"หินแบบนี้สามารถเขียนอักษรลงไปได้ ท่านลองดูสิเมื่อคืนท่านได้หลับบ้างหรือเปล่า"
เหลียนเซวียนคลำก้อนหินที่ไม่เรียบสักเท่าไรลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก็ลองเขียนลงบนหินสองตัวอักษร 'หลับแล้ว'
"อื้อๆ ไม่เลว หินที่ใช้เขียนอักษรได้แบบนี้ ตอนเด็กๆข้าเคยหามาเล่นอยู่บ่อยๆ ริมแม่น้ำมีหินที่ไม่แข็งมากแบบนี้อยู่ไม่น้อยใช้เขียนอักษรบนหินได้เป็อย่างดี เอาไว้ว่างเมื่อไรข้าจะหาแผ่นหินที่เรียบหน่อยมาให้จะได้เขียนสะดวกกว่า เช่นนี้พวกเราก็จะสามารถสื่อสารกันง่ายขึ้นฮ่าๆ ฉันนี่ฉลาดจริงๆ "
เซวียเสี่ยวหรั่นเปล่งเสียงหัวเราะอย่างลำพองใจ
เหลียนเซวียนมุมปากกระตุกแต่ก็ยอมรับที่นางยกยอตัวเอง การทำสัญลักษณ์บนก้อนหินคือวิธีการที่เหล่าองครักษ์เงาใช้บ่อย แต่เขาไม่ได้นึกถึงข้อนี้
"เอาล่ะ เมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็มาคุยกันสักหน่อยดีกว่า" เซวียเสี่ยวหรั่นเบ้ปากย่อตัวลงมาคุกเข่าข้างเขา "ตาของท่านมองไม่เห็นแม้แต่น้อยเลยหรือ? "
ไม่ใช่ว่าเธอ้าตอกย้ำอาการาเ็ของอีกฝ่ายเพียงแต่เห็นเขาขยับตัวไปเติมฟืนได้อย่างแม่นยำก็เลยคิดว่าเขาอาจมองเห็นบ้างเล็กน้อย
เหลียนเซวียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนใช้หินเขียนอักษรลงไปช้าๆ
"ค่อนข้าง... รางเลือน"
เซวียนเสี่ยวหรั่นเบิกตากว้าง "โอ้ แค่นี้ก็ยังดี อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับบอดสนิท ต้องพิษใช่ไหมแล้วมียาที่สามารถแก้ได้รึเปล่า? "
"ใช่ ต้อง พิษ มี ยา ถอน พิษ"
รอจนเขาเขียนอักษรเ่าั้จบอารมณ์ตื่นเต้นของเซวียเสี่ยวหรั่นก็มอดดับสนิทเพราะความเชื่องช้าเอ้อระเหยของเขา
ไม่ไหวสื่อสารแบบนี้เสียเวลาเกินไป
"มียาแก้ได้ก็ดี เอาล่ะ งดการติดต่อชั่วคราวก่อนเดี๋ยว่ค่ำมีเวลาค่อยมาคุยกันต่อ ข้าต้องรีบไปทำธุระก่อน" เซวียเสี่ยวหรั่นเอามือยันพื้นกัดฟันลุกขึ้นยืน "โอ๊ย เจ็บจะตายอยู่แล้ว"
"ฉันจะไปล้างหน้าล้างตาที่ริมแม่น้ำ อีกสักครู่จะตักน้ำกลับมาให้"
พูดจบเธอก็หยิบขวดแล้ววิ่งฉิวออกไป
ร้องบ่นว่าเจ็บแต่ก็วิ่งราวกับเหาะ แม่นางผู้นี้ช่างไม่มีใครเหมือน
ท้องฟ้าสว่างจ้าแล้ว
ดูจากความสว่างของท้องฟ้าเซวียเสี่ยวหรั่นประเมินว่าน่าจะเป็่แปดถึงเก้าโมงเช้า เธอตื่นสายแล้ว
หลังย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงฟ้ามักจะมืดเร็ว แค่ห้าโมงเย็นเกรงว่าในป่าก็แทบจะมองทางไม่เห็นแล้ว
ดังนั้นเวลา่กลางวันจึงมีจำกัดมาก
เธอรีบไปปลดทุกข์หลังจากนั้นก็ล้างหน้าบ้วนปาก ดื่มน้ำและตวงใส่ขวดให้เต็มไม่สนใจแม้แต่จะหวีผมเผ้า
กลับมาถึงถ้ำก็รินน้ำในขวดใส่ถ้วยพลาสติกจากนั้นก็วางถ้วยไว้ข้างกายของเหลียนเซวียน
"นี่คือน้ำ จะดื่มหรือว่าบ้วนปากก็สุดแล้วแต่ท่าน"
จากนั้นก็หันมาค้นโดนัทชิ้นสุดท้ายออกจากกระเป๋าเป้ฉีกซองออก จากนั้นก็แบ่งโดนัทที่บี้แบนเปลี่ยนรูปไปแล้วออกเป็สองส่วนแล้วยัดใส่มือของเหลียนเซวียนครึ่งหนึ่ง "นี่คืออาหารเช้าเติมท้องสักหน่อย ข้าจะออกไปข้างนอก"
พูดจบก็หยิบมีดสั้นบนพื้นยัดใส่เข้าไปในเสื้อชั้นในของตนเองหลังจากนั้นก็แบกเป้ขึ้นหลังคิดจะเดินออกไป
"ก๊อกๆ" เสียงเคาะก้อนหินแว่วมาจากด้านหลัง
"มีอะไรหรือ" เซวียนเสี่ยวหรั่นหันมามองด้วยความสงสัย
เหลียนเซวียนชี้ไปที่พื้นเซวียเสี่ยวหรั่นจึงเข้ามาใกล้ๆ แล้วค้อมเอวลงมอง
"ระวัง.. ลิง... อาณาเขต... เข้าใจ?"
เขากำลังเตือนเธอว่าลิงมีการแบ่งอาณาเขตหรือ? เซวียเสี่ยวหรั่นทำตาปริบๆ ก่อนฉีกยิ้ม
"ข้ารู้แล้วล่ะ ขอบคุณนะ ข้าจะระวัง"
พูดจบก็หมุนตัววิ่งออกไป
นางรู้? รู้อะไรล่ะ เหลียนเซวียนรู้สึกปวดฟัน
เขาถอนหายใจเฮือกหวังว่าแม่นางผู้นี้จะมีไหวพริบ ไม่เข้าไปยั่วยุฝูงลิง
เขาคลำหาถ้วยที่ใส่น้ำ
บอกว่าเป็ถ้วยแต่มันกลับนุ่มนิ่ม ออกแรงมากหน่อยก็บุบแล้ว
เหลียนเซวียนคลำแล้วคลำอีก แล้วก็คลำต่อไป
ท้ายที่สุดก็ยังหาคำตอบไม่ได้ถ้วยใบนี้แท้จริงแล้วทำมาจากอะไรกันนะ
ยังมีขวดใส่น้ำอีกอย่างดูเหมือนจะคล้ายกับถ้วยใบนี้ แต่ค่อนข้างจะแข็งแรงกว่าเล็กน้อยไม่นุ่มนิ่มขนาดนั้น
แม่นางคนนั้นพกแต่ของแปลกๆติดตัว ล้วนแล้วแต่เป็ของที่เขาไม่เคยเห็นทั้งนั้น
หัวคิ้วของเหลียนเซวียนย่นแล้วย่นอีกคิดแล้วคิดอีก
หลังจากนั้นครึ่งวันท้ายที่สุดเขาก็ยกถ้วยนุ่มนิ่มดื่มน้ำไปคำหนึ่ง หลังจากดื่มเรียบร้อยก็เพิ่งรู้ตัวภายหลังว่าเขาไม่ได้บ้วนปาก
ฝ่ายเซวียเสี่ยวหรั่นซึ่งอยู่อีกด้านตอนนี้กินโดนัทไปได้ครึ่งชิ้นแล้ว กำลังนั่งแอบอยู่ในพงหญ้า นอกดงกล้วยน้ำว้า
เธอหรี่ตาเพ่งมองอย่างละเอียดการค้นพบที่น่าใก็คือฝูงลิงไม่อยู่ที่นั่นแล้ว
เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองมิได้ตาฝาดจึงเข้าไปใกล้ดงกล้วยน้ำว้าอีกสิบกว่าเมตร
"ไม่มีจริงด้วย" เธอพึมพำเสียงเบา
หรือว่าฝูงลิงจะมีที่พักหลายแห่งนี่เป็แค่หนึ่งในนั้น พวกมันขึ้นูเามาเพื่อหาผลไม้อย่างอื่นบ้าง
เซวียเสี่ยวหรั่นมองไปทีู่เาด้านหลังดงกล้วยน้ำว้านอกจากต้นไม้สีเขียว ก็เห็นแค่สีฟ้าของท้องนภา
คนสายตาสั้นแท้จริงแล้วคือคนตาบอดที่แยกแยะสีได้ชัดเจน
แต่เธอก็ใช่ว่าจะดีกว่าเหลียนเซวียนสักเท่าไร ใบหน้าของเธอเผยความหงุดหงิดออกมา
ไม่สนแล้วอาศัย่ที่ลิงไม่อยู่ในดงกล้วยน้ำว้า เข้าไปดูหน่อยว่าพอจะเด็ดกล้วยน้ำว้ากลับไปสักหวีได้หรือไม่
กินแล้วก็ต้องออกแรงยามนี้เซวียเสี่ยวหรั่นเต็มไปด้วยความคึกคักกระตือรือร้นรู้สึกว่าตัวเบาดุจนกนางแอ่น ไม่ปวดบั้นเอว ขาก็ไม่เจ็บแล้วเหมือนกัน
เธอดึงสายรัดเอวกางเกงให้แน่นก่อนจรดปลายเท้าย่องเข้าไปในดงกล้วยน้ำว้า
ในดงกล้วยเต็มไปด้วยพงหญ้ารกเรื้อเซวียเสี่ยวหรั่นกลัวงู จึงหยิบท่อนไม้ยาวมาตีซ้ายตีขวา กว่าจะเข้าไปได้ไม่ง่ายนัก
"ว้าว" พอเข้าไปถึง เซวียเสี่ยวหรั่นก็กำมือร้องเสียงแหลมออกมาเบาๆ
เพราะว่าเบื้องหน้ามีต้นกล้วยน้ำว้าต้นหนึ่งบนต้นก็มีกล้วยน้ำว้าเครือใหญ่หวีที่อยู่้าสุดเริ่มเหลืองแล้วด้วย เห็นได้ชัดว่าถูกลิงเด็ดไปบางส่วนเหลือแต่สีเขียวอมเหลืองซึ่งยังไม่สุกดี
สำคัญที่สุดก็คือกล้วยต้นนี้ไม่สูงแต่ผลกล้วยน้ำว้าเครือใหญ่มีน้ำหนักมาก ห้อยลงมาจนถึง่กลางลำต้นแค่เอื้อมมือหน่อยเธอก็สามารถคลำถึงได้
"์เข้าข้างฉันแล้ว" เซวียเสี่ยวหรั่นตื่นเต้นดีใจจนตัวสั่น
รีบโยนท่อนไม้ในมือทิ้งล้วงเอามีดพับออกมาจากเสื้อชั้นในแล้วกางออกแล้วเขย่งเท้าย่องเข้าไปข้างต้นกล้วยน้ำว้าต้นนั้น
"โอ้โห หนักสุดๆ" เธอลองใช้มือกะน้ำหนักดูอย่างน้อยๆ น่าจะสักสี่ห้าสิบชั่ง [1] ได้
บ้าเอ๊ยครั้งนี้เธอจะแบกไหวรึเปล่านะ
เซวียเสี่ยวหรั่นกลอกตาก่อนเริ่มจัดการกับกล้วยน้ำว้าหวีที่อยู่้าสุด
มีดพับคมกริบเป็ผู้ช่วยในการตัดกล้วยได้อย่างยอดเยี่ยม
กล้วยหวีเล็กที่ตัดออกมาถูกยัดเข้าไปในกระเป๋าเป้หลังจากเต็มแล้ว ก็ตัดอีกสองหวีอุ้มไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็เดินย้อนกลับออกมาทางเดิม
หลังจากวิ่งออกมาได้หนึ่งถึงสองร้อยเมตรเธอวางกล้วยน้ำว้าในมือลงบนหินก้อนใหญ่ จากนั้นก็เทส่วนที่เหลือออกมาจากกระเป๋า
แล้วหันกลับไปยังต้นกล้วยต้นเดิม
หลังจากวิ่งกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้สามรอบกล้วยเครือนั้นก็เหลือแค่สองหวีล่างที่ยังเขียวอยู่
เซวียเสี่ยวหรั่นยังไม่คิดจะยอมแพ้กล้วยยิ่งดิบก็ยิ่งเก็บได้นาน
ขณะที่เธอกำลังดำดิ่งอยู่กับความยินดีเสียงร้อง "เจี๊ยกๆ" ที่ดังขึ้นก็ทำให้เธอสะดุ้งโหยง
เซวียเสี่ยวหรั่นเอี้ยวศีรษะไปมองโอ้แม่จ๋า ลิงฝูงใหญ่กำลังเฮโลวิ่งลงจากเนินหลังดงกล้วยมุ่งตรงมาทางนี้
ตัวที่อยู่หัวแถววิ่งมาเร็วสุดก็คือเ้าลิงน้อยขนทองดุร้ายตัวนั้น
เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกขนหัวลุกออกแรงใช้มีดตัดกล้วยสองหวีสุดท้ายก่อนอุ้มขึ้นมาแล้ววิ่งหนีไปทันที
...
[1] ชั่ง หรือ จินเป็หน่วยน้ำหนักของจีนมีค่าเท่ากับครึ่งกิโลกรัม