เส้นทางสัญจรหลวง
ในนครอโยธยา
ความมืดเเละหมอกที่ลงหนาในตอนกลางคืนทำให้เวลาสัญจรลำบากนัก จันขาว1ในกุนซือหัวกะทิกลังรีบเร่งควบม้ามุ่งไปทางประตูบูรพา เชิงเทินที่พระเ้าเอกทัศน์ประทับอยู่ เขาต้องรีบไปเเจ้งข่าวด่วนให้พระองค์ทรงทราบเเละต้องรีบรวบรวมทหารระดับเเนวหน้าเพื่อมาคุ้มกันเเละพาพระองค์หลบหนีให้ด่วนที่สุด
กับๆๆๆๆๆๆ
"ไปเร็วๆ!" จันขาวคุมบังเหียนเเละเเนบร่างกับอานม้า คนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยถูกเเวกเป็ทางด้วยเสียงะโให้หลีกไปซ้ายขวา จันขาวก็ควบม้าพรวดปราดไปด้วยความเร็วสูงสุดโดยไม่หยุดพัก พร้อมกับกองทหารอีกหลายสิบนายที่ติดตามมาด้านหลัง
เงาดำๆที่อยู่ด้านหน้าบดบังด้วยหมอกสีขาวเริ่มเจนชัดขึ้นเรื่อยๆ เเละขนาดมันก็กว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
"หลีกไป นี้พระราชโองการด่วน!!!"
กับๆๆๆๆๆ
เเต่ทว่าเงานั้นก็ยังคงอยู่นิ่งเเละไม่ขยับเขยือนเเม้เเต่นิดเดียวราวกับว่าเสียงส่งไปไม่ถึงเเม้ว่าจันขาวจะะโจรเเสบคอหลายครั้งครา
"หลีกไป!!!"
เงาสีดำยังคงหยุดนิ่งเเละขนาดมันใหญ่กว่าที่คิดเอาไว้ มันกว้างขนาดปิดถนนสัญจรหลักของเมืองเลยที่เดียว เงาสีดำเริ่มเจนชัดขึ้น มันมีลักษณะเหมือนเกวียนของพ่อค้าเเต่ทว่าเป็เกวียนหลาย10คันรถ
"หยูดดดด"
จันขาวดึงบังเหียนม้าตัวเอนไปด้านหลังเล็กน้อย เขาเหลือบซ้ายเเลขวาเพื่อหาช่องว่างจะผ่านไปเเต่ก็ไม่มีช่องว่างที่สามารถผ่านพ้นไปได้ เเม้เเต่จะลงจากม้าเเละออกวิ่งก็มิได้ด้วยซ้ำ ส่วนด้านข้างก็เป็บ้านของพลเมืองเเออัดคับเเคบ ครั้นจะคิดไปเจรจาไกล่เกลี่ยให้พวกเขาเคลื่อนเกวียนเพื่อหลีกทางก็พลันเห็นร่องหลุมขนาดใหญ่ ดูเหมือนดินบริเวณนี้จะยวบลงเป็วงกว้าง ล้อเกวียนของรถเกวียน10คันรถติดอยู่ไม่สามารถเขยื่อนไปทางไหนได้เลย
มีพ่อค้าเเละชาวบ้านหลายสิบคนช่วยกันดันรถเกวียนคันตรงกลางให้ได้ก่อนเเต่ทว่าเเม้เเต่รถเกวียนคนเดียวถูกคนล่ำๆ10คนช่วยกันดันให้มันหลุดออกจากหลุมโคลนดินก็ไม่เขยื้อนเเม้เเต่นิดเดียว
จันขาวรีบลงจากม้าเเละสั่งกองทหารของเขาให้ช่วยคนพวกนี้
อึก
จันขาวกลืนน้ำลายเเละกุมขมับ
'เเม่งเอ้ย เหตุใดจึงมีเหตุในยามขับขันเช่นนี้ขอรับ?'
เชิงเทินทิศบูรพาที่3
เหล่าทหารทั้งกองร้อยนิ่งเงียบสงัด เเละกำลังรอสัญญาณบางอย่าง ในขณะที่พระเ้าเอกทัศก็กำลังรอการบุกข้ามเเม่น้ำลพบุรีของฝ่ายมณีปุระอยู่อย่างน้อยๆ ถ้าสามารถหลอกข้าศึกได้สัก10นาทีหล่ะก็ เมื่อเวลานั้นมาถึงจันขาวจะต้องนำทัพอีก3หมื่นมาเเน่ เเบบนั้นฝ่ายเราจะเป็ฝ่ายได้เปรียบเเละชัยชนะก็อยุ๋ในกำมือ พระเ้าเอกทัศน์กำหมัดเเน่นเเละมองไปที่กองทัพฝ่ายตรงข้าม
"เฮ้ๆๆๆๆๆ"
เสียงร้องโฮ่ของพวกมณีปุระดังขึ้นจากทิศทางฝั่งตรงข้าม ตอนนี้เป็ตอนหมอกลงหนาจัดเมือพระเ้าเอกทัศน์ได้ยินก็ถือว่านี้เป็โอกาส สั่งให้ทหารกลองศึกลั่นเสียงจัดกระบวนทัพทันที
ตึงตะลุงตึง!!!
ตึงๆๆๆ!!!
ตึงๆๆๆ!!!
ประตูทิศบูรพาเปิดออกเเละทหารขี่ม้าออกจากกำเเพงเเยกเป็สองเเถว ม้าของเหล่าทหารนั้นลากท่อนซุงขนาดเกือบ2เมตรเเละวิ่งเป็ขบวนซ้ายขวา ท่อนซุงที่ขูดกับพื้นดินร่วนจนเกิดฝุ่นฟุ้งโขม้งไปทั่ว เเละมีเสียงครืดคราดดังราวกับว่ามีกองทัพหลายหมื่นวิ่งมาประจำการหน้ากำเเพงเมืองอย่างเเข็งขัน
เเม้พระเ้าเอกทัศน์จะมองผ่านเลนส์กลองส่องทางไกลเห็นเป็เพียงฝูงเงาดำๆ เเต่ทว่าเมื่อได้ยินเสียงกลองศึกลั่นเเละฝุ่นฟุ้งขโมงที่เเม้จะอยู่คนละฝั่งฟากของเเม่น้ำก็เห็นได้ชัดเจน พวกข้าศึกหยุดชะงักพวกเขาสำคัญผิดว่าเป็กองทัพหลายหมื่นนายมาซุ่มประจำตำเเหน่งอย่างเงียบๆเพื่อรอกวาดล้างพวกเขากลังจากขึ้นฝั่งได้
"ข้าศึกเข้าทางเรา! ตีกลองต่อไป เราต้องยื้อไว้ให้ได้อีกสักบาทครึ่ง!"นายขนมต้มสั่งการ
"ขอรับ!"ทหารลั่นกลองศึกทั้ง30คนพูดเป็เสียงเดียวเเละลั่นกลองศึกสนั่นต่อไปเรื่อยๆ นายขนมต้มเบิกต้าค้างหลังจากเห็นว่าฝ่ายข้าศึกหลายหมื่นหยุดชะงักลงทันทีที่ทหารเพียงเเค่70นายขี่ม้าลากท่อนซุงวิ่งไปมาหน้ากำเเพงเมืองก็ใคร่รู้ใครสงสัยนัก
"ข้าพเ้าเป็ผู้ด้อยปัญญา พระองค์ได้โปรดชี้เเนะข้าพเ้าด้วยว่าเหตุอันใดถึงข้าศึกจึงรั้งรอมิเข้าจู่โจม?"
"ในยามดึกดื่นเเละหมอกลงหนาเช่นนี้
ในยามที่ข้าศึกคิดว่าศัตรูต่างตายใจ
เเต่กลับมีฝุ่นฟุ้งหนาเตอะราวกับทหารหลายหมื่นนำทัพออกมาอย่างทันท่วงทีราวกับวางเเผนมา
เเต่กลับมีเสียงกลองศึกลั่นดังเเบบนี้ ความวิตกของพวกมันนั้นเเหละที่ทำให้พวกมันชะงักเเละมิกล้าเข้าตีเพราะรักตัวกลัวตาย"
ภายในเรือรบมณีปุระ
ภายในห้องมีเด็กวัยรุ่นคนนึงสวมอาภรณ์ประหลาด เเต่ทว่าเขาถึงกับเป็เเม่ทัพใหญ่ที่พระเ้ามังระออกคำมั่นวาจาเเทนว่า
หากมิใช่นายมังเป็ผู้วางเเผนกลยุทธ์ ข้ามิอนุญาติการากับอโยธยาเด็ดขาด เด็กชายคนนี้เเน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา เขาเป็เพียงเเค่เด็กที่เกิดขึ้นในครอบครัวสามัญชนเเต่เหตุใดถึงไต่เต้าตำเเหน่งได้ไวราวกับประทัดไฟ
เด็กชายคนนั้นสวมหน้ากากที่ประหลาดเช่นกัน ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าหน้ากากนั้นมีความหมายอันใด รวมทั้งเหตุใดจึงไม่เผยโฉมให้ผู้ใดได้เห็น เด็กชายวัยรุ่นคนนั้นกำลังนั่งฟังเปียโนบรรเลงเพลงของโมสาร์ทอยู่เเละกำลังเล่นหมากรุกกับ1ใน10สุดยอดกุนซือของมณีปุระ
นิ้วมืองอนงามของเขาัับนหมากรุกฝรั่งหยิบตัวม้าเข้าไปรุกฆาตกุนซือที่เล่นด้วย โดยที่หมากบนกระดานของเขาเมื่อ5นาทีที่เเล้วมีหมากน้อยกว่ากุนซืออยู่8ตัว เเต่ทว่าในขณะที่กุนซือเฒ่ากำลังกินหมากของมังอย่างสนุกสนาน ตาเฒ่ากุนซือก็พบว่าเขา เเพ้ตั้งเเต่16ตาที่เเล้ว
โดยที่กุนซือเด็กน้อยผู้นี้หลอกให้กินจนเปิดช่องว่างให้ม้าของเด็กน้อยรุกฆาตเป็ที่เรียบร้อย
"เเพ้...อีกเเล้ว"
"ลูกของท่านยังฉลาดกว่าเลยนะ อะเซ่รูปี เเต่ว่าอย่าเสียใจไปเลย ถ้าหากการาครั้งนี้ไม่มีท่านมาช่วยคุมทัพข้าคงไม่สามารถตีเมืองหลายเมืองมายังที่นี้ได้ ใช้เวลาเกือบสองปีเเท้ๆ"
"ถ่อมตัวเกินไปเเล้ว" ชายเฒ่าก้มศรีษะเล็กน้อยเเละยิ้มอย่างชอบใจ
"ตอนนี้ท่านไปนำทัพได้เเล้ว ประตูผีจะได้ทลายลง"
"ขอรับๆ"เสียงคล้อยๆของชายเเก่ดังขึ้นอย่างนุ่มนวลราวกับว่า ตาเเละหลานกำลังคุยกันเเต่ทว่าคราวนี้มันกลับตาลปัตรเด็กวัยรุ่นตั้งหากที่เปรียบเสมือนตาเฒ่า เเละตาเฒ่าเปรียบเสมือนเด็กวัยรุ่นที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ เด็กน้อยมองตามหลังตาเฒ่าจนลับสายตา ร่างกายที่นั่งหลังเหยีดตรงอย่างสง่าห่อเหี่ยวผ่อนคลายลงในทันที นายมังถอนหายใจ
"ดูท่าคราวนี้จะไม่ง่ายเหมือนคราวก่อนเเฮะ การตีกรุงศรีเนี้ย? คราวนี้มีใครอัญเชิญมาอีกกันนะ"นายมังเดินออกจากเก้าอี้นั่งไปที่โต๊ะทำงานของเขา ด้านหลังโต๊ะทำงานเขามีกระดานขนาดกว้าง3คูณ3เมตรถูกคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำ
ฟุบ
นายมังดังผ้าคลุมออก
"ต้องรีบหาตัวให้เจอ" กระดานที่ใช้ขีดเขียนเเผนการ ปากกาหมึกซึมเเละรูปวาดเหมือนมีบุคคลหลายคนถูกลากเป็เส้นเชื่อมโยงเเละเหตุผลที่ชัดเจน รวมถึงบุคคลที่ขีดฆ่ากากบาทว่าตายไปแล้วด้วยเเต่ว่าไม่สามารถมองเห็นได้เนื่องจากห้องนั้นมืดเกินไป มีเพียงเสียงจากตะเกียงที่ส่องสว่างให้เห็นข้อความเพียงเล็กน้อยบนกระดาน ซึ่งบุคคลในภาพเหมือนที่เป็เป้าหมายถัดไปคือใบหน้าของขามในโลกก่อน เเละเขียนข้อความเล็กๆด้านข้างภาพว่าตัวเเปราครั้งใหญ่
ณ อู่เรือรบ
ทางด้านพระยาพิชัยที่นำทหารกว่า3หมื่นเข้ามาประจำการที่เเห่งนี้ เเละสั่งให้ทหารเตรียมพร้อมรบตลอดเวลาโดยพระยาพิชัยเดินออกไปดูสถานการ์ณกับเเม่ทัพไม้เลี้ยว พวกเขามีบรรดาศักดิ์เท่ากัน เเต่ในาครั้งนี้ไม้เลี้ยวได้หายตัวไปในระหว่างลาดตระเวน กำลังพลในการาจึงตกอยู่กับพระยาพิชัยเเละนายหนวดเขี้ยวอย่างกองละ3หมื่นนาย
ในระหว่างนั้นกองทัพอารัคขาเเม่ทัพ ทั้ง12นายเดินตามพระยาพิชัยไปทุกที่เพื่อป้องกันการลอบสังหาร ทหารทั้ง12นายสวมเกราะอาภรณ์เป็สง่านัก สวมชุดเกราะที่ทำจากเหล็กทมิฬผิวด้านเเละสวมหมวกเหล็กทรงระฆังบานบนหัวมียอดพุ่มดอกบัวเเหลมคมสีทองสลักลายกนก เเละพันผ้าสีดำปิดบังตั้งเเต่คางจนถึงจมูกเผยให้เห็นเพียงดวงตาทั้งสองบนใบหน้าเท่านั้น เเละบริเวณกลางเกราะบริเวณกายาสลักครุฑทองสยายปีกเอาไว้งดงาม คาดผ้าเเดงรอบเอวเเละมีเกราะบริเวณเเขนข้าเป็ชั้นๆเเนวยาว3-4ชั้นคล้ายปล่องของเเมงป่อง
ตอนนั้นพระยาพิชัย เหมือนกำลังนั่งเหม่อมองบ่อน้ำนิ่งที่สะท้อนกับเเสงจันทร์ เหมือนเขาพยายามจะไขว่ขว้าดวงจันทร์ที่ปรากฏบนผืนน้ำเเต่ทว่ายิ่งพยายามไขว่ขว้ามัน ดวงจันทร์ในเเอ่งน้ำมันก็ยิ่งมืดมัว ดูเเล้วเขาก็มีมุมเหมือนเด็กเช่นกัน เสียงพลุเมืองดังขึ้นตามมาด้วยเสียงระฆังฉุกเฉินในระหว่างที่พระยาพิชัยกำลังผ่อนคลายใจกับดวงจันทร์บนพื้นน้ำ
เขาก็รีบควักน้ำในเเอ่งนั้นมาล้างหน้า ตัวของพระยาพิชัยหันหลังให้เเละนั่งบนหินเล็กๆ เขาได้ยินเสียงพลุฉุกเฉินหรือก็คือหากพลุฉุกเฉินดังขึ้นไม่ว่าเกิดเหตุอันใดต้องกลับไปที่เมืองอย่างเด็ดขาดหากขัดขืนตามกฏหมายทหารจะถือเป็การก่อฏ
"ไปสั่งขุนทุกนายให้ประจำการทัพอยู่ที่นี้ ใครขัดคำสั่งข้าจะฆ่าให้ตายด้วยน้ำมือของข้าเอง"พระยาพิชัยพูดเสียงหนักเเน่น
ทหารองครักษ์ทั้ง12นายทำที่ท่าเป็ไม่ได้ยิน พวกเขาคิดว่าหูฝาด
"ไม่ได้ยินรึไง? ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามกลับเข้าเมืองนี้เป็ราชโองการของกษัตริย์หากขัดขืดจำต้องตาย!"
"เดี๋ยวท่านพระ?"นายทหารองครักษ์นายหนึ่งเงอะงะไม่เชื่อหูของตนเองจนอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา เเต่ยังไม่ทันจบประโยคดาบของพระยาพิชัยก็เข้ามาประชิดลำคอของนายทหารผู้นั้นตั้งเเต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หากดาบของทหารองครักษ์ผู้หนึ่งไม่ขยับเข้ามาขัดขวางคมดาบพระยาพิชัยเกรงว่าทหารองครักษ์นายนั้นคงจะมิได้อยู่บนบ่าเป็เเน่
เพล้งงง!!
เสียงดาบปะทะกันเพิ่งดังออกมา เเต่ทว่าทหารองครักษ์อีก10คนที่เหลือก็ชักดาบออกมาจ่อคอนายทหารองครักษ์คนที่เอาดาบมาขวาง "หยุดนะ! ข้าเป็ถึงเเม่ทัพกองที่2เเห่งนครอโยธยา ไม้เลี้ยว!" ดวงตาเฉียบคมเพียงเเค่เหล่ตามองไปรอบๆทหารองครักษ์ทั้งสิบก็ทำเอาเย็นหลังวาบไปชั่วครู่"ลดดาบ!!!" ทหารองครักษ์ทั้ง10รีบเก็บดาบเเละคุกเข่าก้มหัวเเนบพื้นทันใด
นายทหารองรักษ์คนนั้นดึงหมวกเหล็กออก ผมสีเหลืองทองยาวถึงหลังเเผ่สยายออกดวงตาสีฟ้าน้ำข้าวคมเข้มของเขาช่างเข้ากับบรรยากาศอันสงบเงียบบริเวณนี้นักใบหน้าที่ขาวอมชมพูราวกับลูกขุนนางผู้ดีเเต่ทว่าจมูกที่โด่งเป็ล่ำเป็สันนั้นยังดูเเปลกตา
ใบหน้าของเขาครึ่งนึงถูกชโลมด้วยเเผลเป็ไปไหม้ กลับกันใบหน้าที่พวกเขาไม่เคยได้เห็นคล้ายฝรั่งเเต่ก็ไม่ใช่ เหมือนชายอโยธยาเเต่ก็ไม่เชิง เเต่ที่เเน่นอนชายคนนี้หากเห็นเพียงเเค่ครึ่งเดียวนั้นมีเเต่สาวๆต้องหลงรักในสายตาเเรกเป็เเน่
"เเกเป็พวกโปรตุเกสรึ?" พระยาพิชัยพูดด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ ปลายคิ้วเขาขมวดกัน
"ตาสีฟ้าราวคนตายคับเเค้น ผมสีเหลืองซีดเหมือนต้นหญ้าที่ถูกพิษจนเหี่ยวเฉา ผิวสีชมพูที่ดูสุขสมในความสิ้นหวัง"ชายองครักษ์คนนึงพูดอย่างไม่เชื่อสายตาว่าเเม่ทัพที่เกลียดการออกมาปรากฏตัวเเละเผยโฉมหน้าที่เเท้จริง อยู่ข้างเขาตลอดมาเกือบ3ชั่วยามโดยที่เขาไม่เอะใจ หากเเม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ตนนี้ไม่ปรากฏ เกรงว่าชีวิตข้าคงดับสิ้นเเล้วเเท้ๆ
"ไม่ผิดเเน่ ขุนพลผู้พริวไหวราวสายลม ดำเนินทัพราวกับหายเข้าไปในกลีบเมฆ เเม่ทัพตาขาวไม้เลี้ยว"องครักษ์ที่ก้มหัวเอ่ยฉายาต่อจนเสร็จสับ
"ปูชื่อมาซะดิบดี ให้ตายเถอะไหงฉายาตรูเป็เเบบนี้ฟร่ะ?"ไม้เลี้ยวหันมาเรียกร้องความเป็ธรรมในฉายาตนเอง เเสดงท่าทีไม่พอใจต่อทหารองครักษ์ที่พูดฉายาต่อ"เเม่ทัพตาขาว ไม่เท่เล๊ย!ปัดโถ่?"เเม่ทัพจันขาวเเก้มป่องเเสดงอาการไม่พอใจดึงมือทหารองค์รักษ์ขึ้นมาเเละกระซิบข้างหูดังๆ
"จำไว้นะ ตั้งเเต่นี้ชื่อข้าคือขุนพลสุดหล่อเกรียงไกรใครก็รัก ไม้เลี้ยว!"ไม้เลี้ยวโพสเเอ็คหล่อทีนึง เหล่าทหารองค์รักษ์ก็ได้เเต่เซ็งเเละคิดไปตามๆกัน
'''ที่ว่า เเม่ทัพไม้เลี้ยวขี้โม้นี้โคตรจริง!'''
ไม้เลี้ยวหันกลับมาทำหน้าซีเรียสอีกครั้ง"นี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? ทองดีเเกบอกข้ามาได้เเล้วไอ้น้อง"ไม้เลี้ยวเอียงคอ
"ศึกครั้งนี้ต่อให้จะเกิดปาฏิหารย์ติดต่อกัน3ครั้งรวดก็มิเเน่ว่าชนะ"ใบหน้าที่เพิ่งอาบน้ำจากบ่อของพระยาพิชัยมีหยดน้ำใหลลงมาจากเบ้าตา ทหารหลายคนเเยกเเยะไม่ออกว่านั้นเป็น้ำตาที่ใหลออกมา หรือเป็น้ำบึงที่เพิ่งล้างหน้า เเต่ทว่าไม้เลี้ยวที่รู้จกพระยาพิชัยเป็ยอย่างดีรู้เเน่ชัดว่านั้นไม่ใช่น้ำในบ่อ