกส่วนอีกสองอยู่ห่างไปนิดหน่อยเป็ของฮิบิคิและอึนริว
อึนริวถูกพันด้วยผ้าพันแผลั้แ่หัวจรดเท้า ที่ขายังมีเืเปื้อนอยู่นิดหน่อยแต่ก็ถูกทำความสะอาดอย่างดีข้างเตียงเขามีกะละมังใส่น้ำที่เปลี่ยนเป็สีแดง มีผ้าสีแดงผืนหนึ่งแช่อยู่ในนั้น
เขานอนหลับตา หายใจอย่างสงบ ใบหน้าซีด ข้างๆ มีหยางที่นอนพักเอาแรงอยู่
ฮิบิคิไม่ได้สภาพเหมือนตายไปครึ่งหนึ่งแล้วเหมือนอึนริวแต่ก็นับว่าแย่อยู่ดีแขนของเขาถูกพันเอาไว้แล้ววางลงข้างลำตัวเหมือนตุ๊กตาไม่มีข้อต่อ ตามตัวก็มีรอยเย็บและผ้าก๊อซแปะไว้เด็กหนุ่มลืมตาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเธอ
“...เธอนี่...น่าใ...จริงๆ” เขาพูด
“เป็ยังไงบ้าง...?” เด็กสาวถามด้วยความเป็ห่วงจากก้นบึ้งของจิตใจอีกฝ่ายถอนหายใจหงุดหงิด
“...คงไม่ได้ออกไปอีกนาน...แต่ฉัน...ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“ขอโทษนะ...ที่เพิ่งมาหาเอาตอนนี้...”
“...” เด็กหนุ่มเงียบไปพักหนึ่ง ตอนแรกลัคนานึกว่าเขาโกรธ แต่เขาก็พูดต่อเสียงเบาหวิว“...แค่มาก็ดีแล้ว...”
“ฉันฟังไม่ค่อยชัดเลย” เด็กสาวยิ้มกึ่งล้อเลียนเพราะรู้ว่าฮิบิคิจะอายเวลาพูดเื่พรรค์นี้เขาทำหน้าบึ้งตึงเป็เชิงว่าจะไม่ยอมพูดซ้ำเป็ครั้งที่สอง
“ดูสบายมากเลยนี่ แผลเธอ...?”
“ห่วงตัวเองเถอะนะ”
ฮิบิคิเบิกตาโตอย่างแปลกใจ เขาขมวดคิ้วจนแทบจะชนกัน จ้องเด็กสาวตาไม่กะพริบ
“ลัคนา...” เขาเรียก “พักนี้เธอชักจะพูดแปลกๆ ถ้าเป็เธอตามปกติไม่มีทางพูดอย่างนั้นหรอก”
“เอ๋...?”
“กุญแจ...มันเกี่ยวอะไรด้วยรึเปล่า? เธอเปลี่ยนไปมากทั้งที่ยังไม่ได้ความทรงจำกลับมาเลยสักเสี้ยวเดียว”
“เพราะว่า...เพราะว่าฉันเริ่มมีบุคลิก...” เธอแก้ตัวอย่างข้างๆ คูๆ พูดถึงเื่ที่ได้ยินมาตอนเพิ่งเข้าบาเรียใหม่ๆ
“ไม่ใช่ การสร้างบุคลิกไม่เคยนานขนาดนี้ ดูลินินหรือซิลเวสเตอร์สิ ปกติแค่วันสองวันก็ทำตัวปกติแล้วเธอเหรอ? เป็เดือนๆ เพิ่งจะมีบุคลิก? ประหลาดเกินไปแล้วไม่ใช่สาเหตุหรอก” ฮิบิคิพูดหนักแน่นจนเด็กสาวเถียงไม่ออก
เธอเปลี่ยนไปจริงๆ เหรอ? ไม่เคยสังเกตเลยสักนิดทำไมแค่ฟังประโยคเดียวฮิบิคิถึงรู้ล่ะ?
“คิดมากไปรึเปล่า?” เธอพยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุดเด็กหนุ่มหลับตา
“ก็ได้ บางที...เธออาจจะติดนิสัยมาจากอึนริวหรือลอร์น่า...ฉันไม่รู้หรอก”เขาตัดการสนทนาแค่นั้น ลัคนามองเขานอนนิ่งอยู่พักหนึ่ง
“หายไวๆ นะ...ถึงพูดไปจะไม่ช่วยอะไร แต่ก็...”
“อือ” เด็กหนุ่มตอบรับในลำคอเหมือนไม่อยากฟังต่อ
ลัคนาลุกขึ้น ซิลเวสเตอร์ไปนอนคุดคู้อยู่มุมหนึ่งอย่างสบายใจหยางนั้นลุกขึ้นนั่งแล้วถามอะไรนิดหน่อยก็ปล่อยเด็กสาวไป เธอจึงเดินขึ้นชั้นสองก็เห็นลอร์น่าเดินวนไปวนมาอยู่ตรงทางเดินแขนข้างขวาเข้าเฝือกอยู่
“ไง” เธอทักทายเสียงเบาแต่ก็สดใส ลอร์น่านอนอยู่คนละส่วนกับเธอ ส่วนที่เธอนอนนั้นตอนนี้แทบจะว่างเปล่าด้านของลอร์น่ามีนิชพรและหัวหน้าอรุโณทัยอยู่
“แขน...?”
“อ๋อ ไหล่หลุดแถมด้วยแขนหัก ทำตัวเองแท้ๆ เฮ้อ...” ลอร์น่าถอนหายใจ
ลัคนายังจำได้ว่าน้ำหนักอาวุธของเธอเป็เหมือนดาบสองคม ถึงจะโจมตีได้รุนแรงแต่ถ้าคุมไม่ได้ก็ทำให้ผู้ใช้าเ็ได้เช่นกัน
“เป็ห่วงจนนอนไม่หลับ ตอนนี้ฉันกับนิชพรย้ายมาส่วนของเธอแล้วนะ เห็นว่าที่ว่างเยอะ...ฉันนอนเตียงอริสไม่ว่าใช่ไหม?” ถึงจะาเ็แต่เด็กสาวผิวแทนคนนี้ไม่เคยทิ้งท่าทีเปี่ยมด้วยพลังงานด้านบวกเลย
เธอรู้ว่าตัวเองไม่มีทางลืมอริสได้ง่ายๆ แน่ เด็กสาวสีขาวที่ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์...ภาพนั้นเริ่มจางลงและทดแทนด้วยใบหน้าของคนที่เห็นหน้ากันอยู่ทุกวันถึงจะไม่อยากลืมแต่ก็ทำไม่ได้ ความทรงจำถึงจะน่าโหยหาแค่ไหนแต่บางครั้งก็ทำให้เ็ปเหมือนกัน
“ไม่เป็ไรหรอก ฉันจะได้หายเหงา” ลัคนายิ้มฝืด
“พักนี้ดูสดใสขึ้นนะ มีอะไรดีๆ หรือเปล่า? หรือแอบสะใจที่ฮิบิคิไปนอนแอ้งแม้งเป็ตุ๊กตากันนะ?” ลอร์น่ากอดคอเธออย่างเอ็นดูด้วยแขนข้างที่ยังดีอยู่
“เปล่า...” ในใจเด็กสาวคิดว่าลอร์น่าอาจจะไม่ได้รู้เื่จากโฮเซ่ก็ได้เธอตัดสินใจลองถามดู “เอ่อ...ลอร์น่า รู้จักโฮเซ่ไหม?”
“อ๋อ เ้านั่นเหรอ? คนที่ชอบวางท่าเป็อันธพาลใช่ไหม?”
“คือว่า...เื่ของฉัน...”
“ถ้าเื่ลัคนาล่ะก็ได้ยินหมดแล้ว” ลอร์น่าพูดเสียงเรียบ
“แล้วไม่กลัวเหรอ?”
“กลัวอะไรกัน? ลัคนาฆ่าผู้เล่นนะไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะลุกมาไล่ะเิพวกเราสักหน่อย” เธอตอบด้วยท่าทีสบายๆ
ลัคนาได้รู้ว่า ในความคิดของลอร์น่า ความตายของผู้เล่นเป็เื่ที่น่ายินดีส่วนตัวเธอเองคิดว่าฆ่าใครมันก็แย่เหมือนกันหมด...
เด็กสาวคนนี้ไม่มีความลังเลเลย ผิดกับตัวเธอที่มัวแต่คิดเล็กคิดน้อยในเื่ที่หาคำตอบไม่ได้
“นั่นสินะ นอนกันเถอะ” ลัคนาถอนหายใจแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง ตรงข้ามเธอมีนิชพรที่หลับปุ๋ยไปแล้วลอร์น่านอนตะแคงหันหนีจากหน้าต่างในขณะที่ลัคนามักนอนหงายหรือไม่ก็ตะแคงไปทางหน้าต่างเสมอ
ลัคนามีแต่เื่ฮิบิคิวนอยู่ในหัว อยากจะเดินลงไปนอนเฝ้าไข้เหมือนที่เธอเคยทำตอนเขาโดนสายฟ้าผ่ากลางหลังแต่ตอนนี้เขามีทั้งอึนริวและหยางคอยดูแล เธอไปอาจจะรบกวนเปล่าๆ อีกอย่างตอนนี้ลอร์น่าก็เข้ามาอยู่ด้วยแล้วเธอไม่อยากให้ลอร์น่าใที่ตื่นมาแล้วเธอหายไป ลัคนาทำท่าจะลุกไปหลายที แต่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วปล่อยให้ฮิบิคิพักผ่อนโดยไม่มีใครรบกวนดีที่สุด
ค่ำคืนอันสงบสุขก็ผ่านไปอีกคืน
...
เช้าตรู่วันใหม่ ลัคนาตื่นั้แ่ฟ้ายังไม่สางแล้วเดินลงไปหาฮิบิคิ
เด็กหนุ่มนอนหายใจเบาๆ สีหน้าเหมือนขุ่นเคืองอะไรสักอย่าง ตอนนั้นหยางเดินกลับเข้ามาในบ้านพักพอดีเขาส่งสายตาทักทายเธอแล้วก็นั่งลงข้างอึนริว
“ทั้งสองคน...เป็ยังไงบ้างคะ?” ลัคนาถามเสียงเบาเพราะรอบๆยังมีคนที่หลับอยู่
“พยายามประคับประคองไว้ได้” เขาตอบเสียงทุ้มต่ำ “ฮิบิคิถูกะุเยอะจนเกินไปอึนริวเสียเืมาก ส่วนขาของเขาอาจจะ...”
หยางหยุดแค่นั้น ลัคนามองขาที่ถูกพันเอาไว้แ่าด้วยเฝือกและท่อนเหล็กของอึนริวในกรณีของปีนั้นถ้าขาของเขากลับมาเชื่อมติดกันได้เมื่อไรก็ขยับได้ไม่มีปัญหา แต่อึนริวนั้นต่างออกไปขาข้างที่โดนโจมตีไปเละเทะ กระดูกแตกและเนื้อก็ขาดรุ่งริ่งจนแทบจะลากกลับมาไม่ไหว
ฮิบิคิลืมตาข้างหนึ่งเพราะเสียงพูดคุยเบาปานกระซิบ
“ฮิบิคิ เป็ยังไงบ้าง?”
“เจ็บไปทั้งตัว” เขาพูดเสียงแหบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดตามเคย พอขยับแขนนิดหน่อยก็ทำหน้าเหยเก“...เธอล่ะ...?”
“ไม่เจ็บมากหรอก” ลัคนาตอบ
“วันนี้ไม่ต้องออกไป รอให้หายก่อน” หยางบอก
“ถ้าอย่างนั้น...”
“ไปหาอะไรดีกว่าเฝ้าฉันทำเถอะ...” เด็กหนุ่มถอนหายใจ “ฉันจะนอน”
...
สายวันนั้นซิลเวสเตอร์ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวศาลา วันนี้เขาคงจะไม่ต้องออกลาดตระเวนลัคนาจึงเดินไปหา
“นาทำหน้าเหมือนอกหัก” เขายิ้มทะเล้น แต่ลัคนาถอนหายใจยาวๆ
“ฮิบิคิเหมือนผลักไสฉันยังไงก็ไม่รู้” เธอนั่งคอตก
“ปัญหารักล่ะ! ไมขั่นชอง เลี้ยวมันเป็ไงออ? ไม่ค่อยจะรู้จักฮิบิคิด้วย” ซิลเวสเตอร์เอียงคอไปมา “อาจจะแสดงความเกรงใจก็ได้ล่ะ”
“...” ลัคนากัดปาก เธอไม่ยอมตอบหรือมองซิลเวสเตอร์ถึงเขาจะพูดด้วยสำเนียงแปลกๆก็ตาม
“ซิลเวสเตอร์” หัวหน้าประกายมาศร้องเรียก
“Walao~!” เด็กหนุ่มเด้งพรวดขึ้นแล้วยืนตัวตรงแขนชิดลำตัว ชายหนุ่มร่างใหญ่เดินเข้ามาในศาลาพร้อมกับอาวุธคู่ใจที่เหน็บไว้ตรงเอวสายตาคมมองเห็นลัคนาที่ก้มศีรษะทักทาย
“เป็ยังไงบ้าง?” เขาถาม
“ก็ไม่ค่อยเจ็บแล้วค่ะ” เด็กสาวตอบ ชายหนุ่มจึงหันไปหาซิลเวสเตอร์ที่เหงื่อแตกพลั่ก
“อย่าขาดซ้อมสิ” หัวหน้าหนุ่มเอ็ดเสียงนิ่ง แค่สี่คำที่เขาพูดก็ทำซิลเวสเตอร์แทบจะทรุดลงกราบอยู่แล้ว
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขายำเกรงหัวหน้าประกายมาศมากแค่ไหน แต่ก่อนจะวิ่งไปซ้อมเป็การด่วนด้วยขาอ่อนปวกเปียกเขาก็หันมากระซิบให้ลัคนา
“ทางที่ดีบอกไปตรงๆ จะดีกว่าล่ะ”
แล้วร่างเด็กหนุ่มอารมณ์ดีก็หายลับไป ประกายมาศมองเขาจนลับตาแล้วหันมาคุยกับลัคนา
“่นี้บาเรียเป็ยังไงบ้าง?”
“เอ๋?” เด็กสาวเอียงคอสับสนกับคำถาม
“แย่ลงหรือดีขึ้นกว่าแต่ก่อน?”
“...”
บาเรียและคนรอบข้างเธอเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เธอไม่ได้ทันสังเกตนัก
“อาจจะมีเื่ดีๆ ซ่อนอยู่ในความเ็ปก็ได้” ประกายมาศพูดลอยๆ “อย่างการทำให้เธอได้หันมองสิ่งรอบตัวมากขึ้นรวมถึงตัวเองด้วย”
หัวหน้าหนุ่มไม่ได้ขยับไปไหน แต่เธอรู้สึกว่าได้รู้จักประกายมาศมากขึ้น
“ซิลเวสเตอร์เป็เด็กดีถึงจะใจลอยไปบ้าง แต่เธอไว้ใจคำแนะนำเขาได้” พูดจบชายหนุ่มก็เดินออกไปจากศาลากลับไปหาคนอื่นๆ ที่กำลังฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง
...
มีเสียงโหวกเหวกดังจากบ้านพักใน่เย็นวันนั้น ลัคนาแปลกใจ เพราะหยางไม่มีทางปล่อยให้ใครไปยุ่มย่ามข้างในตอนมีคนเจ็บแน่นอน
ลินินยืนสับสนอยู่มุมหนึ่ง ลัคนาจึงไปดึงตัวมาถาม
“คนที่เขานอนมาตลอดเพิ่งตื่นค่ะ คุณอรุโณทัยเลย...ไป...” เธอเริ่มติดอ่างตามองไปที่ทางเข้า
ข้างในนั้นมีคนมุงอยู่เยอะพอสมควร ฮิบิคิและอึนริวถูกย้ายไปที่อื่นไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นหยางไล่พวกไทมุงไปได้ส่วนหนึ่ง ลัคนาก็เริ่มสังเกตว่าคนที่มามุงส่วนใหญ่คือคนจากหน่วยลาดตระเวนนั่นเอง
“อุลริก สิ่งที่นายจะพูดตอนนั้นคืออะไร บอกมา!” อรุโณทัยคาดคั้น จับตัวชายหนุ่มเขย่าเหมือนทำแบบนั้นแล้วคำตอบจะกระเด็นออกมาเองเด็กสาวเดินเข้าไปมองเขาใกล้ๆ เหงื่อผุดบนใบหน้าด้วยความกังวล
ดวงตาสีฟ้าที่เคยเหมือนกับท้องฟ้าสดใสของเขาเปลี่ยนไป มันเหมือนน้ำแข็งเย็นเยือกเส้นผมที่เคยเป็สีทองแดงก็หม่นลง ถึงโครงหน้าและร่างกายจะยังเหมือนเดิม แต่อุลริกคนนี้กลับแตกต่างจากคนที่เธอคุ้นเคยอย่างมากเขาไม่ใช่อุลริกแสนใจดีที่ช่วยเหลือเธอ รู้สึกไม่ชอบเลย
อรุโณทัยยังพยายามเค้นคำตอบจากปากเขา อุลริกปัดมือเธอออก
“เธอเป็ใครน่ะ?” เขาถามด้วยเสียงหยาบกร้าน
“นายเสียสติไปแล้วหรือไง? ไอ้ชุดขาวทำอะไรกับนายอุลริก?!”
“ขอโทษเถอะนะ ฉันเองก็อยากจะตอบได้อยู่หรอก แต่ฉันไม่เข้าใจสักนิดว่าหล่อนพูดเื่บ้าอะไรอยู่!”
คำพูดนั้นทำให้ในบ้านพักเงียบเป็ป่าช้า
“นี่จำอะไรไม่ได้เลยจริงเหรอ?” ลอร์น่าถาม
“จำได้แค่ชื่อ” ชายหนุ่มถอนหายใจ น้ำเสียงของเขากลับไปเป็อุลริกคนเดิมทีละน้อย
ดวงตาสีฟ้าเย็นะเืสบกับดวงตาสีม่วง อุลริกเบิกตากว้างด้วยความตระหนก
“นี่เธอ...โค้ดเนมลัคนา...” ปากซีดเผือดของชายหนุ่มเอ่ยคำประหลาดออกมา
“โค้ด...?”
สายตาทุกคู่จับจ้องที่ลัคนาอีกครั้ง อุลริกกระตุกยิ้มมุมปาก
“นอกจากชื่อแล้วก็สตาร์ดัสต์เรล์ม ฉันจำได้อีกอย่างนะ” เขาบอก น้ำเสียงเย็นเยียบ“ถ้าเธอตายไปพวกเราจะถูกปลดปล่อย ยังไงล่ะ”