ยามเฉินของเช้าวันนั้นลานหน้าศาลผู้เฒ่าแน่นขนัดกว่าทุกครั้ง แดดยังอ่อน แต่อากาศหนักด้วยความคาดหวังเสมียนกลางจัดโต๊ะเตี้ย 3 ตัววางเรียงกัน ข้างบนมีหีบเล็กปิดครั่งเรียงเป็แนวถุงผนึกของกลางวางเรียงตามหมายเลข มีทั้งลูกดอกเคลือบน้ำยา ครั่งสีแดงคล้ำที่ตักจากไหของโรงช่างเก่าผ้าพันมือคราบครั่ง ใบลูกดอกหัก ชิ้นกระดาษกาวคราบน้ำมัน สมุด “รับ–จ่ายเงา”ที่ยึดได้ และจดหมายครึ่งฉบับที่ตัดคำไว้ชัดเจนผู้เฒ่าคนกลางนั่งบนตั่งไม้ด้านหน้า ด้านซ้ายมีชายชรากระดิ่ง เถ้าเรือกวงและเ้าของโรงขนมยืนเป็พยานสาธารณะ ด้านขวามีอู๋ ผู้แทนจากเมืองชายแดนยืนสงบสีหน้าเข้ม แต่ไม่ก้าวล้ำ
ผู้ประกาศยกฆ้อนไม้ขึ้นทุบ 1 ครั้ง เสียงดังกังวานไปถึงท่าน้ำ
“เปิดเวทีชี้ขาดของตระกูลลู่ในเช้ายืนยันว่าการอ่านวันนี้ต่อหน้าประชาชนและพยาน 3 คน”
เสมียนกลางลุกขึ้นเขาลูบปลายพู่กันให้เรียบ แล้วชี้ไปยังถุงผนึกใบแรก
“ของกลางหมายเลข1 ลูกดอกเคลือบน้ำยา ที่ปักไหล่ซ้ายของอาหยินในคืนเกิดเหตุ เปิดผนึกต่อหน้า”
เขาแกะเชือกปากถุงแย้ม ลูกดอกเหล็กขนาดเล็กกลิ้งลงบนผ้าขาว เงาสีดำยังติดอยู่ตรงปลายหญิงสาวหลายคนเบือนหน้า อาหยินเองยืนอยู่ด้านหลังเหม่ยหลิง มือขวาจับชายเสื้อแน่นแต่สายตาไม่หนี
เสมียนกลางชี้ต่อไปยังถุงที่2 และ 3
“ของกลางหมายเลข2 ครั่งสีแดงคล้ำจากหน้างาน และหมายเลข 3 ผ้าพันมือคราบครั่งจากตรอกคด”
เขาเปิดให้เห็นของภายในแล้วอ่านบรรทัดบันทึกยาวที่เรียงต่อกันมา ั้แ่คืนไฟลุกหน้าคลัง การใช้กระดิ่ง 2ครั้งถอยครึ่งก้าวตั้งโล่ กลอง 1 ครั้งคุมพื้นที่จนถึงการติดตามร่องรอยถึงโรงช่างเก่าของหยางอี้ การเปรียบกลิ่นและสีครั่งการเก็บจดหมายครึ่งฉบับ ตลอดจนการเรียกตัวเจิ้งต่อหน้าเมื่อวาน
ผู้ประกาศหันไปยังฝูงชน
“เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าที่กลางลาน”
ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดในชุดทำงานสีหม่นก้าวออกมาหยางอี้คำนับอย่างตื้น ๆ ถัดจากนั้น เจิ้งในชุดสะอาดกว่าเล็กน้อย แต่ตาหลุกหลิกเดินตามออกมา ปิดท้ายด้วย “ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก” สวมผ้าโพกอย่างผู้ดีท่าทีสุขุม แต่กรามแข็ง
ผู้เฒ่าคนกลางพยักหน้าแล้วกล่าวสั้นชัด
“วันนี้ตระกูลลู่จะชี้ขาด ‘รอบแรก’ ต่อความผิดที่เกิดขึ้นในบ้านของตนสิทธิ์ชี้ขาดอยู่ในขอบเขตกฎของตระกูล ไม่ทับกับอำนาจเมือง แต่หากโยงข้ามเขตจะทำสำเนาส่งเมืองทันที”
สายตาทั้งลานหันมาที่ลู่หานเขาก้าวออกมายืนข้างโต๊ะอ่าน สีหน้านิ่งและแน่วแน่ เหม่ยหลิงยืนข้างเขาอู๋ขยับมาครึ่งก้าวแสดงตนเป็พยานร่วม
ลู่หานพูดสั้น
“ขออ่านตามลำดับและให้คนทีละฝ่ายชี้แจงต่อหน้า”
เสมียนกลางชี้ถุงผนึกหมายเลข4 แล้วเปิดชิ้นกระดาษกาวคราบน้ำมันให้ทุกคนเห็น
“นี่คือชิ้นส่วนกระดาษกาวที่พบติดคราบน้ำมันจากหน้าคลังในคืนเกิดเหตุไฟลามเร็วเพราะแผ่นนี้ติดอยู่ใต้ชายคา ห่างจากกลอนประตูเพียง 2 ่ฝ่ามือ”
ชายชรากระดิ่งพยักหน้า
“ข้าเห็นไฟลามตามแผ่นนี้ขึ้นจริง”
เถ้าเรือกวงเสริมเสียงทุ้ม
“กลิ่นน้ำมันนั้นแรงคนที่สาดเตรียมไว้ก่อนแล้ว”
เสมียนกลางยกถุงผนึกหมายเลข5 เปิดจดหมายครึ่งฉบับ อ่านคำที่ยังเหลือให้ได้ยินทั่ว
“...ให้ลุกก่อนยามดึก...อย่าให้คุมได้ จง...”
เขาวางจดหมายลงกลางโต๊ะแล้วชี้ไปที่หยางอี้
“หยางอี้ท่านให้การวานนี้ว่าจะมาชี้แจงต่อหน้า ขอให้พูดอีกครั้ง”
หยางอี้ยกมือขึ้นสูดลมหายใจ
“ข้าทำครั่งสีแดงคล้ำตามขั้นตอนที่ลูกค้าระบุขายให้คนชื่อเจิ้งหลายครั้ง คืนก่อนเขามารับแต่หัวค่ำข้าเห็นจดหมายครึ่งฉบับที่แนบมากับคำสั่งครั่ง เขาบอกว่าใช้ติดงานตะเกียงข้าโง่เองที่ไม่ถามให้ชัด”
เจิ้งยิ้มเยาะน้อยๆ แต่ยังนิ่ง ไม่แทรก
เหม่ยหลิงถามเสียงเรียบ
“ท่านเห็นตัวหนังสือเดียวกับในครึ่งฉบับนี้หรือไม่”
“ใกล้เคียงกันมาก”
เสมียนกลางจดคำและเว้นช่องลงนิ้วครั่งให้หยางอี้แตะยืนยันลู่หานพยักหน้า แล้วหันไปยังเจิ้ง
“เจิ้งท่านเป็คนรับส่งของของผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก รับครั่งจากหยางอี้หลายครั้งและซื้อหัวลูกดอกด้วย คืนก่อนได้ส่งครั่งต่อให้ผู้ใด”
เจิ้งเชิดคางเล็กน้อย
“ข้าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาใครให้ส่ง ก็ส่ง จะถามไปถึงไหน”
“ผู้บังคับบัญชาของท่านคือใคร”
เจิ้งเว้นจังหวะแต่ตอบในที่สุด
“ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก”
เสียงฮือดังขึ้นแต่สงบลงเมื่อผู้ประกาศยกมือ ผู้เฒ่าคนกลางพยักหน้าให้เสมียนกลางจดถ้อยคำครบทุกคำแล้วจึงหันไปยัง “ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก”
ผู้ดูแลเงยหน้าชายผ้านุ่มที่บ่าขยับเล็กน้อย
“ข้าไม่เกี่ยวข้องกับการลอบเผาถ้ามีคนรับของจากเจิ้ง ก็เป็การซื้อใช้สำหรับงานคลังตามปกติ ของที่เรียกว่า‘หัวลูกดอก’ เป็ของที่มีขายทั่วไป ใครก็ซื้อได้”
เหม่ยหลิงไม่ยอมให้คำลอย
“แล้ว‘สมุดรับ–จ่ายเงา’ เล่มนี้ที่ยึดได้จากเรือนของท่านล่ะ”
เสมียนกลางเปิดสมุดเผยลายมือที่เขียนตัวเลขและชื่อย่อเป็รหัส เส้นแยก “ข้างนอก” กับ “ข้างใน” ชัดเจนเหม่ยหลิงชี้บรรทัดที่วงสีแดง “ชำระค่าครั่งแดง 2 ไห ผ่าน เจิ้ง–โรงช่างเก่า”และอีกหน้าที่เขียน “ลูกดอกชุดเล็ก 30 ดอก ผ่าน เจิ้ง”
ผู้ดูแลหน้าตึง
“สมุดนี้อาจถูกสอดไส้”
อู๋พูดเรียบแต่หนักแน่น
“คำว่า‘สอดไส้’ ขอให้พูดพร้อมหลักฐาน ข้าอยู่ในเหตุที่โรงช่างเก่าเห็นไหครั่งที่กลิ่นสีเดียวกันกับหน้างาน และเห็นจดหมายครึ่งฉบับนี้เองวันนี้ขอให้จดว่า ข้ายืนยันต่อหน้า”
เสมียนกลางจดและให้ลงชื่อพยานพร้อมจุดนิ้วครั่งอู๋จรดนิ้วลงเงียบ ๆ ลู่หานผายมือไปยังถาดเล็กที่วางแหวนโลหะกลมมีสลักตราตระกูล
“นี่คือแหวนประจำตำแหน่งผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลักที่ยึดได้ในคืนจับสดก่อนหน้า อยู่กับคนของท่าน”
ผู้ดูแลขยับตัวครั้งแรกเต็มๆ
“แหวนอาจถูกขโมยไปก่อนข้าเองก็เพิ่งหาไม่เจอ”
เสียงซุบซิบดังอีกครั้งเหม่ยหลิงหันไปมองผู้เฒ่าคนกลาง สายตาซึ่งใจเย็นอยู่เสมอเริ่มเข้มขึ้น
เสมียนกลางยกแผ่นบันทึกใหม่
“ขอเรียกเสมียนผลัดเวร2 คนที่เคยชี้แจงเื่ ‘ตรายกเว้นตรวจ’ เมื่อวันก่อน”
เสมียนผลัดเวรทั้ง2 ก้าวมานั่งเก้าอี้ว่าง พวกเขาหน้าซีด แต่ยอมรับด้วยเสียงสั่นคลอ
“ยามนั้นข้าเปิดห้องเก็บตราให้ ‘ผู้ช่วยหัวหน้าคลัง’ โดยไม่มีคู่กำกับเพราะเขาบอกว่าเร่งด่วน”
เสมียนกลางย้ำ
“คืนเดียวกันนั้นมีการยืมตราวงในอีกครั้งเมื่อ 3 คืนก่อนด้วยใช่หรือไม่”
“ใช่”
ผู้เฒ่าคนกลางยกมือให้ทั้งคู่ถอยแล้วกล่าวกับผู้ดูแลตรง ๆ
“เส้นทางคำสั่งและของกลางเรียงกันชัด หากท่านยังบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยต้องยอมรับว่ามี‘การใช้ตราและของในคลัง’ โดยไร้คู่กำกับในเรือนท่าน”
ผู้ดูแลเงียบหยักไหล่เล็กน้อย แววตาไม่หลบ แต่ไม่ยอมรับตรง ๆ
ลู่หานเลื่อนเท้าก้าวเล็กน้อยแล้วพูดเสียงเรียบแต่ชัด
“ตระกูลรองจะไม่ตัดสินด้วยความโกรธแต่ด้วยของกลางและคำต่อหน้า ข้าขอเสนอให้ตระกูลลงมติ 3 ประเด็น
ผู้ประกาศยกฆ้อนไม้
“ผู้เฒ่าทั้งหลายโปรดลงความเห็นทีละข้อ”
ผู้เฒ่าคนกลางมองซ้ายขวาสมาชิกผู้เฒ่าที่นั่งเรียงอยู่ด้านหลังพยักหน้าตามกัน เขาพูดสั้น
“ข้อที่1 เห็นชอบ”
เสียงทุ้มจากฝูงชนดังรับ
“ข้อที่2 เห็นชอบ แต่งตั้ง ‘คณะรักษาการคลัง’ 3 คนชั่วคราว ประกอบด้วย เสมียนกลางเหม่ยหลิง และเถ้าเรือกวง เพื่อกันข้อครหาเื่ผลประโยชน์”
ผู้คนพยักหน้าเถ้าเรือกวงยกมือรับ สายตาหนักแน่น เหม่ยหลิงไม่ปฏิเสธ แต่กล่าวเบา ๆ
“จะทำทุกอย่างต่อหน้า”
ผู้เฒ่าคนกลางกล่าวต่อ
“ข้อที่3 เห็นชอบ ให้ทำสำเนา 3 ชุด ส่งเมือง เรือนรอง และคณะผู้เฒ่า”
ผู้ประกาศยกฆ้อนไม้ทุบ 2 ครั้ง แปลว่ามติผ่านครบถ้วน
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก:‘ชำระตระกูลรอบแรก’ สำเร็จตามรูปแบบต่อหน้า]
[รางวัล:สิทธิ์ “กุญแจตรวจคลังชั่วคราว” ให้ลู่หาน 30 วัน พร้อมแบบตรวจ 7 วัน]
[คำแนะนำ:เรียงบานบัญชี เปิดป้าย ‘บัญชีสาธารณะ’ รายการทรัพย์ที่ยึดคืนภายใน 1 วัน]
ลู่หานรับรู้เพียงเข็มขาวหนึ่งวูบในสายตาเขาพยักหน้าให้เสมียนกลาง
“เริ่มการยึดคืนต่อหน้า”
เสมียนกลางเปิดหีบเล็กอีกใบหยิบแผ่นบัญชีไม้ไผ่ที่เขียนหัวว่า “บัญชีคืนคลัง” เขาอ่านทีละบรรทัด
“ข้าวสาร62 ถัง เกลือ 45 กระสอบ แป้ง 38 กระสอบ เหล็กแท่ง 24 แท่ง ผ้าใบเรือ 17 ม้วนดินปืน 5 ไห หัวลูกดอก 90 ดอก ครั่งสีแดงคล้ำ 2 ไห เงินเหรียญรวม 1 ถุงใหญ่”
ทุกครั้งที่อ่านพวกยามยกของจากหีบหรือจากรถเข็นที่รออยู่มาวางตรงหน้าแล้วปั๊มตราเรือนรองลงบนป้ายผ้าขาวแยกของ ยามชูของให้คนทั้งลานเห็นเถ้าเรือกวงขานเสียงดัง
“เห็นและได้ยิน”
ชายชรากระดิ่งขานตาม
“เห็นและได้ยิน”
เ้าของโรงขนมยกเสียงตาม
“เห็นและได้ยิน”
เสียงรับสามจังหวะทำให้บรรยากาศหนักแน่นและตอกหมุดความจริงลงกับพื้น
ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลักยืนแข็งแววตาชนกับฝูงชนแล้วถอยไปครึ่งก้าว เจิ้งกลืนน้ำลาย หยางอี้ก้มหน้าเหม่ยหลิงหรี่ตา มองไปที่มุมแถวซึ่ง “ผู้ช่วยหัวหน้าคลัง” ยืนหลบอยู่
เหม่ยหลิงเอ่ย
“ผู้ช่วยหัวหน้าคลังขอให้ท่านชี้แจงเื่การยืมตราวงใน 2 ครั้งที่ไม่มีคู่กำกับ”
ชายผู้นั้นขาสั่นน้อยๆ แต่ก้าวออกมา
“ข้า…ทำตามคำสั่งด้วยปากข้าโง่ที่ไม่ขอชื่อคู่กำกับ”
“คืนนี้ท่านจะถูกกักบริเวณที่เรือนกลาง3 คืน ห้ามเข้าใกล้คลัง และให้ชี้แจงเส้นทางตราที่ใช้ทุกครั้งในรอบ 10วันย้อนหลัง”
ผู้เฒ่าคนกลางรับคำแล้วเคาะฆ้อนไม้ 1 ครั้งเป็สัญญาณให้บันทึกโทษทางวินัย เสมียนกลางจดต่อทันที
อู๋ยกมือกล่าวในฐานะผู้แทนเมืองชายแดน
“ขอรับสำเนาทั้งหมดและขออนุญาตนับร่วมตรง ‘ดินปืน 5 ไห’ เพราะเกี่ยวกับความมั่นคงเมืองชุดของกลางที่เป็อาวุธ ขอผนึกตราสองฝ่าย”
ลู่หานพยักหน้า
“ทำต่อหน้า”
เสมียนกลางวางดินปืน5 ไหไว้กลางโต๊ะ ผนึกตราเรือนรองและตราเมือง ใช้ครั่งหยดหนาพิเศษ แล้วให้พยาน 3คนแตะนิ้วกำกับ อู๋ลงนิ้วท้ายสุด สีหน้าครุ่นคิดแบบคนชินกับระเบียบ
เมื่อการยึดคืนเสร็จผู้ประกาศชูป้าย “บัญชีสาธารณะ” ใบใหม่ ข้างบนเขียนด้วยเส้นหนา“รายการทรัพย์คืนคลัง วันแรก” ตัวเลขเรียงตรงแผ่นไม้เหม่ยหลิงสั่งให้ติดบนเสาไม้ข้างลานให้คนเดินผ่านอ่านได้ตลอดวัน
ผู้คนเริ่มคลายไหล่หลายคนยิ้มให้กันอย่างโล่งใจ อาหยินมองรายการดินปืนแล้วกัดริมฝีปากเบา ๆเธอหันไปกระซิบกับลู่หาน
“ถ้ามีคนคิดก่อเื่อีกของพวกนี้จะเป็ภัย”
“เราจะเก็บแบบสองตราคุมด้วยเวรและพยาน 3 คนทุกครั้งที่ขยับ”
เหม่ยหลิงมองหน้าลู่หานแวบหนึ่งแล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“งานในบ้านเราปิดรอบแรกแล้วแต่เส้นยังชี้ขึ้นไปถึงเมืองชายแดน”
ผู้เฒ่าคนกลางเสริมเอง
“ตระกูลจะไม่หยุดแค่ในรั้วให้เปิดปลอกไม้ไผ่ที่ส่งมาพร้อม ‘สมุดรับ–จ่ายเงา’”
เสมียนกลางยกปลอกไม้ไผ่ใบหนึ่งที่ผูกด้ายแดงเปิดออก มีซองจดหมายแบนอีกซองหนึ่ง ผนึกครั่งเล็กประทับรอยตราเลือน ๆเขาผละผนึกออกอย่างระวัง แล้วคลี่แผ่นกระดาษ ้ามีหัวข้อสั้น“ทางผ่านตะวันตก–ค่ำ” ข้างล่างเป็บรรทัดตัวเลขรหัส กับจุดหมาย “ด่านหินงอก”และหางแถวสุดท้ายมีคำว่า “ถวายส่วน” ต่อด้วยคำที่เห็นชัด “ท่านผู้ว่าการ”
คนทั้งลานเงียบลงเหมือนลมพัดผ่านแล้วหายไป ผู้ประกาศเก็บมือที่ถือฆ้อนไม้แน่นขึ้นเล็กน้อย
อู๋ขยับก้าวเงยหน้าแล้วพูดช้า ๆ
“คำว่า‘ถวายส่วน’ ต่อท้ายตำแหน่ง ไม่ใช่คำของพ่อค้าธรรมดา นี่เป็ร่องรอยเส้นส่วยข้ามเขตหากคณะผู้เฒ่าจะตั้งคณะสอบข้ามเขต เมืองพร้อมร่วมมือ”
ผู้เฒ่าคนกลางหันไปทางลู่หาน
“เ้าจะว่าอย่างไร”
ลู่หานตอบทันที
“ทำสำเนาจดหมายฉบับนี้3 ชุด ส่งเมือง คณะผู้เฒ่า และเก็บที่เรือนรองส่วนตัวข้าจะนำชุดหนึ่งเดินทางไปชายแดนด้วย คำขอคือ ขอ‘ตราตระกูลพิเศษสำหรับสอบข้ามเขต’ เพื่อเปิดด่านอย่างไม่ถูกขัด”
ผู้เฒ่าคนกลางนิ่งชั่วครู่แล้วยกมือ
“อนุญาตให้ตราพิเศษที่มีอำนาจเทียบ ‘สอบข้ามเขต’ แก่ลู่หาน มีผล 30 วัน”
เสียงฮือรับดังขึ้นอีกครั้งหลายคนหันไปมองทางทิศตะวันตกซึ่งเป็ทางสู่ชายแดน
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก:ได้รับ ‘ตราสอบข้ามเขต’]
[รางวัลพิเศษ:แผนเดินทางปลอดภัย 3 เส้นทาง พร้อมรายชื่อจุดพักที่น่าเชื่อถือ]
[คำเตือน:เมื่อออกจากรั้วตระกูล แรงโต้กลับจะเปลี่ยนรูปแบบ เตรียม “กฎผ่านทาง”ให้พ่อค้า–ยามเดินตาม]
ผู้ประกาศทุบฆ้อนไม้1 ครั้ง
“เวทีชี้ขาดเช้านี้ยุติตระกูลประกาศผลเป็ภาษากลาง ยึดทรัพย์คืน ปลดผู้ดูแลโรงเก็บของตั้งคณะรักษาการคลัง 3 คน และเปิดทางสอบข้ามเขตต่อเมือง”
ฝูงชนค่อยๆ แยกย้าย แต่หลายคนยังยืนอ่าน “บัญชีคืนคลัง” ที่ปักอยู่ข้างเสาอาหยินประคองหญิงชราไปนั่งพัก เ้าของโรงขนมแจกขนมงาให้เด็ก ๆ อีกครั้งเถ้าเรือกวงเดินไปริมท่าน้ำ สั่งให้ลูกเรือเตรียมเรือ 2 ลำสำหรับขนของไปคลังใหม่เหม่ยหลิงตรวจแผ่นบันทึกจนครบ แล้วหันไปพูดกับลู่หานเบา ๆ
“เราต้องปิดปลายทางให้เร็วที่สุดก่อนออกเดินทางคืนนี้เปิดบัญชีคลังใหม่ต่อหน้าคนอีกครั้ง แล้วแปะตารางเวร 3 ชั้นไว้”
“ทำตามนั้น”
ครั้นบ่ายแก่ลู่หาน เหม่ยหลิง และเสมียนกลางเข้าไปตรวจคลังที่ถูกยึดคืนกลิ่นควันจากคืนก่อนยังหลงเหลือที่ซุ้มประตูไม้ แต่วัสดุเปียกน้ำแห้งไปมากแล้วลู่หานเดินนิ่ง ๆ ตรวจกลอน ตรวจผนึกครั่งใหม่ตรงปากกุญแจมีตราเรือนรองและตราเมืองซ้อนทับกัน เสมียนกลางชูตะเกียงเล็กให้แสงพอเห็นมุมอับเหม่ยหลิงนับถังดินปืนอีกครั้ง
“ครบ5 ไห”
เธอหยุดแล้วเอ่ยช้า
“ระหว่างที่เราไปชายแดนคลังนี้ต้องไม่เป็ช่อง บัญชีผ่านทางต้องชัด”
ลู่หานยกมือแตะปากกุญแจแล้วทอดสายตามองแผ่นป้าย “บัญชีสาธารณะ” ที่แขวนอยู่หน้าคลังอีกแผ่นถูกทำเพิ่มเขียนหัว “กฎผ่านทาง” ข้อสั้น ๆ ชัดเจน
“ข้อ1 ของผ่านคลังทุกชิ้นต้องลงชื่อผู้คุมสินค้า เวลา ต้นทาง ปลายทาง ต่อหน้าพยาน 3 คน
ข้อ 2 ของอาวุธและดินปืน เก็บแบบสองตราเปิดด้วยคน 2 ฝ่าย
ข้อ 3 คนทำผิด จะถูกอ่านชื่อ 7 วันและตัดผ่านทาง 30 วัน”
อาหยินเดินเข้ามาช้าๆ แม้าแดีขึ้นมากแล้ว เธอถือถ้วยยาสมุนไพรให้เหม่ยหลิง แล้วหันมาทางลู่หาน
“ท่านจะออกเมื่อใดเ้าคะ”
“อีกไม่เกิน3 วัน”
“ข้าจะเตรียมเสบียงยาแผ่นผ่านทาง และผ้าพันแผล”
“ดี”
เขายิ้มบางๆ แล้วหันไปทางเถ้าเรือกวงที่ยืนอยู่ตรงชายคา
“ขอเรือ1 ลำ ไปถึงท่าด่านหินงอก อีก 1 ลำให้คอยรับข่าวทุก 3 วัน”
“รับคำ”
ยามเย็นลานหน้าศาลผู้เฒ่าเงียบลงอีกครั้ง โต๊ะเตี้ยถูกตั้งขึ้นใหม่เสมียนกลางเปิดแผ่นบันทึกแผ่นยาวขึ้นหัวว่า “บัญชีคลังเปิดต่อหน้าวันแรกหลังยึดคืน” เขาอ่านรายการคงเหลือแต่ละหมวด พร้อมรายชื่อผู้รับผิดชอบย่อยเหม่ยหลิงยืนประกาศ “ตารางเวร 3 ชั้น” จนครบ คนเวรผลัดดึกยืนรับหน้าที่ข้างป้ายอย่างไม่อิดออด
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก:โครงคุ้มคลังหลังชำระตั้งขึ้นแล้ว]
[รางวัล:สิทธิ์ “ตั้งเวรผ่านทาง” 3 เส้นหลัก โดยไม่ต้องรออนุมัติผู้เฒ่าใน่ 7 วันแรก]
[คำแนะนำ:ก่อนออกเดินทาง จัด ‘เวทีสั้น’ อ่านเส้นทางไปชายแดนและเปิดให้พ่อค้าร่วมคาราวานตามกฎ]
ลู่หานพยักหน้าให้เหม่ยหลิงเธอเข้าใจทันที
“พรุ่งนี้ยามเฉินเราจะตั้งเวทีสั้น เชิญพ่อค้าร่วมทาง แต่ทุกคนต้องยอม ‘กฎผ่านทาง’ ของเรา”
อู๋เดินมาหยุดใกล้ๆ เขายกมือคำนับ
“เมืองจะส่งคนประกบ2 นายไปด้วย ข้าจะมอบตราหน้าด่านให้พวกเขาพก ช่วยเปิดทางตามกฎ”
“ขอบคุณ”
คืนนั้นลู่หานกลับสู่เรือนเล็ก เงียบพอให้ใจฟังเสียงลมหายใจตนเองเขาวางพู่กันหน้ากระดานบันทึก แล้วเขียนบรรทัดประจำวัน
“ยึดคืนทรัพย์เข้าคลังปลดผู้ดูแล ตั้งคณะรักษาการคลัง 3 คน”
“เปิดบัญชีสาธารณะ ‘รายการคืนคลัง’ และ‘กฎผ่านทาง’”
“เจอจดหมาย ‘ถวายส่วน’ชี้ถึงท่านผู้ว่าการเมืองชายแดน”
“ได้ตราสอบข้ามเขต 30 วันเตรียมออกเดินทางภายใน 3 วัน”
เขามองปลายพู่กันที่ยังชื้นหมึกแล้วได้ยินเสียงเท้าเบา ๆ หน้าประตู อาหยินถือชามข้าวต้มร้อนเดินเข้ามา เธอยิ้มบาง
“ท่านยังไม่ได้กินอะไรเลย”
“ขอบใจ”
เขารับชามกินช้า ๆ กลิ่นข้าวหอมอ่อนเหมือนคืนที่ไม่มีควัน เขาวางชามลงแล้วพูดเบา ๆ
“พรุ่งนี้จะยุ่งอีกวันแต่หลังจากนั้น เราจะออกไปเจอทางที่ไกลกว่า”
อาหยินยกมือแตะบ่าตนเองที่เคยถูกลูกดอกสีหน้ามีทั้งกังวลและเชื่อมั่น
“ข้าจะเฝ้าคลังและป้าย‘บัญชีสาธารณะ’ ให้ทุกวัน”
“ฝากด้วย”
เธอผงกหัวแล้วออกไปเหม่ยหลิงเดินเข้ามาแทน เธอวางแผ่นรายชื่อพ่อค้าที่พร้อมร่วมทางบนโต๊ะ
“ตอนเช้าข้าจะอ่านชื่อพ่อค้าที่พร้อม ออกกฎผ่านทางอีกครั้ง และเปิดเส้นทางตามรางที่ระบบให้ร่วมกับเส้นที่อู๋จัด”
“ทำเช่นนั้น”
เหม่ยหลิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถามช้าชัด
“เมื่อไปถึงชายแดนและต้องเผชิญ ‘ท่านผู้ว่าการ’ เ้าวางใจตนเองหรือไม่”
ลู่หานยิ้มบางดวงตานิ่ง
“ข้าพกสิ่งเดิมไปคือกฎ และคนที่ยืนอยู่ข้างกฎ”
เหม่ยหลิงยิ้มตอบดวงตาเธอลึกแต่สงบ
“พอแล้ว”
เธอถอยออกไปลู่หานหันกลับมามองกระดานบันทึกอีกครั้ง แล้วปิดฝาหมึกอย่างแน่น เขาดับตะเกียงเล็กเหลือแสงจากนอกหน้าต่างลอดเข้ามาบาง ๆ ลมเหนือคืนนี้เบา ไร้กลิ่นควันมีเพียงเสียงยามเดินสับจังหวะสม่ำเสมอหน้าคลัง และเงากลองใต้ชายคาที่แกว่งน้อย ๆตามลม
เช้าพรุ่งนี้เวทีสั้นจะตั้งที่ท่าน้ำ จะมีชื่อคนที่จะออกเดินทางและชื่อคนที่จะเฝ้าบ้านให้แ่า ตระกูลลู่ผ่าน “ชำระรอบแรก” แล้วแต่เส้นทางที่ยาวกว่าเพิ่งเริ่มต้นขึ้น…